ในปฏิจจสมุปบาทพึงทราบว่ามีมูล 2 คือ อวิชชา และ ตัณหา ความว่า มูลก็คือรากเหง้าแห่งวัฏฏะ ที่ตราบใดยังมีอยู่ ก็ย่อมทำให้วัฏฏะยังหมุนเวียนไปอยู่ตราบนั้น พึงทราบว่า อวิชชาเป็นมูลแห่งวัฏฏะในอดีต ส่วนตัณหาเป็นมูลแห่งวัฏฏะในอนาตด ด้วยว่าความเป็นไปแห่งวัฏฏะในอดีตที่ล่วงไปแล้ว ไม่ปรากฏชัด เพราะเหตุที่ล่วงไปหมดแล้วนั่นแหละ บัณฑิตย่อมทราบเพียงแค่ว่า วัฏฏะในอดีตอันเป็นไปแล้วมากมายนั่น ย่อมเป็นไปเพราะสัตว์ไม่มีญาณหยั่งรู้สัจจธรรมตามความเป็นจริง ซึ่งถ้าหากว่ามีก็ย่อมถอนความไม่รู้คืออวิชชาขึ้นเสียได้ วัฏฏะก็ย่อมหยุดเป็นไป ย่อมไม่สืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน เพราะฉะนั้น แม้เมื่อมูลอย่างอื่นคือตัณหา จะมีอยู่ก็ตาม ถึงกระนั้น สำหรับความเป็นไปในอดีต ควรจะกล่าวถึงมูลคืออวิชชานั่นแหละ ส่วนความเป็นไปในปัจจุบัน ตัณหามีความวิจิตรโดยเกี่ยวกับเป็นรูปตัณหาบ้าง สัมทตัณหาบ้าง เป็นต้น อาการเป็นไปโดยเกี่ยวกับความขวนขวายกรรมอันจะนำมาซึ่งความเป็นไปไม่ขาดสายแห่งวัฏฏะของตัณหา จึงปรากฏชัดกว่าอวิชชาซึ่งไม่มีความวิจิตร เพราะฉะนั้น สำหรับความเป็นไปในปัจจุบัน แม้เมื่ออวิชชามีอยู่ก็ตาม ถึงกระนั้น ก็ควรกล่าวว่า ตัณหานั่นแหละ เป็นมูลแห่งวัฏฏะในปัจจุบัน

อวิชชาจึงเปรียบได้กับบิดามี่ตาบอดเพราะไม่รู้อะไรเลย ตัณหาจึงเปรียบได้กับลูกสาวที่เป็นนายทาส กรรมจึงเปรียบได้กับทาสที่ถูกตัณหาข่มขี่่ กรรม (เจตนา) จะเป็นไทได้ คือสักแต่ว่าเป็นความตั้งใจไม่เป็นอกุศลกรรมหรือกุศลกรรมเพราะสิ้นความเป็นทาส คือ สิ้นตัณหานั่นเอง ได้แก่พระอรหันต์ทั้งหลาย มี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นต้นนั่นแล

(สาระจากคัมภีร์นิสสยอักษรปัลลวะ อักษรสิงหล อักษรขอม อักษรธรรมล้านช้าง)