การศึกษาเพื่อการรักษาพระศาสนา (๔) 
————————————
ประโยค ๙ – นาคหลวง: ถนนไม่ได้ขาดอยู่แค่นั้น

……………………

คณะสงฆ์ประกาศผลสอบบาลีประจำปี ๒๕๖๒ ไปเมื่อวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๖๒

ปีนี้มีผู้สอบชั้นประโยค ป.ธ.๙ ได้ ๔๐ รูป ในจำนวนนี้เป็นสามเณร ๕ รูป

ช่วงนั้นมีผู้เอ่ยคำว่า “ประโยค ๙” และ “นาคหลวง” กันคึกคัก

มีธรรมเนียมปฏิบัติมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ ว่า สามเณรรูปใดสอบบาลีชั้นประโยค ป.ธ.๙ ได้ พระเจ้าแผ่นดินจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สามเณรรูปนั้นอุปสมบทเป็นนาคหลวง

ภาษาราชการพูดว่าอย่างไรผมจำไม่ได้ถนัด ดูเหมือนจะว่า-โปรดเกล้าฯ ให้การอุปสมบทอยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์-ประมาณนี้

แปลเป็นภาษาชาวบ้านว่า ในหลวงจะเป็นเจ้าภาพบวชให้

ถือว่าเป็นเกียรติยศอย่างสูงยิ่งแก่ตัวเองและวงศ์ตระกูล

……………………

ผมขอประกาศจุดยืนของผมไว้ ณ ที่นี้ว่า ผมเห็นด้วยกับทุกสำนักเรียน ทุกองค์กร ทุกคนทุกท่าน ที่สนับสนุนส่งเสริมทุ่มเทให้มีการเรียนการสอนบาลี และเพียรพยายามให้ผู้เรียนสอบได้ถึงชั้นประโยค ป.ธ.๙ (เปรียญธรรม ๙ ประโยค) และ บ.ศ.๙ (บาลีศึกษา ๙ ประโยค) อันเป็นชั้นสูงสุด และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสนับสนุนส่งเสริมทุ่มเทให้สามเณรสอบชั้นประโยค ป.ธ.๙ ได้ ซึ่งจะเป็นคุณสมบัติที่ทำให้ได้เป็น “นาคหลวง” ดังที่กล่าวข้างต้น

ขออนุโมนาสาธุการอย่างสุดหัวใจ

และผมก็ขอประกาศความเห็นของผมไว้ ณ ที่นี้ด้วยเช่นกันว่า ประโยค ป.ธ.๙ นาคหลวง และ บ.ศ.๙ ไม่ใช่จุดหมายปลายทางของการเรียนบาลี

หรือหากใครจะถือว่าเป็นจุดหมายปลายทางของตน ผมก็ขอยืนยันว่านั่นไม่ใช่จุดหมายปลายทางที่ถูกต้องของการเรียนบาลี

ควรเข้าใจให้ถูกต้องว่า นั่นเป็นเพียงต้นทางหรือปากทางของการเรียนบาลีเท่านั้น

อย่างที่ผมตั้งชื่อรองไว้ข้างต้นว่า “ประโยค ๙ – นาคหลวง: ถนนไม่ได้ขาดอยู่แค่นั้น”

ถนนยังมีต่อไปอีกยาวไกล และสมควรที่จะต้องไปกันต่อไปอีก

งานที่จะต้องทำ-ต่อจากประโยค ๙ นาคหลวง และ บ.ศ.๙-ก็คือศึกษาค้นคว้าคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา ตั้งแต่พระบาลี อรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา ปกรณ์พิเศษ อัตถโยชนา สัททาวิเสส ไปจนถึงอาจริยมติ ฯลฯ ซึ่งผมขอเรียกเป็นคำรวมว่า “พระไตรปิฎก” หรือ “พระคัมภีร์”

ศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎกหรือพระคัมภีร์ หมายถึงศึกษาค้นคว้าพระธรรมวินัยอันเป็นหลักคำสอนในพระพุทธศาสนา-โดยเฉพาะพระพุทธศาสนาเถรวาทอันเป็นพระพุทธศาสนาสายหลักที่นับถือกันอยู่ในประเทศไทย

เพราะพระธรรมวินัยคือเนื้อตัวของพระศาสนา

ศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎกหรือพระคัมภีร์เพื่อให้รู้เข้าใจถูกต้องแน่ชัดว่าอะไรอย่างไรเป็นหลักคำสอนที่ถูก อะไรอย่างไรไม่ใช่คำสอนที่ถูกต้อง นี่คือที่เรียกว่า “พระปริยัติสัทธรรม”

ครั้นแล้วก็นำคำสอนที่ถูกต้องนั้นมาเป็นหลักประพฤติปฏิบัติสำหรับตัวเองเป็นเบื้องต้น-ที่เรียกว่า “พระปฏิปัติสัทธรรม” เพื่อให้บรรลุมรรคผลที่ถูกต้อง-ที่เรียกว่า “พระปฏิเวธสัทธรรม”

ต่อจากนั้น ก็พยายามสั่งสอนเผยแผ่หลักพระธรรมวินัยที่ถูกต้องนั้นไปยังพหูชน เพื่อให้เกิดสัมมาทิฐิ น้อมนำพระธรรมวินัยที่ถูกต้องไปประพฤติปฏิบัติเป็นหลักในการครองชีวิตตามกำลังความสามารถอันจะยังสันติสุขให้เกิดขึ้นแก่ตนและแผ่ขยายไปสู่สังคมต่อไป

โปรดช่วยกันเข้าใจให้ถูกต้องว่า นี่คือเส้นทางดำเนินที่ถูกต้องของการเรียนบาลี

จบประโยค ๙ นาคหลวง และ บ.ศ.๙ แล้ว ต้องเดินต่อไปตามเส้นทางสายนี้

จะไปได้ไกลแค่ไหน ก็แล้วแต่ความสามารถของแต่ละคน

จะไม่เดินต่อไปอีกก็ได้ ไม่มีใครบังคับ แต่ขอให้นึกเทียบกับการเรียนหมอ

คนเรียนหมอ (ขออนุญาตใช้คำสั้นๆ แบบนี้ หวังว่าจะเข้าใจได้ตรงกัน) ก็คือเรียนจบเป็นหมอแล้วก็ไปรักษาคนป่วยไข้

นั่นคือเป้าหมายของการเรียนหมอ

เรียนหมอจบแล้ว ออกไปรักษาคนป่วยไข้
เรียนบาลีจบแล้ว ไปศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎก-คือพระธรรมวินัย

เรียนหมอจบแล้ว ไม่รักษาคนป่วยไข้ เรียนหมอทำไม

เรียนบาลีจบแล้ว ไม่ศึกษาค้นคว้าพระธรรมวินัย เรียนบาลีทำไม

ต้องตอบคำถามนี้ให้ถูก จึงจะเข้าใจ

ถ้าไม่คิด ก็ไม่เห็น แล้วก็จะไม่รู้ตัวว่า-เรากำลังหลงทางหรือเปล่า

———————-

ทำไมจึงต้องเรียนบาลี?

“พระไตรปิฎก” เป็นคัมภีร์ที่รวบรวมหรือประมวลคำสอนในพระพุทธศาสนา

คำสอนในพระพุทธศาสนาในชั้นเดิมเมื่อพระพุทธเจ้าตรัสสอนพระธรรมวินัย พระสาวกได้ฟังแล้วก็จำกันไว้ ยังไม่มีการจดบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร แต่มีระบบการตรวจสอบให้ถูกต้องตรงกัน โดยวิธีนำมากล่าวขึ้นพร้อมกัน คือสวดสาธยายพร้อมๆ กัน ที่เรียกว่า “สังคายนา” หรือ “สังคีติ” ซึ่งแปลตามศัพท์ว่า “การขับขานขึ้นพร้อมกัน” (โปรดเปรียบเทียบกับเพลงที่ขับร้องหมู่ ผู้ร้องทุกคนจะต้องจำคำร้องได้ถูกต้องตรงกันทุกคำ ถ้าร้องไม่ตรงกัน เพลงนั้นก็จะผิดทันที)

ราวพุทธศตวรรษที่ ๕ จึงมีการจารึกคำสอนเป็นลายลักษณ์อักษร จัดเป็นหมวดหมู่ ที่เรารู้จักกันในนาม “พระไตรปิฎก”

พระไตรปิฎกของพระพุทธศาสนาเถรวาทบันทึกไว้เป็นภาษาบาลี

สังคมไทยรู้จักและให้ความสำคัญต่อพระไตรปิฎกมาเป็นเวลานานแล้ว ดังจะเห็นได้ว่าเมื่อสร้างวัดที่สมบูรณ์แบบจะต้องมี “หอ” ที่เป็นหลัก ๔ หอ คือ

หอฉัน
หอสวดมนต์
หอระฆัง (รวมหอกลองเข้าไว้ด้วย)
และ หอไตร

“หอไตร” เป็นคำที่ตัดมาจาก “หอพระไตรปิฎก” คือห้องหรืออาคารที่สร้างไว้สำหรับเก็บรักษาพระไตรปิฎกเพื่อให้พระภิกษุสามเณรใช้ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยสืบอายุพระศาสนา

แล้วก็เกิดค่านิยมสร้างพระคัมภีร์ถวายวัดต่างๆ เพื่อให้พระภิกษุสามเณรใช้ศึกษาเล่าเรียนสืบอายุพระศาสนา

พระไตรปิฎกของพระพุทธศาสนาเถรวาทบันทึกไว้เป็นภาษาบาลี ผู้ที่จะศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยได้ถูกต้องชัดเจนลึกซึ้งกว้างขวางจึงต้องรู้ภาษาบาลี

นี่คือเหตุผลที่ต้องเรียนบาลี

ทำไมไม่เรียนสันสกฤต
ทำไมไม่เรียนละติน
ทำไมไม่เรียนฮินดี
ทำไมไม่เรียนอังกฤษฝรั่งเศส
ฯลฯ

ทำไมจึงเรียนเฉพาะบาลี เหตุผลอยู่ตรงนี้

เรียนบาลีเพื่อไปค้นคว้าพระไตรปิฎกคือพระธรรมวินัย คือเนื้อตัวของพระศาสนา เพื่อจะได้มีการประพฤติปฏิบัติที่ถูกต้อง สืบอายุพระศาสนาให้ยืนยาวต่อไป

ภาพรวมของการเรียนบาลีอยู่ตรงนี้

ใครๆ ก็รู้ ก็มองเห็นภาพรวมภาพนี้

พระเจ้าแผ่นดินเมืองไทยท่านก็มองเห็นภาพนี้

อันที่จริงพระเจ้าแผ่นดินทุกประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาเถรวาทล้วนแต่มองเห็นภาพนี้ตรงกัน ทุกประเทศเหล่านั้นก็จึงสนับสนุนส่งเสริมให้กำลังใจแก่ผู้เรียนบาลีและผู้ทรงจำพระไตรปิฎกตามวิถีทางของแต่ละประเทศ

ประเทศพม่า ภิกษุรูปไหนทรงจำพระไตรปิฎก รัฐบาลรับเลี้ยงโยมพ่อโยมแม่ตลอดชีวิต

ประเทศไทยสมัยมีทาส ภิกษุรูปไหนสอบบาลีได้เป็นเปรียญ ถ้าพ่อแม่เป็นทาส ท่านให้ยกจากความเป็นทาสเสีย เป็นการบูชาคุณพระบาลี

ที่ว่ามานี้ว่าตามที่ได้ฟังมา ใครอยากได้หลักฐานข้อเท็จจริง ไปสืบหาเอาเองเถิด

เมื่อพระเจ้าแผ่นดินท่านก็รู้ว่าเป้าหมายของการเรียนบาลีอยู่ที่การศึกษาค้นคว้าพระธรรมวินัยสืบอายุพระศาสนา ท่านก็จึงสนับสนุนส่งเสริมพระภิกษุสามเณรที่เรียนบาลี

สมัยสอบบาลีด้วยวิธีแปลปากที่วัดพระแก้ว พระเจ้าแผ่นดินทรงพระราชศรัทธา งดพระราชภารกิจอื่นๆ เสีย เสด็จไปฟังพระภิกษุสามเณรสอบบาลีทุกวัน

การถวายอุปถัมภ์ทั้งหลายทั้งปวง ตลอดจนทรงรับสามเณรที่สอบ ป.ธ.๙ ได้ให้เป็นนาคหลวง ก็มาจากเหตุผลข้อนี้-คือเพื่อให้ผู้เรียนบาลีมีกำลังใจที่จะศึกษาค้นคว้าพระธรรมวินัยยิ่งๆ ขึ้นไป เป็นการสืบอายุพระศาสนา

เหตุผลสำคัญอยู่ตรงนี้

จบ ป.ธ.๙ แล้ว หรือได้เป็นนาคหลวงแล้ว แต่ไม่ศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎกคือพระธรรมวินัยต่อไป กลับหยุดอยู่แค่นั้น เพราะเข้าใจว่ามาถึงปลายทางแล้ว ก็เท่ากับผิดสัญญาที่พระเจ้าแผ่นดินท่านอุตส่าห์ตั้งเป้าหมายสนับสนุนไว้

แข็งใจเดินต่อไปอีกก้าวเดียวก็จะเห็นว่า ถนนสายนี้ไม่ได้ตัดขาดอยู่แค่นี้

ถนนสายนี้ยังมีต่อไปอีกยาวไกล

ตรงนี้เป็นแค่ต้นทางหรือปากทางเท่านั้น ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง

ทุกสำนักเรียน ทุกองค์กร ทุกคนทุกท่าน ที่สนับสนุนส่งเสริมทุ่มเทให้มีการเรียนการสอนบาลี และเพียรพยายามให้ผู้เรียนสอบได้ถึงชั้นประโยค ป.ธ.๙, บ.ศ.๙ และสนับสนุนส่งเสริมทุ่มเทให้สามเณรสอบชั้นประโยค ป.ธ.๙ ได้ ซึ่งจะได้เป็น “นาคหลวง” ดังที่กล่าวข้างต้น สมควรอย่างที่สุดที่จะสนับสนุนส่งเสริมทุ่มเทให้ท่านผู้ที่สอบได้จบชั้นประโยค ๙ แล้วเหล่านั้นศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎกคือพระธรรมวินัย คือเนื้อตัวของพระศาสนาต่อไปอีก เพื่อจะได้มีการประพฤติปฏิบัติที่ถูกต้อง สืบอายุพระศาสนาให้ยืนยาวต่อไป

งานที่ท่านอุตส่าห์ทำอยู่นั้นมี ๒ ส่วน

ส่วนที่หนึ่ง ทำให้ผู้เรียนบาลีสอบประโยค ๙ ได้
ส่วนที่สอง ทำให้ผู้สอบประโยค ๙ ได้แล้วศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎก

งานทั้งสองส่วนนี้ต้องประกอบกัน และต้องทำให้สำเร็จทั้งสองส่วนจึงจะเกิดผล

ส่วนที่หนึ่ง ท่านทำแล้ว และทำสำเร็จมาแล้วอย่างน่าชื่นชม

ถ้าไม่ทำส่วนที่สอง ส่วนที่หนึ่งที่สำเร็จแล้วก็ไร้ประโยชน์

พูดได้ว่าเป็นโมฆะ

การเดินทางตามถนนสายบาลีนั้นตัดสินความสำเร็จกันที่เอาความรู้ไปศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎกคือพระธรรมวินัย แล้วเอาพระธรรมวินัยมาประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้องจนบรรลุผลเป็นปฏิเวธ

จะพูดได้ว่า-ประสบความสำเร็จ-ต้องไปให้ตลอดสาย

อยู่แค่ปากทาง หรือแม้แต่ไปครึ่งทาง ยังพูดไม่ได้ว่าประสบความสำเร็จ

อุตส่าห์ผ่านปากทางเข้ามาได้แล้ว
อะไรๆ ก็มีพร้อมแล้ว
ทำไมไม่ไปให้ถึงปลายทาง

ทำไมจะยอมจบ ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เริ่มต้น

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย
๒๗ เมษายน ๒๕๖๒
๑๐:๓๖