การศึกษาเพื่อการรักษาพระศาสนา (๖) ตอน -๔-
————————————
มองพระศาสนาให้ตรง ลงมือทำให้ถูก

——————-
-๔-
——————-

๓ จะจัดการศึกษาอย่างไร

นี่เป็นเรื่องใหญ่ที่สุด เป็นเนื้อเป็นตัวของการบริหารจัดการเลยทีเดียว แต่ก็เป็นเรื่องที่ทำได้ยากที่สุดด้วย

ว่ากันตามหลัก วิธีจัดการศึกษาทำได้ ๒ ระดับ คือ

๑ ระดับมหภาค เป็นการจัดการศึกษาอย่างเป็นทางการ หมายความว่าเป็นนโยบายที่คณะสงฆ์กำหนดให้ทุกวัดต้องทำ-ทำอย่างเป็นภารกิจประจำวัด-ประจำวัน ประจำชีวิต

ไม่ใช่ทำแบบจัดกิจกรรม ๓ วัน ๗ วัน จบโครงการ แบบที่นิยมทำกัน

ไม่ใช่แบบนั้น แบบนั้นไม่ใช่การศึกษาในความหมายของพระพุทธศาสนา-ที่กำลังพูดถึง

ต้องทำให้เป็นกิจวัตร ทำตลอดชีวิต แล้วพัฒนาเป็นวิถีชีวิต

กำหนดขอบเขตเนื้อหาที่เหมาะสม —
พระเณรในวัดต้องรู้อะไรบ้าง
ชาวบ้านรอบๆ วัดต้องรู้อะไรบ้าง

และควรปฏิรูปวิธีการศึกษากันใหม่
เรียนได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ ทุกสถานการณ์
ไม่จำเป็นต้องเกณฑ์ให้มาเข้าห้องเรียน
ไม่ใช่ศึกษาเฉพาะในห้องเรียน
ไม่ใช่ศึกษาเฉพาะในเวลาเรียนที่กำหนด

แต่ใช้วิธีให้ความรู้กันทุกโอกาส
แนะนำ สั่งสอน บอกกล่าว ถ่ายทอดในชีวิตประจำวันตามธรรมชาติ

เอาการศึกษาอบรมเรียนรู้มาใส่ไว้ในชีวิตจริง-ชีวิตประจำวันจริงๆ
ไม่ใช่แยกออกจากชีวิตจริง
ไม่ใช่แบ่งเวลาออกไปจากชีวิตจริง
ไม่ใช่ถือว่าการเรียนเป็นกิจกรรมพิเศษ

แต่ต้องถือว่าการเรียนเป็นกิจวัตรในชีวิตประจำวัน

ไม่ต้องแบ่งเวลา เรียนเมื่อถึงชั่วโมงเรียน เรียนเฉพาะเวลาอยู่ในห้องเรียน-อย่างที่ทำกันอยู่

ข้อสำคัญต้องมีระบบกำกับดูแลติดตามผลอย่างใกล้ชิด
ไม่ใช่สั่งแล้วปล่อย ให้ไปงมทำกันเอง

และไม่ใช่สักแต่ว่าทำตามระบบราชการ เอาแต่ตัวเลข เอาแต่แบบฟอร์มสวยหรู แต่ต้องวัดผลกันจากของจริง ดูกันจากชีวิตจริงตามธรรมชาติจริงของแต่ละคนจริงๆ

เรียบร้อยต่อหน้า ดีเลิศเฉพาะเวลาวัดผล แต่พอลับหลัง พออยู่คนเดียวหรืออยู่กับพวกคอเดียวกัน สันดานเดิมออก แบบนี้คือการศึกษาล้มเหลว ซึ่งก็คือ-ยังไม่ได้รับการศึกษานั่นเอง

ผลการศึกษาต้องวัดกันที่นิสัยสันดานจริงที่แสดงออกมาในชีวิตจริง
ไม่ใช่วัดกันด้วยตัวเลข
ไม่ใช่วัดด้วยกระดาษคำตอบ
ไม่ใช่ด้วยลายเซ็นบนแผ่นกระดาษ

ข้อสำคัญ อย่าอ้างว่าคณะสงฆ์จัดการศึกษาอยู่แล้ว มีเรียนนักธรรม เรียนบาลี เรียนธรรมศึกษา เรียนบาลีศึกษา มีการเรียนการสอนตลอดปี มีผู้สอบได้ปีละมากๆ

อย่ายกเอาภาพแบบนี้ขึ้นมาหลอกตัวเองและหลอกกันและกัน

ขอย้ำให้เข้าใจว่า การศึกษาตามที่ยกมาอ้างนั้นเป็นการศึกษาตามรูปแบบ เป็นการศึกษาเพื่อสอบได้ เป็นการศึกษาเพื่อเอาสถิติ เอาตัวเลข

แต่ไม่ใช่การศึกษาเพื่อให้เกิดความรู้จริงๆ เพื่อให้มีความรู้จริงๆ

การศึกษาเพื่อความรู้ที่แท้จริงเคยกระทำกันมาแต่โบราณกาล แต่ถูกกระทำให้เบี่ยงเบนอยู่ในปัจจุบัน

การศึกษาที่เบี่ยงเบนนี้ ใครรู้จำ ทำได้ตามแบบ ก็ถูกหลอกว่าสำเร็จการศึกษาแล้ว ทั้งๆ ที่รู้ไปเพียงแค่นิดเดียว จนพูดได้ว่ายังไม่ทันรู้อะไรเลย ก็บอกว่าจบการศึกษาแล้ว ออกใบรับรองให้ แล้วก็หยุดการศึกษาไว้แค่นั้น

ปฏิรูปการศึกษาตามความหมายที่กำลังพูดนี้คือดึงเอาการศึกษาเพื่อความรู้จริงๆ กลับคืนมา

ปฏิรูปการศึกษาตามความหมายนี้ต้องทำให้คนรู้สึกกันได้ทั่วไปว่า เรียนเอาความรู้สำคัญกว่า จำเป็นกว่า และถูกต้องกว่าการเรียนเพื่อให้ได้ใบรับรอง

ถ้าคณะสงฆ์ออกคำสั่งให้ทุกวัดดำเนินการศึกษาตามที่บรรยายมานี้ นั่นคือปฏิรูปการศึกษาระดับมหภาค

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย
๑๒ พฤษภาคม ๒๕๖๒
๑๐:๓๖
—————
(อ่านต่อตอน -๕- ปฏิรูปการศึกษาระดับจุลภาค)