ทองย้อย แสงสินชัย
การศึกษาเพื่อการรักษาพระศาสนา (๖) ตอน -๑๐-

————————————
มองพระศาสนาให้ตรง ลงมือทำให้ถูก

——————-
-๑๐-
——————-

โดยสรุปแล้ว ในการจัดการศึกษาเพื่อการรักษาพระศาสนา ข้อเสนอของผมมีดังนี้

แนวคิด
———
๑ คำว่า “การศึกษา” ในพระพุทธศาสนามุ่งหมายถึงการทำให้มีขึ้นในชีวิตจริงๆ ไม่ใช่แค่เรียนรู้ ดูออก บอกถูก เขียนได้

เช่น ศึกษาเรื่องศีล ไม่ใช่แค่รู้ว่าศีล ๕ คืออะไร ศีล ๘ คืออะไร ว่าคำสมาทานศีลได้ อธิบายได้ว่าศีลแต่ละข้อมีองค์ประกอบอะไรบ้าง

ไม่ใช่แค่นี้

แต่ต้องไปถึงขั้นมีศีล ถือศีล รักษาศีล สมาทานศีลในชีวิตจริง

ศึกษาเรื่องสมาธิ ไม่ใช่แค่รู้หลักการของสมาธิ รู้วิธีเจริญสมาธิ อธิบายเรื่องสมาธิได้

แต่ต้องไปถึงขั้นเจริญสมาธิจนมีสมาธิจริงๆ ในชีวิต

ศึกษาเรื่องปัญญา ก็ต้องไปถึงขั้นมีปัญญาเข้าใจสภาวธรรมตามความเป็นจริงได้จริง จนสามารถขจัดความหลงงมงายได้จริง

การศึกษาในพระพุทธศาสนาวัดผลสำเร็จกันที่ประพฤติปฏิบัติพระธรรมวินัยในชีวิตจริง แม้อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ อธิบายไม่เป็น แต่ถ้าชีวิตจริงมีศีล มีสมาธิ มีปัญญา นั่นคือเป็นผู้มีการศึกษา

เวลานี้คณะสงฆ์และมหาวิทยาลัยสงฆ์จัดการศึกษาในแบบที่ทำให้คนเรียนรู้ ดูออก บอกถูก เขียนได้ อธิบายเป็น แต่ไม่ได้เน้นการอบรมปลูกฝังเพื่อทำให้มีให้เป็นขึ้นในชีวิตจริง

เราวัดผลกันที่ใครสามารถเรียนรู้ ดูออก บอกถูก เขียนได้ อธิบายเป็น แต่เราแทบจะไม่ได้สนใจว่าเขาสามารถทำให้มีให้เป็นขึ้นในชีวิตจริงได้หรือเปล่า

เป็นการจัดการศึกษาแบบครึ่งเดียว ซ้ำเป็นครึ่งที่เป็นเปลือกเสียอีก ไม่ใช่ครึ่งที่เป็นแก่นแท้ – นี่คือจุดที่ต้องปฏิรูป

๒ สังคมไม่ได้ชื่นชมจริงจังกับการที่พระภิกษุสามเณรหรือชาววัดรู้อะไรเหมือนเขา ทำอะไรได้เหมือนเขา

แบบนั้นอย่างดีก็แค่ทำให้เขา “ยอมรับ” เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น (บางอย่างเขาอาจรู้สึกสังเวชใจด้วยซ้ำที่เราไปเอาอย่างเขา!)

สังคมจะ “นับถือ” เราก็ตรงที่เรามีสิ่งที่เขาไม่มี เราทำได้ในสิ่งที่เขาทำไม่ได้ (ตามแบบแผนของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่มีได้ทำได้ในเรื่องที่นอกคำสอนของพระพุทธเจ้า)

ขอให้สังเกตหลวงพ่อหลวงปู่ที่เป็นพระประพฤติดีปฏิบัติชอบจริงๆ ดูเถิด ท่านเหล่านั้นเทศน์เป็นภาษาอังกฤษไม่ได้ พูดอังกฤษไม่เป็น แต่คนที่พูดได้หลายๆ ภาษาพากันไปกราบท่าน ไปฟังคำสอนของท่าน

ท่านเหล่านั้นไม่มีปริญญาสักใบ แต่คนที่จบปริญญาหลายๆ ใบพากันไปกราบท่าน ไปฟังคำสอนของท่าน

นี่เพราะอะไร

นี่เป็นการพิสูจน์ยืนยันว่า การเรียนรู้แล้วประพฤติปฏิบัติพระธรรมวินัยที่ถูกต้องในชีวิตจริงนั่นแหละเป็นการศึกษาที่ถูกต้องที่สุด และเป็นการเผยแผ่พระศาสนาที่ประเสริฐที่สุดไปพร้อมๆ กัน

แนวปฏิบัติ
————
๑ จัดการศึกษาให้แก่ชาววัด ทำให้พระภิกษุสามเณรมีความรู้ในพระธรรมวินัยอย่างทั่วถึง เป็นการศึกษาที่ไม่ติดอยู่กับห้องเรียน ไม่ติดอยู่กับเวลาเรียน เป็นการศึกษาในชีวิตจริง ศึกษาตลอดเวลา ทุกสถานที่ ทุกโอกาส และเป็นการศึกษาตลอดชีวิต

๒ ให้การศึกษาแก่ชาวบ้าน ทำให้ชาวบ้านรู้เข้าใจหลักพระธรรมวินัยที่สมภูมิของชาวพุทธ เริ่มจากผู้คนรอบๆ วัดไปก่อน แล้วค่อยๆ ขยายวงออกไปจนครอบคลุมทุกพื้นที่ เป็นการศึกษาที่ไม่ติดอยู่กับห้องเรียนเช่นเดียวกับที่จัดให้แก่ชาววัด เป็นการศึกษาตามธรรมชาติในชีวิตประจำวันของชาวบ้าน

โปรดระลึกว่า ชาวบ้านไม่มีเวลาที่จะมาเข้าห้องเรียน เพราะฉะนั้น ทำอย่างไรเขาจึงจะมีความรู้หลักคำสอนในพระพุทธศาสนาได้ จะใช้เทคนิคหรือวิธีการอย่างไร ต้องคิดแล้ว

ข้อสำคัญอย่าทำแบบไฟไหม้ฟาง แต่ต้องทำแบบยั่งยืน ทำตลอดชีวิต

๓ เตรียมงานไว้รองรับคน จบนักธรรมชั้นเอก ประโยค ๙ ปริญญาจากมหาวิทยาลัยสงฆ์ จะให้ไปทำอะไรเพื่อการศึกษาและเผยแผ่พระธรรมวินัย ต้องมีคำตอบเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่ผลิตออกมาแล้วปล่อยทิ้งแบบไม่มีเป้าหมาย-อย่างที่กำลังเป็นอยู่

๔ งานทั้งหมด ตั้งเป้าหมายไว้ที่การเตรียมทายาทที่มีคุณภาพเพื่อรักษาและสืบทอดพระพุทธศาสนา ไม่รอให้มาเองหรือเกิดเองตามศรัทธา แต่ต้องออกไปควานหามาหรือสร้างขึ้นมา โดยถือว่าเป็นงานจำเป็นเร่งด่วน

ถ้าไม่รีบเตรียมทายาท พุทธศาสน์สูญแน่นอน

๕ ต้องย้ำไว้ว่า งานทั้งหมดไม่ใช่กิจกรรม ๗ วันจบ ไม่ใช่งานชั่วคราว แต่เป็นงานที่ต้องทำตลอดชีวิต เป็นงานของชีวิต เป็นหน้าที่ประจำชีวิต ไม่ใช่งานที่เอาไว้ทำยามว่าง

เมื่อทำงานชนิดนี้ ชีวิตจะไม่มีวันว่างงาน

ในการทำงานเหล่านี้ ไม่ว่าจะใช้เทคนิคหรือวิธีการอย่างไรๆ ก็ตาม สิ่งที่ต้องไม่ลืมและไม่ละเลยก็คือ —

๑ หากเริ่มด้วย-จัดกิจกรรม
๒ ก็จะต้อง-ทำให้เป็นกิจวัตร
๓ จนกระทั่ง-พัฒนาเป็นวิถีชีวิต

ไม่ใช่จบแค่จัดกิจกรรม
แต่ต้องทำจนเป็นวิถีชีวิตจริง

ตราบใดที่ยังพัฒนาให้เป็นวิถีชีวิตไม่ได้
ตราบนั้นก็ยังถือไม่ได้ว่าการจัดการศึกษาประสบความสำเร็จ

……………..

แต่งานที่ทุกคนสามารถทำได้เดี๋ยวนี้
ไม่ต้องรอให้คณะสงฆ์สั่ง
ไม่ต้องรอให้ผู้อำนาจหน้าที่สั่ง
ไม่ต้องฝากความหวังไว้กับคนนั้นคนนี้

ก็คือ –

๑ ศึกษาหาความรู้ในพระธรรมวินัยที่ถูกต้อง ทำทุกวันไป

๒ เอาพระธรรมวินัยที่ถูกต้องมาปฏิบัติให้เป็นกิจวัตร และเป็นวิถีชีวิต

๓ บอกกล่าวเผยแพร่ไปยังคนรอบข้างให้สุดความสามรถที่จะทำได้

งานดังกล่าวนี้ อย่าคิดเป็นอันขาดว่า ไม่ใช่หน้าที่ ไม่มีเวลา ศาสนาไม่ใช่ของข้าคนเดียว

ทำได้ดังนี้ หากพระพุทธศาสนาจะสูญสิ้นไปจากแผ่นดินไทย เราก็จะไม่ต้องเสียใจว่า ได้แต่นั่งมอง หรือได้แต่คิด แต่ไม่ทำอะไรเลย

แต่สำหรับท่านที่มีตำแหน่งมีหน้าที่อยู่ในคณะผู้บริหารการพระศาสนา ท่านควรทำได้มากกว่าที่กล่าวมานี้-เว้นไว้แต่ท่านจะเอาดีแต่ในทางเอาตัวรอดไปคนเดียว

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย
๑๒ พฤษภาคม ๒๕๖๒
๑๖:๑๐