ทองย้อย แสงสินชัย
ก็แค่สัตว์ธรรมดาตัวหนึ่ง

———————-

เมื่อวันจันทร์ก่อนผมมีกิจต้องเข้ากรุงเทพฯ

ขับรถจากราชบุรีไปจอดที่ทำงานเก่าที่ศาลายา แล้วก็ขึ้นรถเมล์สาย ๕๑๕ ต่อไป

ป้ายที่ผมขึ้นเป็นช่วงต้นทาง คนว่าง มีที่นั่งสบาย

รถเมล์ปรับอากาศสายนี้ (เข้าใจว่าน่าจะทุกสาย) ที่นั่งใกล้กับประตูหน้าเป็นที่นั่งสำรองสำหรับพระภิกษุ ที่นั่งหลังคนขับเป็นที่นั่งสำรองสำหรับผู้สูงอายุ

“สำรอง” แปลว่า สิ่งที่เตรียมเผื่อไว้
พระขึ้น จะได้มีที่นั่ง
คนแก่ขึ้น ก็จะได้มีที่นั่ง

ถ้าไม่มีพระขึ้น ไม่มีคนแก่ขึ้น ใครจะนั่งก็ได้
ถ้ามีพระขึ้น คนแก่ขึ้น ต้องลุก

รถเมล์ธรรมดาในกรุงเทพฯ สมัยก่อน ที่นั่งแถวหลังสุดเป็นที่นั่งสำหรับพระภิกษุสามเณร แม้ไม่มีป้ายติดไว้ก็เป็นที่รู้ทั่วกัน พระภิกษุสามเณรขึ้นรถเมล์จะต้องนั่งเบาะหลังเท่านั้น นั่งที่อื่นไม่ได้ ใครนั่งเบาะหลัง ถ้ามีพระภิกษุสามเณรขึ้น ต้องลุกให้ท่านนั่ง

ทำไมจึงต้องมีที่นั่งสำรองไว้ให้พระภิกษุสามเณร?

ต้องนึกไปให้ถึงแนวคิดของผู้บริหารรถเมล์หรือผู้มีอำนาจในการกำหนดให้มีที่นั่งสำรอง

แนวคิดนี้มาจากสังคมไทยให้ความเคารพนับถือพระสงฆ์สามเณร

………………..

ทำไมสังคมไทยจึงให้ความเคารพนับถือพระสงฆ์สามเณร?

ก็ต้องศึกษาให้รู้เข้าใจถึงเป้าหมายของการบวชในพระพุทธศาสนา

ทำนองเดียวกับการทำบุญให้ทาน ว่าตามหลักก็จัดอยู่ในกลุ่ม “ทานมัย” แปลเป็นไทยว่า บุญที่สำเร็จด้วยการให้

ให้คนขอทาน ก็เป็นทานมัย
ให้พระสงฆ์สามเณร ก็เป็นทานมัย

แต่ทำไมคนไทยนิยมใส่บาตรแก่พระสงฆ์สามเณรกันทุกเช้า
ทำไมไม่นิยมให้อาหารแก่คนขอทานกันทุกเช้า-เหมือนใส่บาตร

——————–

ถึงตรงนี้ควรแวะศึกษารากเหง้าเค้าเดิมของการใส่บาตรให้รู้ว่าชาวพุทธใส่บาตรกันทำไม

พระพุทธศาสนามีเป้าหมายอยู่ที่-ให้มนุษย์ปฏิบัติขัดเกลาตนเองจนพ้นจากทุกข์

ทุกข์ที่เป็นรากเหง้าของทุกข์ทั้งปวงก็คือวัฏทุกข์ แปลว่า ทุกข์คือการเวียนตายเวียนเกิด

เพราะเวียนตายเวียนเกิด ทุกข์อื่นๆ จึงเกิดมีตามมา

ถ้าปฏิบัติขัดเกลาจิตจนพ้นจากกิเลสทั้งปวงก็จะไม่ต้องเวียนตายเวียนเกิด

เมื่อไม่ต้องเวียนตายเวียนเกิด ก็ไม่ต้องทุกข์ คือทุกข์อะไรๆ ก็เกิดมีแก่ผู้นั้นไม่ได้

คนที่เห็นภัยในวัฏทุกข์ก็จึงตั้งเป้าหมายแห่งชีวิตว่าจะต้องปฏิบัติขัดเกลาตนเองตามแนวทางคำสอนของพระพุทธเจ้า

การปฏิบัติขัดเกลาตนเองตามแนวทางคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น ถ้ายังอยู่ครองเรือนก็ทำได้ยาก คนพวกนี้ก็จึงสละบ้านเรือนครอบครัวออกบวช

นี่คือเหตุผลที่ถูกต้องแท้จริงของการบวชในพระพุทธศาสนา

ใครออกบวชได้ คนที่มีความเห็นเป็นสัมมาทิฐิตรงกันก็พลอยชื่นชม

อุปมาเหมือนคนสมัครเป็นทหารออกรบ คนที่ยังไม่พร้อมจะไปรบก็พลอยชื่นชม สนับสนุนด้วยวิธีการต่างๆ

พูดให้เห็นภาพก็ว่า-ใครออกบวชได้คนหนึ่งก็เฮกันลั่น พรั่งพรูกันสนับสนุนด้วยปัจจัยสี่

ถอดเป็นคำพูดก็เหมือนกับพูดว่า อย่าเป็นห่วงเรื่องทำมาหากินเลย ชาวบ้านจะเลี้ยงเอง ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติไปให้เต็มที่เถิด ไปให้ถึงฝั่งให้ได้นะ

พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติพระวินัยให้พระออกบิณฑบาตหากินวันต่อวัน ไม่ให้เก็บสะสมอาหาร ทั้งนี้เพื่อให้ปลอดกังวล เสียเวลากับเรื่องกินให้น้อยที่สุด เพื่อจะได้มีเวลาปฏิบัติขัดเกลาตนเองให้ได้มากขึ้น

ชาวบ้านใส่บาตรให้พระก็ด้วยจุดประสงค์นี้ คือสนับสนุนให้พระมีกำลังปฏิบัติขัดเกลาตนเองให้บรรลุถึงความพ้นทุกข์

ส่วนการใส่บาตรเพื่ออุทิศส่วนบุญให้ผู้ล่วงลับไปแล้ว เช่นที่พูดกันว่าใส่บาตรให้พ่อใส่บาตรให้แม่ พึงทราบว่านั่นเป็นผลพลอยได้ ไม่ใช่ผลที่ประสงค์ ทำบุญอะไรก็อุทิศให้พ่อแม่ได้ทั้งนั้น ไม่ใช่อุทิศได้เฉพาะทำบุญใส่บาตร

เมื่อรู้รากเหง้าของการใส่บาตรเช่นนี้แล้ว มองตามไปก็จะเห็นได้ว่า ข้าวปลาอาหารที่ญาติโยมใส่บาตรมานั้นเขามีเจตนาจะให้พระฉันเพื่อให้มีกำลังศึกษาปฏิบัติธรรม

ที่คนไทยนิยมใส่บาตรแก่พระสงฆ์สามเณรกันทุกเช้า เคารพนับถือพระสงฆ์สามเณร จนถึงกับสำรองที่นั่งไว้บนรถโดยสารประจำทางเป็นต้น ก็มีเหตุผลอันเป็นรากเหง้าดังว่ามานี้

——————–

ถ้าตอบปัญหานี้ไม่ได้ หรือตอบไม่ตรงกับเหตุผลที่แท้จริง การที่นิยมใส่บาตรก็ดี ปฏิบัติต่อท่านเสมือนว่าเป็นการให้อภิสิทธิ์ก็ดี ก็ถือว่าเลื่อนลอย คือทำโดยไม่รู้เหตุผลที่ถูกต้อง

ทำไมสังคมไทยจึงให้ความเคารพนับถือพระสงฆ์สามเณร – ต้องหาคำตอบที่ถูกต้อง อย่าคิดเอาเอง เข้าใจเอาเอง

หาไม่แล้ว เราก็จะพากันหลงทาง คือมองการบวชในพระพุทธศาสนาคลาดเคลื่อนไปจากเป้าหมายที่ถูกต้อง

เหมือนกับที่ในช่วงเวลานี้มีการบวชสามเณรภาคฤดูร้อนกันทั่วไป คนส่วนหนึ่ง-ซึ่งกำลังจะกลายเป็นคนส่วนมาก-มองเห็นสามเณรตัวเล็กๆ เป็นสิ่งที่น่ารักน่าเอ็นดู

แล้วก็เลยเข้าใจไปว่า บวชเณรก็เพื่อให้มีสามเณรองค์เล็กๆ เอาไว้ให้ชื่นใจ-ดูน่ารักดี เท่านั้น

หาได้ตระหนักไปถึงการอบรมสั่งสอนฝึกหัดขัดเกลาอันเป็นหัวใจของการบวชไม่

จนเวลานี้เริ่มจะพูดกันมากขึ้นทุกทีว่า เณรก็คือเด็ก จะเอาอะไรกันนักหนา

“จะเอาอะไรกันนักหนา” เป็นคำพูดที่อันตรายมาก เพราะทำให้ประมาท และทำให้คนเห็นด้วยกับความประมาทนั้น ไม่เห็นภัยของการปล่อยปละละเลย

พร้อมกันนั้นก็เห็นการอบรมสั่งสอนฝึกหัดขัดเกลาเป็นเรื่องเกินจำเป็น เกินความสามารถที่จะทำได้ ก็จึงไม่ตั้งใจทำ และในที่สุดก็ไม่คิดจะทำ

และนั่นคือการทำให้คุณค่าของการเป็นพระสงฆ์สามเณรลดลงไปเรื่อยๆ

………………..

ขอบคุณแทนพระภิกษุสามเณรที่ ณ เวลานี้สังคมยังคิดถึงและยังเห็นคุณค่าของท่านอยู่

แต่ในอนาคต ไม่แน่

………………..

วันนั้นคนแน่นมาก พอข้ามสะพานกรุงธนไปถึง ม.สวนดุสิต คนลงกันเยอะ คนที่ยังไม่ลงก็หาที่ว่างนั่ง แต่คนที่ยืนก็ยังมี

ที่นั่งสำรองพระภิกษุมีคนนั่งอยู่ก่อนแล้ว พอคนนั้นลง สุภาพสตรีคนหนึ่งก็เข้าไปนั่งแทน

พอดีว่าป้ายนั้นมีพระรูปหนึ่งรอขึ้นรถ

สุภาพสตรีที่เข้าไปนั่งแทน พอนั่งเรียบร้อย เหลือบไปเห็นพระยืนรอขึ้น เธอก็รีบลุกขึ้นแล้วเดินหลบไปทางอื่น

สุภาพสตรีอีกคนหนึ่งซึ่งกำลังรอที่นั่งวางอยู่เหมือนกัน พอเห็นคนลุกไปก็เข้าไปนั่งแทน

ตอนนั้นคนลงหมดแล้ว พระรูปนั้นก็ก้าวขึ้นมาบนรถ

สุภาพสตรีที่เข้าไปนั่งแทนเป็นคนที่สองรีบลุกขึ้นทันทีเช่นเดียวกัน

ผมนึกขอบคุณสุภาพสตรีทั้งสองคนนั้นอยู่ในใจ

ที่ใช้คำว่า “ขอบคุณ” ก็เพราะ-สมัยนี้เราไม่อาจคาดหวังได้ว่ายังจะมีใครมองเห็นพระกันอยู่อีกหรือไม่

ใจจริงเธออาจจะไม่อยากลุก แต่เพราะติดด้วยกติกาสังคม จึงจำใจต้องลุก

แต่ถึงกระนั้น ผมก็ยังต้องขอบคุณเธอทั้งสองอยู่นั่นเอง-ที่เธอยังมีใจเคารพกติกาสังคม-อันเป็นกติกาที่เกี่ยวกับพระสงฆ์

ผมเคยเจอ ที่นั่งสำรองพระภิกษุมีคนนั่งอยู่ มีพระภิกษุรอจะขึ้น ครั้นท่านเห็นมีคนนั่ง ท่านก็ไม่กล้าขึ้น คนที่นั่งก็นั่งอย่างที่เรียกว่า “ทองไม่รู้ร้อน”

ผมเคยนั่งถัดจากที่นั่งสำรองพระภิกษุ แล้วก็มีคนเข้าไปนั่งที่นั่งสำรองนั้น กรณีอย่างนี้ผมตั้งใจไว้ว่า ถ้ามีพระภิกษุขึ้น แล้วมนุษย์ผู้นั้นนั่งเป็นทองไม่รู้ร้อน ผมจะบอกให้เขาลุกมานั่งที่นั่งผมเพื่อให้พระท่านได้นั่งตามสิทธิ์ของท่าน ผมยินดียืน ทั้งๆ ที่อายุมากแล้วนี่แหละ

ยังไม่เคยเกิดกรณีเช่นว่าครับ

——————–

จำกันได้ไหมครับ ทางสื่อออนไลน์นี้แหละเคยมีสุภาพสตรีท่านหนึ่งเขียนความคิดเห็นเกี่ยวกับพระภิกษุ ซึ่งประมวลความแล้วก็คือจะบอกว่า พระก็คือผู้ชายธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ควรจะได้รับอภิสิทธิ์ใดๆ ทั้งสิ้น

“พระก็คือผู้ชายธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ควรจะได้รับอภิสิทธิ์ใดๆ ทั้งสิ้น”

อ่านว่า “พระก็คือผู้ชายธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ควรจะได้รับอภิสิทธิ์ใดๆ ทั้งสิ้น”

แปลว่า “พระก็คือผู้ชายธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ควรจะได้รับอภิสิทธิ์ใดๆ ทั้งสิ้น”

ญาติมิตรฟังแล้วคิดอย่างไร?

…………………..

ถ้าไม่รีบจัดกระบวนความคิดให้เป็นระเบียบ ไม่รับรู้ถึงวัฒนธรรม ประเพณี ค่านิยมของสังคม สถานะของพระพุทธศาสนาในสังคมไทย ตลอดจนศรัทธาอันมีต่อพระสงฆ์สามเณร –

ถ้าไม่ทำความเข้าใจเรื่องเหล่านี้ให้ดี ให้ถูกต้อง คำสรุปที่ว่า “พระก็คือผู้ชายธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ควรจะได้รับอภิสิทธิ์ใดๆ ทั้งสิ้น” จะมีคนเห็นด้วยมากขึ้น

นั่นคือผู้คนจะมองพระสงฆ์สามเณรเท่ากับคนธรรมดาคนหนึ่ง

และยิ่งถ้าพระสงฆ์สามเณรในปัจจุบันทำอะไรต่อมิอะไรเหมือนชาวบ้านเขาทำกันมากขึ้น-ดังคำที่ว่า “สมณวิสัย” ใกล้ไปทาง “ฆราวาสวิสัย” มากขึ้น พระพุทธศาสนาในบ้านเราจะยิ่งสั่นคลอน

ต่อจาก “พระคือผู้ชายธรรมดาที่ไม่ควรจะได้รับอภิสิทธิ์ใดๆ” แนวความคิดอาจขยายวงกว้างออกไปอีก

การปฏิบัติต่อกันด้วยความเคารพนับถือ เลื่อมใสเพราะเห็นคุณค่า ถูกตีราคาเท่ากับการให้อภิสิทธิ์

นั่นคือเราแยกแยะความแตกต่างไม่ออก

สุภาพสตรีที่ประกาศว่า “พระก็คือผู้ชายธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ควรจะได้รับอภิสิทธิ์ใดๆ ทั้งสิ้น” นั้น ถ้าคุณพ่อของเธอยังอยู่ เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า วันหนึ่งเธอจะไม่ลุกขึ้นมาประกาศว่า

“พ่อก็คือผู้ชายธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ควรจะได้รับอภิสิทธิ์ใดๆ ทั้งสิ้น”

……………………

จะเป็นอย่างไรถ้าต่อไป ลูกๆ ทั้งหลายพากันคิดว่า “พ่อคือผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่ควรจะได้รับอภิสิทธิ์ใดๆ”

แล้วถ้าแนวคิดนี้ยังเบรกไม่หยุด จะเป็นอย่างไร-ถ้าต่อไปคนจะมองเห็นคนทุกคนเป็นแค่ “สัตว์ธรรมดาตัวหนึ่ง” แล้วปฏิบัติต่อกันเหมือนกับที่สัตว์ต่อสัตว์ปฏิบัติต่อกัน

ไม่รับรู้ว่าใครเป็นใคร

ชอบกันก็สมสู่กันไม่เลือกหน้า
โกรธกันก็กัดกันไม่เลือกหน้า
หิวก็แย่งกันกินไม่เลือกหน้า
อยากได้ก็แย่งเอาไม่เลือกหน้า

ถ้าเรามองไม่เห็นคุณค่าของความเคารพนับถือ
ในอนาคต เราก็จะเป็นแค่สัตว์ธรรมดาตัวหนึ่ง

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย
๑๐ เมษายน ๒๕๖๒
๑๘:๑๙