ขยะสังคม (๑)

———-

เรื่องนี้เคยโพสต์เป็นเรื่องยาวตอนเดียวจบมาแล้ว 
………………………..

เมื่อ ๒ วันก่อน (๑๑ สิงหาคม ๒๕๖๒) ผมอ่านโพสต์ของญาติมิตรท่านหนึ่ง ท่านได้รับกระทบเรื่องบางเรื่องตรงกับที่ผมเคยเขียนไว้-คือเรื่องนี้

ผมย้อนกลับไปอ่านดู ก็เลยเกิดความคิดเอามาโพสต์ให้อ่านกันอีกที แต่จะขอแบ่งเป็นตอนๆ สั้นๆ เพื่อสะดวกแก่การอ่าน

…………….

มีคำสมัยใหม่ที่พูดกันว่า “สังคมเลวเพราะคนดีท้อแท้”

ถ้าเราพากันท้อแท้ เห็นใครทำอะไรไม่ถูกไม่ควร ก็ปล่อยผ่าน วางเฉย ไม่ทักท้วงเตือนติง อ้างว่าไม่ใช่ธุระกงการอะไรของเรา อย่าไปยุ่งเรื่องของชาวบ้าน

สังคมก็จะเลวลงไปเรื่อยๆ

และที่จะแย่กว่านั้น ถ้าคนที่เข้าไปทักท้วงเตือนติงเกิดพลาดพลั้งไปเจอโทษภัยอะไรเข้า เราก็จะพากันกระทืบซ้ำ … นั่งไงละ กูว่าแล้ว เสือกไม่เข้าเรื่อง สมน้ำหน้า …

สังคมก็ยิ่งทรามหนักเข้าไปอีก

เราจะอยู่กันแบบเลวๆ ทรามๆ เช่นนั้นหรือ?

………………………..

การช่วยกันชี้ข้อบกพร่องของสมาชิกในสังคมเพื่อนำไปสู่การแก้ไข คือการช่วยกันเก็บขยะ

การปล่อยปละละเลย โดยอ้างเหตุต่างๆ – โดยเฉพาะ “ไม่ใช่เรื่องของชาวบ้าน…” คือการทิ้งขยะไว้ในสังคม

………….

คนมักแยกแยะไม่ออกว่า อย่างไรคือการจับผิด อย่างไรคือการชี้โทษ

เมื่อมีการยกข้อบกพร่องหรือการกระทำผิดพลาดของใครสักคนขึ้นมาว่ากล่าวกัน ก็มักเหมารวมกันไปหมดว่าเป็นการจับผิด

เมื่อมีการยกข้อบกพร่องหรือการกระทำผิดพลาดของใครสักคนขึ้นมาว่ากล่าวกัน เรามักจะได้ยินเสียงท้วงติงด้วยถ้อยคำทำนองนี้ :

– จะมามัวจ้องจับผิดกันอยู่ทำไม
– คนไม่ดีมักจะคอยมองหาแต่ความไม่ดีของคนอื่น
– พระพุทธศาสนาสอนไม่ให้กล่าวร้ายคนอื่น แต่ให้พิจารณาข้อบกพร่องของตนเอง
– ทำหน้าที่ของตนดีกว่าตำหนิผู้อื่น
– อย่ามัวแต่มองหาความผิดของคนอื่น

เวลานี้มีต่อท้ายอีกประโยคหนึ่งว่า

– ทำให้เกิดความแตกแยก

………….

ผมขออนุญาตอัญเชิญพระพุทธพจน์และคำอธิบายของอรรถกถาเกี่ยวกับเรื่องจับผิด-ชี้โทษนี้มาเสนอไว้ในที่นี้สักบทหนึ่ง เพื่อให้พิจารณากันว่าเรามองเรื่องนี้ถูกมุมหรือยัง

ขอญาติมิตรทั้งปวงโปรดใช้ขันติธรรมในการอ่านสักหน่อยนะครับ เรื่องนี้จะมีคำบาลีแทรกอยู่ด้วย ถ้าไม่ถนัดอ่านคำบาลีก็ข้ามไปอ่านเฉพาะคำไทยได้เลย

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย
๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๒
๑๐:๔๒