#ขยายความหลักธรรมที่ทรงแสดงในวันมาฆบูชา

#ตอนที่ ๒

ก. การไม่ทำบาปทั้งปวง

บาปคือเครื่องเศร้าหมองหรือสิ่งที่ทำให้กาย วาจา ใจ เศร้าหมอง มีผลเป็นความทุกข์ ความเดือดร้อนทั้งแก่ตนและแก่ผู้อื่น ในที่นี้ขอยกเอาอกุศลกรรมบถ ๑๐ มาเป็นตัวอย่างของบาปอกุศล เพราะอกุศลกรรมบถนั้นตามตัวอักษรก็แปลว่าทางแห่งอกุศลกรรมหรือทางแห่งการทำชั่วนั่นเอง

จัดเป็นกายกรรม คือทำทางกาย ๓ อย่าง

๑. การฆ่า การเบียดเบียนชีวิตร่างกายของผู้อื่น สัตว์อื่น โดยไม่มีเหตุผลสมควร กระทำไปเพราะโลภบ้าง เพราะโกรธบ้าง เพราะหลงบ้าง ที่ว่าเพราะหลงนั้นคือทำไปเพราะเห็นแก่ความสนุกสนานของตน หรือพวกพ้อง

๒. การลักขโมย การฉ้อโกง การยักยอก การทุจริตคดโกง ทั้งปวงที่เรียกรวม ๆ ในภาษาอังกฤษว่า คอรัปชั่น (Corruption) ส่วนมากทำเพราะความโลภ หรือต้องการแก้แค้นอันเป็นการเบียดเบียนผู้อื่นเรื่องทรัพย์สิน

๓. การประพฤตผิดในกาม (กาเมสุมิจฉาจาร) คือการประพฤติมิชอบเกี่ยวกับเรื่องกามารมณ์ หรือเรื่องระหว่างเพศ เช่นการข่มขืน การประพฤติสำส่อนทางเพศ อันมิได้ถูกต้องตามกฎหมายและประเพณีอันดีงามของสังคมนั้น ๆ เป็นการเบียดเบียนตนและผู้อื่นให้เดือดร้อน ล่วงละเมิดสิทธิโดยชอบธรรมของผู้อื่น ทำให้ครอบครัวเขาแตกร้าวกัน

จัดเป็นวจีกรรมคือทำด้วยวาจา ๔ อย่าง

๑. พูดเท็จ เพื่อหักรานประโยชน์ หรือทำลายประโยชน์ของผู้อื่น เช่นเป็นพยานเท็จในศาล การพูดเท็จเพื่อโกงทรัพย์สินของเขา เป็นต้น จัดว่ามีโทษมาก

๒. พูดส่อเสียด เพื่อยุยงให้เขาแตกกัน ด้วยมุ่งจะทำลายคนทั้งสองฝ่าย หรือมุ่งเพื่อให้ตนเป็นที่รักของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ตาม เขาจะแตกกัน หรือไม่แตกกันตามความมุ่งหมายก็ตาม ถือว่าผู้พูดเสียศีลกรรมบถข้อนี้

๓. พูดคำหยาบ เช่น คำด่า คำประชด คำกระทบกระเทียบเปรียบเปรย คำหยาบนั้นต้องออกมาจากใจที่หยาบ เช่น ใจโกรธเกลียด เคียดแค้นชิงชัง มุ่งร้ายแล้วกล่าววาจาหยาบออกไป คำไม่สุภาพที่พูดกันตามสมัยนิยม เพราะความสนิทสนม ท่านไม่จัดเป็นคำหยาบ คำพูดที่รุนแรงแต่ผู้พูดมีความหวังดีไม่ได้พูดด้วยจิตโกรธ ไม่เป็นคำหยาบ ในทางตรงกันข้าม ผู้พูดมีความมุ่งร้าย แต่พูดจาอ่อนหวาน เช่นประสงค์จะฆ่าเขาเอายาพิษเจือลงไปในขนมหวานหรือเครื่องดื่ม แล้วอ้อนวอนด้วยคำหวานให้เขาดื่มหรือบริโภค วาจานั้นท่านจัดเป็นวาจาหยาบ เพราะออกมาจากใจที่หยาบ

๔. พูดเพ้อเจ้อ คือพูดวาจาไร้สาระ พร่ำเพรื่อ ไม่มีประโยชน์และไม่ถูกกาล
จัดเป็นมโนกรรมคือทำด้วยใจ ๓ อย่าง

๑. โลภอยากได้ของผู้อื่นโดยไม่ชอบธรรม, ความตระหนี่ หมกมุ่นในทรัพย์สินของตนเองมากเกินไป ติดในทรัพย์สมบัติ ไม่คิดเผื่อแผ่สงเคราะห์คนที่ควรเผื่อแผ่สงเคราะห์

๒. ปองร้ายผู้อื่น มุ่งความพินาศล่มจมของเขา หวังร้ายต่อเขา

๓. เห็นผิดจากทำนองคลองธรรม เช่น เห็นว่าทำดีไม่ได้ดี ทำชั่วไม่ได้ชั่ว กลับเห็นว่าทำชั่วได้ดี มีถมไป ทำดีได้ดีมีที่ไหน เห็นว่ามารดาบิดา ครูอาจารย์ไม่มีบุญคุณ เห็นว่าโลกหน้าไม่มีชาติก่อนไม่มี นรก สวรรค์ไม่มี เป็นต้น

ทั้งหมดนี้ ๑๐ ประการ เป็นทางแห่งอกุศล ควรเว้น
…………….

ข. ทำกุศลให้ถึงพร้อม

กุศลแปลว่าความฉลาด หรือกรรมที่บุคคลทำด้วยความฉลาด ดำเนินชีวิตด้วยปัญญา ตรงกันข้ามกับอกุศล ผู้ต้องการทำกุศลให้ถึงพร้อมก็ควรดำเนินตามทางแห่งกุศลที่ท่านเรียกว่ากุศลกรรมบถ ๑๐ จัดเป็นกายกรรม ๓ วจีกรรม ๔ มโนกรรม ๓ กล่าวคือการเว้นจากการกระทำอันเป็นอกุศลทั้ง ๑๐ ประการ ดังกล่าวแล้วในอกุศลกรรมบถ มีเว้นจากการฆ่า การเบียดเบียนชีวิตของผู้อื่น สัตว์อื่น เป็นต้น

แล้วประกอบตนด้วยธรรม ๑๐ ประการ คือ เมตตาปราณี, สัมมาอาชีวะ เสียสละแบ่งปัน, สทารสันโดษ-พอใจในคู่ครองของตน, พูดจริง, พูดอ่อนหวาน, พูดสมานสามัคคี, พูดมีประโยชน์, ไม่โลภอยากได้ของ ๆ ผู้อื่น, ไม่พยาบาทปองร้ายผู้อื่น, เห็นชอบตามทำนองคลองธรรม

นอกจากนี้ ควรประกอบตนด้วยโกศล ๓ คือ

๑. อายโกศล ฉลาดรู้จักความเจริญและทางดำเนินให้ถึงความเจริญ

๒. อปายโกศล ฉลาดรู้จักความเสื่อมและทางอันจะไปสู่ความเสื่อม

๓. อุปายโกศล ฉลาดรู้จักอุบายที่จะหลีกทางเสื่อมดำเนินทางเจริญ

บุคคลผู้ประกอบตนให้พรั่งพร้อมด้วยกุศล ๑๐ ประการ และโกศล ๓ ย่อมเป็นผู้ไม่ตกต่ำ มีแต่ลอยขึ้น ประสบแต่ความสุขความเจริญทั้งในโลกนี้และโลกหน้า แม้จะยังต้องท่องเที่ยวอยู่ในสังสารวัฏ ก็เป็นผู้มีคติที่ดีอยู่ในสุคติภูมิ