#ขยายความหลักธรรมที่ทรงแสดงในวันมาฆบูชา

ก. #เรื่องขันติ 

ความอดทน ท่านแสดงไว้ ๓ อย่างคือ ประการที่ ๑ อดทนต่อความลำบากตรากตรำในการทำงาน หาเลี้ยงชีพโดยชอบธรรมด้วยลำแข้งของตน อดทนต่อหนาวร้อน หิวกระหาย เรียกว่าธีติขันติ ดังพระบาลี อันแสดงถึงฆราวาสธรรม ๔ ประการ แปลความว่า

“ผู้ครองเรือนใดเป็นผู้มีศรัทธา มีธรรม ๔ ประการนี้คือ สัจจะ (ความจริง) ทมะ (การข่มอินทรีย์) ธีติ (ความอดทน) และจาคะ (ความเสียสละ) ผู้นั้นล่วงลับไปแล้วย่อมไม่เศร้าโศก เชิญเถิด-เชิญท่านลองไปถามสมณพราหมณ์เป็นอันมากเหล่าอื่นดูเถิดว่า มีธรรมอย่างอื่นบ้างไหมในโลกนี้ ที่มีคุณค่ายิ่งกว่านี้ (สำหรับฆราวาส)”
…………..

คำว่า ธีติ ในที่นี้คือความอดทนดังกล่าวแล้วนั่นเอง จึงเรียกรวมว่า ธีติขันติ
.

ประการที่ ๒ อธิวาสนขันติ อดทนต่ออาพาธ ความเจ็บป่วยทุกขเวทนาอันแรงกล้าที่เกิดจากอาพาธ ดังข้อความในมหาปรินิพพานสูตรว่า

“ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงมีสติสัมปชัญญะ ทรงอดทน (ต่ออาพาธ) ไม่ทรงเดือดร้อน-ตตฺร สุทํ ภควา สโต สมฺปชาโน อธิวาเสสิ อวิญฺญมาโน”
………..

ประการที่ ๓ ตีติกขาขันติ อดทนต่ออารมณ์อันแสลงใจ คำด่าว่าเสียดสี อดทนต่ออารมณ์ยั่วยวนต่าง ๆ เช่นยั่วยวนให้รักโลภ โกรธหลง ๑ดังพระพุทธภาษิตที่ตรัสกับพระอานนท์ว่า

“เราจะอดทนต่อคำล่วงเกินของผู้อื่น เหมือนช้างศึกก้าวลงสู่สงคราม อดทนต่อลูกศรซึ่งถูกปล่อยมาจากทิศทั้ง ๔ เพราะคนส่วนมากในโลกนี้เป็นคนชั่ว (ทุศีล)…”
…..

มนุษย์เราดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยต้องอาศัยปัจจัย ๔ คืออาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัยและยารักษาโรค สิ่งเหล่านี้มิใช่ได้มาเปล่า จะได้มาก็ด้วยการทำงาน ประเภทของงานก็มีหลายอย่างที่ต้องใช้แรงงานก็มี ต้องใช้สมองก็มี ต้องใช้ความรับผิดชอบก็มี ผู้ทำงานจะต้องมีความอดทนต่อความลำบากตรากตรำอาบเหงื่อต่างน้ำ หรือเสี่ยงต่ออันตรายนานาประการ ต้องใช้ธีติขันติ
….

ร่างกายนี้เป็นที่ตั้งลงแห่งโรคนานาชนิด เช่นโรคตาเกิดที่ตา โรคหูเกิดที่หู โรคจมูกเกิดที่จมูก เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีอาการแปลก ๆ ที่คอยเบียดเบียนกายของมนุษย์ให้ทรุดโทรมเจ็บปวดที่รักษาได้ก็มี รักษาไม่ได้ก็มี คือรักษาหายก็มี รักษาไม่หายก็มี
…………

ในกรณีที่รักษาหาย ก่อนจะหายก็ต้องทนทุกข์ทรมานมากบ้างน้อยบ้าง ที่รักษาไม่หายก็ต้องทนทุกข์ทรมานไปจนตาย หรือบางรายเป็นทุกข์ทรมานเวลามันกำเริบบางครั้งบางคราว แต่ก็คงเป็นอย่างนั้นไปจนตลอดชีวิต ผู้ป่วยจึงต้องใช้อธิวาสนขันติ=อดทนต่อกาพาธอยู่เสมอ ๆ

……….

มนุษย์เราที่อยู่ร่วมกันในสังคม เนื่องจากมีใจไม่เสมอกัน มีอินทรีย์ยิ่งหย่อนกว่ากัน บางพวกกิเลสเบาบาง บางพวกกิเลสหนา บางพวกสุภาพอ่อนโยน บางพวกก้าวร้าวรุนแรง ด้วยอำนาจผลักดันของกิเลสอันเร่าร้อนอยู่ภายใน จึงมีการกระทบกระทั่งกับผู้อื่น มีการจ้วงจาบเสียดสีกันบ้าง ทะเลาะกันบ้าง
…….

ผู้ต้องการปฏิบัติธรรมจึงต้องใช้ตีติกขาขันติ อดทนต่อคำเสียดสี คำหยาบคายด่าว่าของผู้อื่น เพื่อไม่ต่อความยาวสาวความยืด เรื่องจะได้ระงับไปโดยเร็ว ไม่เป็นไปเพื่อความฟุ้งซ่าน ลุกลามเดือดร้อนแก่คนหมู่มาก ดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่า
……………

“ท่านอย่ากล่าวคำหยาบกับใคร ๆ เพราะเมื่อเขาถูกด่าว่าก็จะพึงด่าท่านตอบมา อันการกล่าวแข่งดีกันนั้นเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ โทษต่าง ๆ ก็จะพึงหวนกลับมาถูกต้องท่าน ถ้าท่านทำตนมิให้หวั่นไหว (อยู่อย่างสงบเสงี่ยม ไม่มีปากเสียงกับใคร ๆ) เหมือนกังสดาลที่ปากขาดเสียแล้ว ท่านจะถึงนิพพาน การกล่าวแข่งดีกันก็จะไม่มีแก่ท่าน”๑

ท่านผู้รู้ได้กล่าวเตือนเป็นคติไว้ด้วยว่า

“ปากดั่งปู หูดั่งตะกร้า ตาดั่งตะแกรง

ปากไม่แพร่ง หูไม่อ้า ตาไม่เห็น

เป็นหลักธรรม นำให้ หัวใจเย็น

คนควรเป็น เช่นนั้นบ้าง ในบางคราว”
………….

อนึ่งโลกนี้มีอารมณ์ยั่วยวนมากทั้งฝ่ายอิฏฐารมณ์ (น่าปรารถนา) และอนิฏฐารมณ์ (ไม่น่าปรารถนา) มีอานุภาพให้ผู้ใจคอไม่มั่นคงเสียคนได้ทั้งสิ้น ผู้ต้องการประคับประคองตนไว้ ในคุณธรรมจึงต้องอดทนต่ออารมณ์อันมายั่วยวนให้โลภบ้าง โกรธบ้าง หลงบ้าง ไม่เป็นทาสของอารมณ์เกินไป ประคับประคองตนไว้ในเหตุผลและคุณธรรม ต้องอดทนมิใช่น้อยทั้งส่วนที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจ
…………….

นักปราชญ์ได้กล่าวไว้ว่า “คนอ่อนแอพอทนต่อความทุกข์ความล้มเหลวได้ แต่คนเข้มแข็งเท่านั้นที่จะทนต่อความสุขความสำเร็จ” It is said that many a weakling can put up with failure but only a strong man can with stand success”
………….

ขยายความอีกนิดหน่อยว่า คนที่อดทนต่อความสุข อำนาจ ทรัพย์ ยศ ชื่อเสียง ไม่ให้สิ่งเหล่านี้ครอบงำจิตใจได้ ไม่หลง ไม่ติดอยู่นั้นเป็นคนเข้มแข็งอย่างแท้จริง ถ้าเทียบกับคนที่อดทนต่อความทุกข์ความผิดหวังแล้ว คนที่อดทนต่อความสุขความสมหวังได้เป็นคนมีกำลังใจเหนือกว่า มีสติปัญญารุ่งเรืองกว่า เพราะคนที่อดทนต่อความผิดหวัง และความทุกข์นั้นจำเป็นต้องทน
…………

ด้วยเหตุดังกล่าวมา ตีติกขาขันติ จึงเป็นตบธรรมอย่างยิ่ง บุคคลผู้มีความอดทนอย่างนี้ เป็นคนมีตบะ มีอำนาจอยู่ในตัวสูงมาก น่าเคารพบูชา เป็นปูชนียบุคคล

……………….

ข.#เรื่องนิพพาน

นิพพานคือ ความสิ้นราคะ โทสะ โมหะ ท่านถือว่าเป็นธรรมอันสูงสุดในพระพุทธศาสนา พระศาสดาได้ตรัสไว้ว่า บรรดาธรรมทั้งหลาย วิราคะ (นิพพาน) ความปราศจากราคะประเสริฐที่สุด (วิราโค เสฎฺโฐ ธมฺมานํ)๑

ที่ประเสริฐที่สุดเพราะเป็นภาวะแห่งความสิ้นทุกข์ โดยประการทั้งปวง ความทุกข์เป็นภัยใหญ่ของส่ำสัตว์ การพ้นภัยก้าวขึ้นสู่แดนอันเกษม จึงเป็นภาวะอันประเสริฐยิ่ง เป็นบรมธรรม

ค. ผู้ยังเบียดเบียนคนอื่นอยู่ ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิตหรือสมณะ

บรรพชิตแปลว่าผู้เว้น คือเว้นจากบาป อกุศล เว้นจากการเบียดเบียน สมณะแปลว่าผู้สงบ-สงบบาปอกุศลธรรม สงบกาย วาจาใจ เมื่อเป็นดังนี้ผู้ที่ยังเบียดเบียนผู้อื่นจะเป็นบรรพชิต หรือสมณะตามความหมายที่แท้จริงได้อย่างไร เพื่อให้เหมาะสมกับนามบรรพชิตหรือสมณะ ผู้บวชแล้วจึงควรมุ่งการละบาปอกุศลและมุ่งความสงบเป็นจุดหมาย