วันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๖๑ เวลา ๑๒.๐๐ น. พระครูสมุห์สงกรานต์ กิตฺติวํโส พระธรรมทูตวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ได้รับนิมนต์จากชาวฮินดู เมืองกุสินารา ให้ไปประกอบพิธีสวดมนต์เพื่อส่งดวงวิญญาณของมารดา อายุ ๙๐ ปี ที่พึ่งเสียชีวิตเมื่อเช้านี้อย่างสงบ ด้วยอาการชรา และอากาศที่หน้าเย็น ๘ องศา ที่ริ่มฝั่งแม่น้ำกันดัก ห่างจากวัด ๑๐ กิโลเมตร โดยได้ประกอบพิธีสวดมนต์ทั้งพุทธและพราหมณ์ ตามประเพณีอินเดียที่เกิดจากธรรมชาติ และกลับคืนสู่ธรรมชาติ ตามปริศนาธรรมของไทยที่ว่า ๔ คนหาม ๓ คนแห่ ๑ คนนั่งแคร่ ๒ คนนำไป ๔ คนหามคือ ธาตุ ๔ ดิน น้ำ ไฟ ลม ๓ คนแห่ คือ กฎของธรรมชาติ คือไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกข์ขัง อนัตตา เกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไป ๑ คนนั่งแคร่ คือ จิต และ ๒ คนนำไป คือ บุญกับบาป

การปลงธรรมสังเวช ริ่มฝั่งแม่น้ำกันดัก เป็นการนำธรรมะมาให้ชาวอินเดียได้พิจารณาตามคำสอนของพระพุทธองค์ที่ว่า อะจิรัง วะตะยัง กาโย ปะฐะวิง อธิเสสะติ ฉุฑโฑ อะเปตะวิญญาโร นิรัตถังวะ กะลิงคะรัง ซึ่งแปลว่า “ไม่นานหน่อ กายนี้จักนอนทับแผ่นดิน ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี หนี้ไม่พ้น”

ในความหมายจากภาษาบาลีนั้นประกอบด้วย

๑ ไปไม่กลับ คือ เวลา เตือนให้เรารู้วว่าวันเวลามีแต่เดินไปข้างหน้า ไม่อาจจะย้อนคืนมาได้ เมื่อสิ้นวันหนึ่ง เราควรพิจารณาไตร่ตรองว่า ได้กระทำสิ่งใดไปบ้าง สิ่งที่ดีก็พึ่งกระทำต่อไป สิ่งที่ไม่ดีก็ควรปรับปรุงแก่ไขให้ดีขึ้น

๒.หลับไม่ตื่น คือ โมหะ ความลุ่มหลง ถ้าคนเราหลงอยู่ในความรัก ความโลภ ความโกรธ ความหลงแล้ว ก็จะตกอยู่ในความมืดมน ความทุกข์ต่างๆ มองไม่เห็นหนทางแห่งความดีงาม ไม่มีความสุข ไม่มีความเจริญ

๓.ฟื้นไม่มี คือ กรรม ให้เตือนตนเสมอว่า ทำกรรมใดไว้ก็ได้กรรมนั้น เมื่อกระทำกรรมดีก็ได้รับผลแห่งกรรมดี แต่ถ้ากระทำกรรมชั่ว ก็ได้แต่ผลของกรรมชั่ว ไม่มีสิ่ง

๔.หนีไม่พ้น คือ วิบากกรรม ให้เตือนตนเสมอว่า ไม่มีผู้ใดหนีพ้นจากการเสื่อมลาภ เสื่อมยศ ติเตียนนินทา และความทุกข์ทั้งปวงได้ แม้แต่องค์พระปฏิมายังมีราคิน ไฉนเลย มนุษย์เดินดินคนธรรมดาทั่วไปจะล่วงพ้นไปได้