อา..ว่ากันว่า พลันที่ได้ยินเสียงกระซิบจาก..พิสิฐชัย ว่าเจ้าหน้าที่กองปราบจะเข้าล้อมจับ “สมเด็จวัดปากน้ำ” กลุ่มศิษย์วัดปากน้ำ ก็ตั้งป้อมก่อกำแพงแก้วสามชั้น เสกคาถาพัวะ กลายเป็น “โล่มนุษย์” ล้อมเจ้าหน้าที่ไว้โดยพลัน ถ้ายกกำลังเข้าวัดปากน้ำไปในเวลาวิกาล แค่ “ร้อยนาย” ให้ตายก็ออกวัดมาไม่ได้ คงจะถูกเชิญไปนั่งอบรมสมาธิสายหลวงพ่อสด ท่อง “สัมมา อะระหัง” อยู่ในวัด จนกว่าจะยินยอม..ไม่จับหลวงพ่อ บอกได้คำเดียวว่า “งานนี้ ศิษย์หลวงพ่อสดสู้ตาย” แถมมีคนกล้าตายเพื่อหลวงพ่อด้วยจริงๆ จะเป็นฮีโร่ยิ่งกว่าอะไรก็นึกไม่ออก บอกได้คำเดียวว่า รัฐบาลอย่าประมาท จับวัดสระเกศได้ จับวัดสามพระยาได้ อย่าคิดว่าวัดปากน้ำนั้นหมู มิใช่เพราะตั้งตนเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐ แต่นี่ถือว่า “รัฐรังแกวัด รังแกพระ” อย่างชัดๆ เพราะหลวงปู่อายุเกิน 90 เป็นถึงอดีตผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช จะส่งกำลังเจ้าหน้าที่เข้าจับกุมคุมขัง โดยไม่มีการบอกกล่าวเล่าขานอะไรเลย เหมือนวัดสามพระยากับวัดสระเกศนั้น ประวัติศาสตร์คงไม่ซ้ำรอยเดิม

วัดปากน้ำ ช่วยเหลือรัฐบาล ผ่านงานการกุศล หมดเงินไปแล้ว “นับพันล้าน” แต่รัฐบาลจะตั้งข้อหาจับหลวงพ่อใหญ่สึกด้วยข้อหา “ขี้หมูราขี้หมาแห้ง” กับเงินแค่ “สิบล้าน” มันชักจะมากเกินไป ตั้งข้อหาเมื่อไหร่ รับรองว่า “พงศ์พร” กระเด็นแน่ จะมีม็อบพระทั่วประเทศ ประกาศ “ไม่เอาพงศ์พร” ถึงตอนนั้น ก็ต้องถามว่า “บิ๊กตู่” ว่าจะเลือกใคร ถ้ายังเอาพงศ์พร ม็อบพระก็จะยกระดับเป็น “ไม่เอาบิ๊กตู่” ดูไม่จืดแน่ๆ

พิสิฐชัยนั้น เคยมีข่าวว่า จะมานั่งเก้าอี้ “ผอ.สำนักพุทธ” แทนพงศ์พร เมื่อตอนถูกรัฐบาลย้ายลงใต้ แต่สุดท้ายหวยไปออกที่ “มานัส ทารัตน์ใจ” แต่ถึงกระนั้น ความเป็นดีเอสไอ สายเดียวกับพงศ์พร จึงทำให้การข่าว “ลึกและแน่น” ล้วงเมื่อไหร่เป็นถึง “กึ๋น” ของพงศ์พร ยิงขีปนาวุธผ่านเฟสบุ๊คไปแค่ 2 ช็อต เล่นเอารัฐบาลร้อนรน กองปราบถึงกับตามล็อกตัวไปสอบปากคำ ทำเสียแผนหมด !

พิสิฐชัย สว่างวัฒนากร

ปปป.ปัดจับวัดดังแจงข่าวเท็จ สืบพบลูกศิษย์วัดสระเกศฯ จ่อดำเนินคดี

ตำรวจ ปปป.ปฏิเสธข่าวจับวัดดังคดีเงินทอนวัดลอต 4 ชี้เป็นข้อมูลเท็จ ด้าน กองปราบฯ ส่งชุดสืบสวนหาต้นตอคนปล่อยข่าว พบเป็นลูกศิษย์วัดสระเกศฯ จ่อดำเนินคดี…

จากกรณีที่ นายพิสิฐชัย สว่างวัฒนากร พนักงานสอบสวนชำนาญการพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวเกี่ยวกับคดีเงินทอนวัด 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. 61 โดยครั้งแรกโพสต์เมื่อเวลา 17.38 น. ของวันที่ 8 มิ.ย.โดยระบุว่า “ข่าวเตรียมจับ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ วัดพิชัยญาตฯ อีกวัดคาดว่าวัดบวรฯ ครับ” จากนั้นเวลา 21.41 น.โพสต์ข้อความครั้งที่ 2 ว่า “ข่าวทำคดีเงินทอน เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ วัดพิชัยญาตฯ อีกวัดราชสิทธิครับ” จนทำให้เกิดความสับสนว่า วัดดังเหล่านี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีเงินทอนวัดลอตที่ 4 หรือไม่ จนกระทั่งต่อมาได้มีกระแสข่าวว่า นายพิสิฐชัยได้ถูกตำรวจกองปราบฯ เชิญตัวมาให้ปากคำเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว ตามที่ได้เคยมีการนำเสนอไปแล้วนั้น

ความคืบหน้ากรณีดังกล่าวล่าสุด เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 10 มิ.ย.2561 พล.ต.ต.กมล เหรียญราชา ผบก.ปปป. กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ในส่วนนี้ยืนยันว่ายังไม่มีข้อมูลการกระทำผิดเกี่ยวกับวัดดังกล่าวแต่อย่างใด เนื่องจากขณะนี้ บก.ปปป. ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบคดีดังกล่าวนั้น ยังไม่ได้รับการเข้าร้องทุกข์แจ้งความจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือเอาผิดกับผู้ที่กระทำผิดในคดีเงินทอนวัดลอตที่ 4 อีกทั้งขั้นตอนการดำเนินการคดีเงินทอนวัดลอตที่ 4 ยังอยู่ระหว่างการสืบสวนหาข้อเท็จจริง การที่นายพิสิฐชัย นำข้อมูลเหล่านี้มาเผยแพร่ตนเองไม่ทราบว่าไปเอาข้อมูลมาจากที่ใด

รายงานข่าวแจ้งว่า กรณีที่มีการเชิญตัวนายพิสิฐชัย มาให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม ในช่วงบ่ายวันนี้ เกิดจากกรณีที่โพสต์เฟซบุ๊กพาดพิงวัดดังหลายแห่งว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีเงินทอนวัด เบื้องต้นพบว่ามีการเชิญตัวมาจริง โดยเป็นการเชิญตัวเพื่อมาให้ปากคำชี้แจงถึงที่ไปที่มาเกี่ยวกับการกระทำดังกล่าว และข้อมูลที่นำมาโพสต์ลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวนั้นได้มาจากที่ใด เนื่องจากเป็นการทำให้สังคมเกิดความสับสน อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นพนักงานสอบสวนกองปราบฯ ยังไม่ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหากับนายพิสิฐชัยแต่อย่างใด เนื่องจากกรณีนี้ยังไม่มีผู้เสียหายเข้ามาร้องทุกข์กล่าวโทษ แต่ได้ทำหนังสือแจ้งไปให้ดีเอสไอ ทราบถึงพฤติกรรมของข้าราชการในสังกัดแล้ว จากนั้นได้ทำประวัติก่อนปล่อยตัวกลับไป อย่างไรก็ตาม หากวัดใดได้รับความเสียหาย สามารถเข้าแจ้งความดำเนินคดีได้ทันที

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีการปล่อยข่าวว่าจะมีการตรวจค้นวัดเพิ่มเติมนั้น เกิดขึ้นมาตั้งแต่ช่วงวันที่ 9 มิถุนายน ที่ผ่านมา โดยชุดสืบสวนกองปราบฯ ได้ตรวจสอบในทางลับ พบว่ากลุ่มผู้ที่ปล่อยข่าวนั้น ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มลูกศิษย์ลูกหาของวัดสระเกศฯ โดยปล่อยให้กับกลุ่มผู้สื่อข่าวและผ่านสังคมออนไลน์ โดยข้อความส่วนใหญ่เป็นข้อมูลเท็จ และทำให้พระผู้ใหญ่ที่ไม่เกี่ยวข้องได้รับความเสียหาย เพราะขณะนี้ในส่วนของกองปราบฯ ยังไม่ได้มีการสืบสวนขยายผลเพิ่มเติมนอกเหนือจากวัดที่เข้าค้นและจับกุมตัวผู้ต้องหาไปแล้ว ทั้งนี้คาดว่าการปล่อยข่าวดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่อทำให้สังคมปั่นป่วนสับสน และต้องการที่จะก่อให้เกิดความวุ่นวายในสังคม ขณะนี้กองปราบฯ กำลังพิจารณาข้อกฎหมายว่าจะดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลดังกล่าวในข้อหาใดได้บ้าง ซึ่งขณะนี้ชุดสืบสวนรู้ตัวแล้ว

ที่มา : ไทยรัฐ : 11 มิถุนายน 2561

source : http://www.alittlebuddha.com/