นักวิชาการ เตือนชาวพุทธตั้งสติ อย่าตีตราพระเถระทั้งที่เป็นเพียงข้อกล่าวเงินทอนวัด เข้าข่ายใช้เงินผิดประเภท ไม่เห็นด้วยฆราวาสปรับปาราชิกพระ พร้อมติงผอ.พศ. ทำงานไม่ชอบมาพากล นั่งตำแหน่งเลขาธิการมหาเถรสมาคม กลับฟ้องพระเสียเอง ทั้งที่งบฯต้นทางก็มาจากพศ.ก่อนมาถึงพระ เชื่อพระส่วนใหญ่ไม่ทราบเรื่องทุจริต

วันนี้(18 เม.ย.) ผศ.ร.ท. ดร. บรรจบ บรรณรุจิ ประธานสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย ได้เขียนข้อความเผยแพร่ผ่าน เฟสบุ๊กสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย ระบุว่า จากเหตุการณ์ที่มีการยื่นฟ้องพระมหาเถระและพระเถระรวม 5 รูปนั้น ขอให้ชาวพุทธตั้งสติและศึกษาสถานการณ์ให้รอบคอบ  เพราะยังเป็นเพียงข้อกล่าวหา โดยส่วนตัวแล้วเมื่อพิจารณาตามสถานการณ์ท่านอาจอยู่ในข่ายใช้เงินผิดประเภท ซึ่งผลของการใช้เงินก็เห็นอยู่ว่าเป็นประโยชน์แก่พระศาสนาในภาพรวม เช่น สร้างศาสนสถาน ส่งพระธรรมทูตไปต่างประเทศ  ในกฏหมายจะพิจารณาอย่างไรตนไม่ทราบ แต่ที่เห็นในหน่วยงานบ้านเรามีการพูดถึงการโยกงบฯไปใช้ในส่วนต่างๆ ซึ่งทำกันเป็นล่ำเป็นสัน และก็ผ่านไปด้วยดี  แต่ในทางพระศาสนาจะให้ปรับเป็นอาบัติปาราชิกนั้นยังไม่เห็นด้วย แต่เสนอให้ตั้งคณะพระวินัยธร (ผู้เชี่ยวชาญพระวินัย) ขึ้นเป็นคณะเต็มรูปแล้วพิจารรณา ประเด็นที่ต้องเน้นคือ ท่านมีเถยจิต (จิตที่คิดจะขโมย) หรือไม่ จึงใคร่ขอร้องให้ทุกฝ่ายได้ใช้ความรอบคอบ และความเป็นธรรมให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ด้านนายสรณา อนุสรณ์ทรางกูร อดีตรองคณบดี ฝ่ายวิชาการ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี ในฐานะนักวิชาการอิสระด้านพระพุทธศาสนา กล่าวว่า เท่าที่มองการดำเนินการของปปป. และผอ.พศ. มีการดำเนินการที่รวบรัดเป็นอย่างมาก และที่สำคัญการระบุว่าพระเถระที่ถูกกล่าวหามีความผิดถึงขั้นอาบัติปาราชิกนั้น ยิ่งไม่สามารถทำได้ เพราะตามพ.ร.บ.คณะสงฆ์ระบุไว้ว่า ฆราวาสไม่สามารถปรับอาบัติพระสงฆ์ได้ ขณะที่สิ่งที่ผอ.พศ.ดำเนินการก็ไม่ชอบมาพากล เพราะผอ.พศ.เป็นข้าราชการพลเรือน ตามพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551  ในหมวด 6 มาตรา 82,83มีการระบุถึงการทำงานของข้าราชการพลเรือนที่ต้องรายงานผู้บังคับบัญชา ซึ่งตามพ.ร.บ.คณะสงฆ์ กำหนดให้ผอ.พศ. เป็นเลขาธิการมหาเถรสมาคม ขณะที่พศ. ก็เป็นสำนักงานเลขาธิการมหาเถรสมาคม ดังนั้นการดำเนินงานของผอ.พศ.จึงต้องรายงานต่อผู้บังคับบัญชานั่นคือ มหาเถรสมาคม ก่อนที่จะร้องทุกข์กล่าวโทษ ถือว่าผอ.พศ.ทำหน้าที่โดยส่วนตัว และมีเจตนาแอบแฝงหรือไม่

“การที่ผอ.พศ.ทำแบบนี้ ย่อมส่งผลต่อความเสียหายภาพรวมของคณะสงฆ์ ทั้งที่หากพิจารณากันแล้ว งบฯที่ผอ.พศ.นำมาเป็นข้อกล่าวหานั้น เป็นงบฯอุดหนุนจากทางรัฐบาล ขั้นตอนที่จะนำงบฯมาใช้ได้ พศ.จะต้องเป็นผู้นำออกมาโอนไปยังวัด จึงเชื่อว่า พระเถระทั้ง 5 รูป ท่านไม่ทราบแน่นอนว่าพศ.จะนำงบฯมาจากส่วนใด ในทางกลับกันถือว่าเป็นความผิดทางพศ.เองด้วยซ้ำ ที่ไม่อธิบายว่านำงบฯมาจากส่วนใด ทำไมถึงไม่ชี้แจงให้พระทราบก่อน จึงเชื่อมั่นว่ากรณีทุจริตเงินทอนวัดนั้น พระสงฆ์ส่วนใหญ่ไม่ทราบเรื่องแน่นอน แต่เกิดจากการทำงานที่ขาดธรรมาภิบาลอย่างร้ายแรงของพศ. ที่มีการแปลงงบฯแต่ละประเภท แล้วนำมาให้วัดต่างๆ “นักวิชาการอิสระด้านพระพุทธศาสนา กล่าว.

Source :- http://dhamma.serichon.us/wp-admin/post-new.php