Source Video :-  https://www.youtube.com/user/putthapun/videos

 

ท่านพระอาจารย์ ภัททันตะ ธัมมานันทมหาเถระ เกิดที่หมู่บ้านตาสี่ อ. เยสะโจ่ มณฑลปขุกกู่ ในวันเสาร์ แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๑ ปี พ.ศ. ๒๔๖๓ (ตรงกับวันที่ ๘ มกราคม พ.ศ. ๒๔๖๓) เป็นบุตรของนายโผ้เตด นางเวยี ซึ่งเป็นผู้ศรัทธาสร้างวัดในหมู่บ้านของท่านเอง ท่านมีพี่น้องอยู่ ๔ คน และเป็นลูกอันดับสามในบรรดาพี่น้องชายทั้ง ๔ คนนั้น

ในวันที่ ๒๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๐ เมื่อท่านอายุได้ ๗ ขวบ บิดามารดาของท่านได้นำไปฝากท่าน อูญาณะ ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดโตงทัต หมู่บ้านตาสี่นั่นเอง ได้เล่าเรียนหนังสือต่างๆ เริ่มตั้งแต่ชั้นอนุบาลประถมเป็นต้นมา จนถึงบทสวดมนต์ต่างๆ คือ พระปริตร์ทั้ง ๑๑ สูตร คัมภีร์นมักการะ คัมภีร์โลกนีติ ชยมังคลคาถา ชินบัญชร ทั้งภาคบาลีและภาคตัวแปลด้วยรวมทั้งโหราศาสตร์ต่างๆ ที่ใช้อักษรตัวเลขเป็นภาษาบาลี อันเป็นวิธีการเรียนสมัยดั้งเดิมของพม่า

เมื่อท่านอายุได้ ๑๔ ขวบ ได้บรรพชาเป็นสามเณร โดยมีท่านพระอาจารย์อูจารินทะเป็นอุปัชฌาจารย์ ได้รับฉายาบาลีว่า “สามเณรธัมมานันทะ”
สามเณรธัมมานันทะได้ท่องจำนาสนะ ทัณฑกรรม เสขิยวัตร และ ขันธกวรรค ๑๔ อย่างได้ตั้งแต่ยังเป็นเด็กวัดอยู่ หลังจากบวชเป็นสามเณรแล้วพระอุปัชฌาจาย์จึงได้ให้ท่องจำกัจจายนสูตร รวมทั้งคำแปลตามคัมภีรย์กัจจายนสุตตัตถะและสอนคัมภีร์กัจจายนสังเขปให้ด้วย

หลังจากนั้น ท่านได้ย้ายไปวัดปัตตปิณฑิการาม อันอยู่ในตัว อ. เยสะโจ่ ได้ศึกษาเล่าเรียนคัมภีร์ต่างๆ คือ พาลาวตาร กัจจายนะ สัททนีติสุตตมาลา อภิธัมมัตถสังคหะ เทวมาติกา ขุททสิกขา กังขาวิตรณี รวมทั้งพระวินัยปิฏกด้วย ในสำนักของท่าน อูอุตตระเจ้าอาวาส

เมื่อท่านอายุครบ ๒๐ ปี ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ในวันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๔๘๓ โดยมีท่านพระอาจารย์ อูสุชาตะ ซึ่งเป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์อูอุตตระ เป็นพระอุปัชฌาย์ ณ พัทธสีมา วัดยองเปนตา จ. มองลาไยจุน มีโยมอุปัฎฐากถวายอัฎฐบริขาร คือ นายพละ นางเสงมยะ อยู่ที่บ้านเลขที่ ๒๐ ถนนสี่ จ. มองลาไยจุน

หลังจากอุปสมบทแล้ว ท่านพระอาจารย์อูอุตตระ เจ้าอาวาสวัดปัตตปิณฑิการาม ได้ส่งท่านไปเรียนพระปริยัติธรรมต่อ ในสำนักของท่านพระอาจารย์ อูโกสัลลาภิวังสะ วัดมหาวิสุทธาราม จ. มัณฑเล ท่านศึกษาคัมภีร์ปทรูปสิทธิ และคัมภีปทวิจยะ

ในขณะนั้นเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ จ. มัณฑเลเป็นจุดเป้าหมายในทางยุทธศาสตร์เพราะเป็นเมืองหลวงอันดับสองรองจากกรุงย่างกุ้ง ดังนั้น ท่านจึงย้ายจาก จ. มัณฑเล ไปสู่ จ. มะไลย ได้ศึกษาคัมภีร์ อภิธาน ฉันท์ อลังการ เภทจินตาและกัจจายนสาระ ในสำนักของท่านพระอาจารย์อูจันโชติ เจ้าอาวาสวัดสิริโสมาราม หมู่บ้านกันจี จ. มะไลยนั้น และยังได้ศึกษาคัมภีร์กัจจายนสุตตตัตถะ วิธีการทำรูปตามนัยของคัมภีร์ กัจจายนะ นามปทมาลา อาขยาตปทมาลา คัมภีร์พระอภิธรรมต่างๆ คือ คัมภีร์ปรมัตถสรูปเภทนี มาติกา และธาตุกถา รวมทั้งคัมภีร์ปาราชิกกัณฑอรรถกถา (สมันตปาสาทิกา) ท่านพำนักอยู่ที่วัดสิริโสมารามรวม ๕ ปี ด้วยกัน

จนกระทั่งสงครามสงบ
ในสมัยนั้น แถบมณฑลปขุกกู่ และ อ. เยสะโจ่ ไม่นิยมสอบสนามหลวงเป็นทางการเพียงแต่ศึกษาเล่าเรียนให้แตกฉานเท่านั้นเอง ดังนั้น ท่านจึงไม่สนใจเข้าสอบตั้งแต่ครั้งยังเป็นสามเณรเรื่อยมาจนอุปสมบทเป็นพระภิกษุ หลังจากที่สงครามโลกสิ้นสุดลง ท่านจึงได้เริ่มสอบสนามหลวง ได้ชั้น “ปะถะมะแหง่” ในขณะที่ท่านพำนักอยู่ ณ วัดสิริโสมาราม หลังจากนั้นจึงย้ายไปวัดมหาวิสุทธาราม จ. มัณฑเล อันเป็นที่พำนักอยู่เดิมและสอบได้ชั้น “ปะถะมะลัด” ที่นั่นพระอาจารย์ที่สอนคัมภีร์ต่างๆ ให้คือ ท่านอาจารย์อูโกสัลลาภิวังสะ , อูชาเนยยพุทธิ, อูสุวัณณโชติภิวังสะ และอูอานันทปัณฑิตาภิวังสะ หลังจากนั้น ท่านย้ายไปอยู่วัดเวยันโภงตาสอบชั้น “ปะถะมะจี” ได้เป็นอันดับสามของประเทศ และสอบชั้น “ธัมมาจริยะ” ได้ในปีต่อมา ณ สำนักเรียนเวยันโภงตานั้น

สมัยนั้น ท่านพระอาจารย์อูกัลยาณะ เจ้าอาวาสวัดเวยันโภงตา มีชื่อเสียงมากในการสอนคัมภีร์ชั้นธัมมาจริยะในเมืองมัณฑเล ท่านจึงได้ศึกษาเล่าเรียนชั้นธัมมาจริยะกับท่านพระอาจารย์อูกัลยาณะ และในขณะที่ท่านกำลังสอบชั้น “ปะถะมะจี” อยู่ท่านยังไปศึกษาคัมภีร์ปัฎฐานเป็นพิเศษด้วย ที่วัดปัฎฐานนาราม ภูเขาสะไกย จ. สะไกย โดยมีท่านพระอาจารย์ อูอินทกะ (อัครมหาบัณฑิต) เป็นผู้สอน

ท่านสอบคัมภีร์ชั้นธัมมาจริยะได้สามคัมภีร์ คือ ปาราชิกบาลี และอรรถกถา สีลักขันธวรรคบาลีและอรรถกา สีลักขันธวรรคบาลีและอรรถกถา ธัมมสังคณีบาลีและอัฎฐสาลินีอรรถกถา และได้รับตราตั้งว่า “สาสนธชธัมมาจริยะ” นอกจากนั้นแล้ว ท่านยังสอบคัมภีร์พิเศษในชั้นธัมมาจริยะได้ อีกคือ คัมภีร์มหาวัคคาทิอรรถกถา สังยุตตนิกายอรรถกถา และวิภังคาทิอรรถกถา จึงได้รับตราตั้งอีกว่า “สาสนธชสิริปวรธัมมาจริยะ” ท่านสอบได้ทุกๆ ชั้น ตั้งแต่ชั้นแรกจนกระทั่งถึงชั้นธัมมาจริยะโดยตลอด ก่อนที่ท่านจะจบชั้น “ปะถะมะจี” ท่านได้เป็นครูสอนพระปริยัติธรรมอยู่ที่วัดสิริโสมาราม จ. มะไลย วัดปัตตปิณฑิการาม อ. เยสะโจ่ และวัดเวยันโภงตา จ. มัณฑเล อีกด้วย

ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๐ ทางกรมการศาสนาของประเทศสาธารณรัฐสหภาพพม่าได้นิมนต์ท่านเป็นพระธรรมฑูต เพื่อการเผยแพร่พระศาสนาเถรวาทในต่างประเทศท่านจึงได้ย้ายไปอยู่ที่กะบาเอ้ ซึ่งเป็นวิทยาลัยสงฆ์เพื่อการเผยแพร่ (ธัมมฑูตวิชชาลยะ) ศึกษาภาษา อังกฤษ และภาษาญี่ปุ่น เพื่อจะไปเผยแพร่พระศาสนา ณ ประเทศญี่ปุ่น

เวลานั้นท่านเจ้าคุณพระธรรมคุณาภรณ์ (เช้า ฐิตปญโญ ป.ธ.๙) เจ้าอาวาสวัดโพธาราม จ. นครสวรรค์ มีหนังสือไปถึงกรมการศาสนาแห่งประเทศพม่า ขอพระอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในพระปริยัตธรรมมาสอนพระปริยัติธรรมที่สำนักวัดโพธาราม ทางกรมการศาสนาแห่งประเทศพม่ารับรองกับท่านว่าเมื่อท่านสอนพระปริยัติธรรมในประเทศไทยได้หนึ่งพรรษาแล้ว จะส่งท่านต่อไปยังประเทศญี่ปุ่น ดังนั้น ท่านจึงได้เดินทางมายังวัดโพธาราม จ. นครสวรรค์ ตามที่กรมการศาสนานิมนต์ โดยได้เดินทางมาในวันที่ ๓๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๒ ในเวลานั้นท่านมีภาระสอนพระปริยัติธรรมแก่พระภิกษุและสามเณรจำนวน ๒๐๐ รูป ในวัดโพธารามนั้น แต่ทว่าเมื่อออก พรรษาแล้วท่านไม่ได้ไปประเทศญี่ปุ่นตามความมุ่งหมายเดิม เพราะท่านเจ้าคุณพระธรรมคุณาภรณ์ ได้นิมนต์ให้อยู่สอนพระปริยัติธรรมต่อ ท่านจึงได้พำนักอยู่ที่ จ. นครสวรรค์ เป็นเวลาถึง ๖ ปี

ในขณะที่ท่านพำนักอยู่ที่นครสวรรค์นั้น ทางกรมการศาสนาแห่งประเทศพม่าได้นิมนต์ท่านเพื่อการร่วมจัดทำคัมภีร์พจนานุกรมพระไตรปิฏก ฉบับบาลี – พม่า เล่มที่ ๑ และตรวจสอบคัมภีร์ต่างๆ ในสมัยปัจฉิมฏีกาสังคายนา ที่กะบาเอ้ ณ กรุงย่างกุ้ง ท่านจึงได้เดินทางกลับประเทศของท่านเป็นการชั่วคราว เพื่อร่วมจัดทำคัมภีร์พจนานุกรมพระไตรปิฎก ฉบับบาลี – พม่า เล่มที่ ๑ และตรวจสอบคัมภีร์ต่างๆ มีสุโพธาลังการฎีกาเป็นต้น รวม ๑ ปี หลังจากที่การสังคายนาพระบาลี อรรถกถาและฎีกา รวมทั้งคัมภีร์ต่างๆ ได้เสร็จสิ้นลงแล้วท่านจึงเดินทางกลับมายังวัดโพธารามตามเดิม

ในขณะนั้นท่านพระอาจารย์อูเนมินทะ (อัครมหาบัณฑิต) เจ้าอาวาสวัดท่ามะโอรูปก่อนชราภาพมากแล้ว จึงได้มีหนังสือไปถึงกรมการศาสนาแห่งประเทศพม่า มีความประสงค์จะนิมนต์ ท่านพระอาจารย์อูธัมมานันทะให้มาเผยแพร่พระศาสนาที่วัดท่ามะโอ จ. ลำปาง และทางกรมการศาสนาแห่งประเทศพม่าก็ได้มีหนังสือมาถึงท่าน

ดังนั้น ท่านจึงย้ายจาก จ. นครสวรรค์มายังวัดท่ามะโอ จ. ลำปาง ในวันขึ้น ๘ ค่ำเดือน ๘ พ.ศ. ๒๕๐๘ (ตรงกับวันที่ ๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๘) หลังจากที่ท่านมาอยู่ที่นี่ได้ ๕ เดือน ท่านพระอาจารย์อูเนมินทะ เจ้าอาวาสวัดท่ามะโอ ก็ได้มรณภาพลงด้วยโรคชรา ท่านพระอาจารย์อูธัมมานันทะจึงได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดท่ามะโอสืบต่อมา ท่านได้เริ่มกิจการเผยแพร่พระศาสนาทางด้านพระปริยัติธรรมด้วยการตั้งโรงเรียน พระปริยัติธรรมขึ้น ในวันพฤหัสบดี แรม ๒ ค่ำ เดือน ๖ พ.ศ. ๒๕๑๐ (ตรงกับวันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๐) ท่านสามารถก่อตั้งโรงเรียนพระปริยัติธรรมให้มีชื่อเสียงขึ้นจนถึงปัจจุบันนี้ เพราะศิษยานุศิษย์ของท่าน สามารถสอบได้ทั้งแผนกนักธรรม และแผนกบาลี ทุกๆ ปี เป็นจำนวนมาก

เนื่องจากการศึกษาพระไตรปิฎกจำเป็นต้องอาศัยคัมภีร์พื้นฐาน ๔ คัมภีร์ คือ คัมภีร์ไวยากรณ์ คัมภีร์อภิธานัปปทีปิกา คัมภีร์วุตโตทยฉันโทปกรณ์ และคัมภีร์สุโพธาลังการะ ท่านจึงได้ริเริ่มให้มีการศึกษาคัมภีร์พื้นฐานของพระไตรปิฎกทั้ง ๔ คัมภีร์นั้น ด้วยการสอนอธิบายและให้นักศึกษาท่องจำคัมภีร์เหล่านั้น พร้อมทั้งจัดพิมพ์เผยแพร่ และถึงแม้ว่าท่านจะชราภาพมากแล้ว ก็ไม่คำนึงถึงความชราภาพของตัวท่านเอง ท่านได้อุตสาหะสั่งสอนศิษยานุศิษย์ของท่าน ให้พยายามศึกษาเล่าเรียนจนได้ผลเป็นที่พึงพอใจของท่าน ซึ่งศิษยานุศิษย์เหล่านั้นก็ได้รับการยกย่องนับถือว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในภาษาบาลี

ในปี พ.ศ. ๒๕๓๔ ทางรัฐบาลสาธารณรัฐสภาพพม่า ได้เห็นเกียรติคุณความดีในด้านการเผยแพร่พระศาสนาของท่านพระอาจารย์ ภัททันตะ ธัมมานันทมหาเถระจึงได้พร้อมใจกันถวายตำแหน่ง “อัครมหาบัณฑิต”


 

(ดูข่าวที่เกี่ยวข้อง)

https://goo.gl/bryi5F
https://goo.gl/ejd1rX
https://goo.gl/zuHEZN
https://goo.gl/qDJHt7