พม่า ๖
ลารัฐฉาน ผ่านพม่า กลับมาบ้านไทย
&&&&&

@ ลารัฐฉาน
O แล้วงานเลี้ยงก็มีวันเลิกรา…๕ วันเต็มที่อยู่ที่นี่ ผมมารัฐฉานครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๒
๐๐ ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๙ (ค.ศ.๒๐๑๖) เป็นงานประชุมคุยกันด้วยภาษาบาลี (Pali Conference) ที่จัดในงานวันเกิดของท่าน “ธัมมสามี” หรือที่เรียกกันในทางวิชาการว่า พระอาจารย์คำหมาย ธัมมสามี (ศาสตราจารย์, ดร.) เพราะท่านเป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัย ออกฟอร์ด (Oxford) ประเทศอังกฤษ
ครั้งนั้น ใช้ภาษาบาลีคุยกันในการประชุม ผมได้รับเชิญไปด้วย ไปขึ้นเวทีร่วมกับนักปราชญ์พม่าและลังกา ขึ้นเวทีครั้งนั้นทำให้ผมมั่นใจขึ้นเยอะว่าบ้านเราจัดหลักสูตรบาลีใช้ได้ เสียทีว่าไปเน้นด้านเขียนและแปลเป็นหลัก (ไม่นับด้านสวดนะ) ไม่เน้นการพูดการฟังและการสื่อสารในชีวิตประจำวัน
เรื่องพูดภาษาบาลีนี้ผมสนใจมานานแล้ส แต่ยังทำไม่ได้ จึงได้แต่หัดอ้อมๆแอ้มๆเอา แต่แรงบันดาลใจมาเกิดจริงๆตอนไปสอนที่จุฬา ฯ ตอนที่ ผศ.ดร.ประพจน์ อัศววิรุฬหการ คณบดีคณะอักษรศาสตร์ตอนนั้นมอบหมายให้สอนแปลบาลีเป็นภาษาอังกฤษแก่นักศึกษาอเมริกันคนหนึ่งจาก Haward U. เธอชื่อ Karen กำลังทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับคัมภีร์ Sotatthaki Mahanidana – โสตัตตถกีมหานิทาน ที่ผมเคยแปลเป็นภาษาไทยเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๖ เพื่อพิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เสงี่ยม จนฺทสิริมหาเถร) วัดสุทัศนเทพวราราม ครั้งแรกๆก่อนแปลผมจะอ่านนำคราวละย่อหน้าเธอจะอ่านตามแล้วค่อยแปลกัน ต่อมาเมื่อเห็นว่าเธอคุ้นภาษาบาลีในโสตัตถกีมหานิทานแล้วก็ให้เธออ่าน ยอมรับว่าเธอออกเสียงภาษาบาลีด้วยสำเนียงอเมริกันเองลิช (American English) เพราะมาก ยิ่งทำให้ผมมั่นใจทฤษฎีที่ว่า ภาษาบาลีกับภาษายุโรปหลายภาษารวมทั้งภาษาอังกฤษตระกูลเดียวกัน เลยให้เธออ่านออกเสียงมากๆแล้วผมแอบจำจากเธอ จากนั้นจึงมาเลียนจังหวะจากเธอ…นี่คือที่มาเบื้องตัน จากนั้นผมก็ฝึกฝนอย่างหนักด้วยตัวเอง…พอแล้วครับ วันหน้าค่อยเล่าให้ฟังมากกว่านี้
ไปครั้งนั้น ได้ทราบแล้วว่าท่านธัมมสามีกำลังตั้งมหาวิทยาลัย Shan State University ขึ้นที่รัฐฉาน ซึ่งเป็นรัฐบ้านเกิดของท่าน
๐๐ ส่วนครั้งนี้ (๑๐ – ๑๗ พ.ย. ๒๕๖๑) เป็นครั้งที่ ๒ มีการจัดประชุมที่ Shan State University ในงานเดียวกันคืองานวันเกิดท่านธัมมสามี ซึ่งจัดทุกปี สำหรับปีนี้ชื่องานว่า
“An International Conference On Breaking Through The Links
Independent Perspectives On The Buddhist Theory Of Dependent Origination
In Honour of the 54th Birthday Celebration of Ven.Prof. Dr. Khammai Dhammasami
สัมมนานานาชาติ เรื่อง ทะลุตัวเชื่อมต่อ – มุมมองอิสระเกี่ยวกับหลักวิชาปฏิจจสุปบาท
เพื่อเป็นเกียรติแก่ท่าน ศ.ดร.คำหมาย ธัมมสามี ในโอกาสฉลองชนมายุ ๕๔ ปี”
คราวไปประชุมแรกมีเอเชียเป็นส่วนมาก แต่คราวนี้มีชาวยุโรปมากันเพียบ ไม่ว่ารัสเซีย โปแลนด์ อังกฤษ อิตาลี สเปน แซมด้วยอินเดีย ลังกา พม่า ไทย สำหรับไทยนอกจากผมแล้ว ก็มีพระมหาสมพงษ์ รอง ผอ. International Buddhist Studies College, MCU. ไปแทนพระมหาหรรษา ผอ. ซึ่งต้องไปทำงานใหญ่ที่เวียตนาม งานประชุม ๒ วันดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย
O บรรยากาศที่รัฐฉาน
๐๐รัฐฉานถือเป็นรัฐใหญ่ เนื้อที่ ๑ ใน ๔ ของพม่า คิดคร่าวๆแล้วได้ ๑๖๐,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร ใหญ่กว่าศรีลังกา ใหญ่กว่าสิงคโปร์ ถ้าที่ยุโรปก็ใหญ่กว่า เบลเยี่ยม มีทรัพยากรธรรมชาติมาก สภาพภูมิประเทศที่เมืองหลวงเต็มไปด้วยภูเขาและป่าไม้ พื้นที่ราบบนภูเขาใช้เป็นที่อยู่อาศัยและทำมาหากิน มีการพัฒนาด้วยวิทยาการสมัยใหม่ ดังนั้นในตัวเมืองตองจีจึงเหมือนกับเมืองเหนือของไทยแถวเชียงราย แต่อาจไม่ถึงเชียงใหม่
๐๐ เมืองหลวงคือ เมือง Tyonggyi (ออกเสียงว่า ตองจี / ตองยี / ออกเสียงว่า ตองคยี ยังพอฟังได้ แต่อย่าไปออกว่า ตองคี จะเพี้ยนเป็น ตองคี่ ซึ่งไม่เพราะ คนไทยใหญ่เองฟังแล้วยังหัวเราะ) ที่เราไปประชุมนี่แหละ ตอนนี้อยู่ในช่วงเริ่มต้นฤดูหนาว ภูมิอากาศจึงหนาวเย็น อยู่ที่โน่นได้ใส่เสื้อกันหนาว เล่นเอาพวกที่เมืองไทยหลายคนอยากไปมั่ง
๐๐ คนรัฐฉาน คือ คนเชื้อสาย Tai (ตามที่ฝรั่งเขียน) ไม่รู้ว่าจะออกเสียงอย่างไร ไต หรือ ไท เอาเป็นไต ก็แล้วกัน เพราะฟังแล้วคนที่นั่นเองเขาก็ออกเสียงอย่างนั้น ผมใช้เวลาว่างหนึ่งไปเข้าห้องสมุดของมหาวิทยาลัย หาหนังสือเกี่ยวกับรัฐฉานที่ฝรั่งเขียนมาอ่าน เขาเขียนดี เขาว่า…
“ว่าตามเชื้อสายแล้ว คนเชื้อสายไตแบ่งเป็นหลายกลุ่ม เช่น ไตอัสสัม ไตลื้อ ไตเขิน ไตลานนา ไตลานช้าง ไตยูนนาน ไตเวียตนาม ส่วนที่รัฐฉานเขาเรียก Tai Yai / ไตไย หรือที่เราออกเสียงว่า ไทยใหญ่ ฝรั่งเขายังบอกอีกว่า Tai Yai นี่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Ngio น่าจะคือ เงี้ยว”
น่าสังเกตว่า ไม่มี ไตสยาม ถ้ามีก็ต้องหมายถึง พวกเรา
๐๐ ศาสนา มีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำรัฐ มีคริสต์มุสลิมบ้างแต่ไม่มาก คนไตที่รัฐฐานเหมือนกับไตสยาม นิยมส่งลูกชายบวชเณรถ้าอยู่ถึงบวชพระได้ยิ่งดี ผมเคยพูดว่า เมือก่อนไตไยมีเจ้าได้พึ่งเจ้า แต่ตอนนี้เจ้าไม่มีแล้ว มีแต่พระเขาก็ได้พึ่งพระ และเรียกพระรูปสำคัญว่า “เจ้าครู”
ทุกวันนี้พระรูปสำคัญ ๆ ที่เป็น “วีรบุรุษ” ของพวกเขา ในด้านการศึกษา ยกย่อง “เจ้าครูธัมมสามี” เป็นวีรบุรุษ เพราะท่านเป็นวีรบุรุษด้านนำพระเณรไตไยหรือไทยใหญ่ออกไปศึกษายังต่างประเทศแล้ว โดยท่านหาทุนสนับสนุน ตอนนี้พระเณรไตไยไปอยู่ทั่วโลก ที่เมืองไทยก็มีราว ๒๐๐ รูป ที่ลังกา และที่อื่นอีก กว่า ๑๐๐ รูป เท่ากับว่าสร้างพระสร้างคนเตรียมพระเตรียมคนไว้สำหรับพัฒนารัฐฉานบ้านเกิด ส่วน “เจ้าครูบุญชุ่ม” ที่เราเผลอคิดว่าเป็นพระไตลานนา แต่ความจริงแล้วเชื้อสายท่านคือ ไตไย หรือไทยใหญ่ นี่ก็เป็นวีรบุรูษด้านจิตวิญญาณด้านความศักดิ์สิทธิ์
เมื่อวันที่ ๑๓ พ.ย. เจ้าครูบุญชุ่มมาที่ Shan State University ( ผมกะจะเข้าไปกราบ แต่ไม่มีโอกาส เลยได้แต่ตั้งจิตส่งไปกราบท่าน ขอโอกาสเข้าพบที่เมืองไทยสักวัน) คนไตไยมาต้อนรับท่านแน่น ทางเข้ามหาวิทยาลัยการจราจรติดขัด ท่านเดินทางโดยรถบัสคันใหญ่ มีผู้ติดตามเกือบร้อย
เจ้าครูบุญชุ่มกับเจ้าครูธัมมสามีเคารพกันมาก ทั้งคู่เป็นวีรบุรุษของไทยใหญ่ด้วยกันและจับมือกันเพื่อพี่น้องของท่าน สร้างโรงพยาบาล สร้างมหาวิทยาลัย โดยท่านเจ้าครูธัมมสามีคิดนำแล้วเจ้าครูบุญชุ่มสนับสนุน จึงปรากฏว่ารัฐบาลพม่าเกรงใจและให้เกียรติทั้งสองท่านมาก
@ ลาพม่า
ผมออกจากรัฐฉานเมื่อ ๑๖ พ.ย. โดยสารการบินในประเทศ เมื่อเวลา ๑๓.๓๐ ถึงย่างกุ้งเวลา ๑๔.๔๕ เจ้าหน้าที่โรงแรม Ruby Hotel มารับไปพัก ขากลับก็มีพระทิเบต อาจารย์ชาวอเมริกัน อาจารย์ชาวอิตาเลี่ยนกลับมาด้วย ๒ ท่านแรกมา พักโรงแรมเดียวกัน แต่ท่านหลังแยกไปพักวัด
อาจารย์อเมริกันกับอาจารย์อิตาเลียนสอนและวิจัยคัมภีร์บาลี เวลานั่งดื่มชาด้วยกัน ผมได้ยินเขาพูดถึงเรื่องราวในพระไตรปิฎก
มาที่สนามบิน ขณะรอเช็คตั๋วขึ้นเครื่อง อาจารย์อิตาเลียนเอ่ยถึงถึงคำว่า ปุกกุสาติ ให้อาจารย์ชาวอเมริกันฟัง แล้วเล่าเรื่องเรื่องที่ขยายไว้ในคัมภีร์อรรถกถาอย่างตื่นเต้น อาจารย์ชาวอเมริกันพลอยตื่นเต้นไปด้วย ผมเองก็ตื่นเต้นเพราะทั้งสองท่านคุยกันถึงเรื่องที่ผมศึกษามาแล้วเคยนำเสนอต่อที่ประชุมวิชาการในเมืองไทยมาแล้ว แต่เงียบกริบไม่มีใครสนใจ
หลังจากฟังสองท่านคุยกันได้ที่แล้ว ผมก็ขยับบ้าง เขาเห็นผมแสดงท่าจะพูดเลยเปิดโอกาสให้ ผมเลยได้จังหวะเสริมต่อว่า…
ผมถามว่า “Do you know a German book entitled The Pilgrim Kamanit ? I – คุณรู้จักหนังสือนิยายเรื่องนักบุญกามนิตที่คนเยอรมันเขียนไหม ”
“I don’t know.- ไม่รู้จัก” ทุกคนส่ายหน้า
“This book was written by German author called Karl Adolf amd won Nobel Prize. I believe, the life story of Kamanit based on the life story of King Pukkusati, it showed the author’s experience on the Buddhist Studies….หนังสือเล่มนี้คนยอรมันชื่อ คาร์ล อดอลฟ เขียน และได้รางวัลโนเบลด้วย ผมเชื่อว่า เรื่องของกามนิตเขาเอามาจากเรื่องของกษัตริย์ ปุกกุสาติ แสดงว่าเขามีความรู้ทางพระพุทธศาสนา” ผมสรุปอย่างยิ้มย่อง แต่นึกไม่ถึงว่าจะเกิดเหตุการณ์ข้างล่าง…
ทุกคนฟังผมแล้วเงียบกริบ ได้แต่มองหน้าผมแล้วพยักหน้าหงึก ๆ พอดีได้เวลาเช็คตั๋วขึ้นเครื่อง จึงลุกขึ้นคว้ากระเป๋าเดินเข้าช่องเช็คตั๋วกลับย่างกุ้งด้วยกัน
รุ่งขึ้นเช้า ทานอาหารเช้าด้วยกัน แล้วนั่งแท็กซี่มาสนามบินย่างกุ้งด้วยกัน จับมือร่ำลากันก่อนแยกไปสายการบินใครสายการบินมัน
นั่นคือ เราลาพม่ากันแล้ว แต่ผมว่า บรรยากาศการสนทนาภาษาบาลี บรรยากาศการประชุมที่ Shan State University และบรรยากาศห้องสมุดที่ชวนให้ค้นหาความรู้ น่าจะทำให้เราได้กลับไปพบกันอีก พบเพื่อพูดคุยเรื่องคัมภีร์บาลี
ผมรอปีหน้า ครับ