วันที่ 7 มกราคม 2561 
(วันที่ 12 ณ อินเดีย)
(เดินวันที่ 6 แห่งการเดินธุดงค์ธรรมยาตรา)

***************

โครงการธรรมยาตราตามรอยบาทพระศาสดาพุทธภูมิ อินเดีย เนปาล รุ่น 5 2560/2561
จัดโดยกองงานพระธรรมฑูตสายอินเดีย เนปาล
โดยดำริ ตามนโยบายเผยแผ่เชิงปฏิบัติการณ์ ของ พระธรรมโพธิวงศ์ เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา หัวหน้าพระธรรมฑูตสายอินเดีย เนปาล 

***************

วันที่ 7 มกราคม 2561 เป็นการเดินของคณะพระสงฆ์ ในวันที่ 6 แห่งการเดินธุดงค์ธรรมยาตราตามรอยบาทพระศาสดา
พระภิกษุสงฆ์ จำนวน 120 รูป พร้อม ทีมงานทำภัตตาหาร และผู้ดูแล ในคณะ ร่วม 136 ชีวิต เหมือนดั่งกองร้อย กองร้อยหนึ่ง
วันนี้ คณะเราเดินมาถึง ถ้ำกาฬศิลา คือ ถ้ำหินดำ ลักษณะ โดยรอบ เป็นถ้ำขนาดใหญ่ คนเข้าได้ประมาณ 300-500 คน จากปากถ้ำเข้าไป แสงสว่างส่องกระทบถึงด้านใน อากาศถ่ายเทได้ดี พื้นถ้ำ มีความอุ่นไม่เย็นมาก มีพระพุทธรูป ประดิษฐานอยู่ จากทางขึ้น มีก้อนหินขนาดใหญ่ 2 ก้อน ก่อนทางขึ้น ทางขึ้นไปเป็นทางหินจนถึงปากทางเข้า ถ้ำกาฬศิลา คือ ถ้ำที่พระมหาโมคคัลลานะ นิพพาน

ท่านพระมหาโมคคัลลานะเถระเจ้า มีชีวิตอยู่มาจนกระทั่งถึงระยะปัจฉิมโพธิกาล (ระยะเวลาใกล้สิ้นยุคพุทธกาล) องค์ท่านนิพพานก่อนพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน ๑ ปี คือนิพพาน ในปีที่พระพุทธเจ้าทรงมีพระชนมายุ ๗๙ พรรษา
พระมหาโมคคัลลานะ นิพพานเมื่อวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ณ ถ้ำกาฬศิลา แคว้นมคธ หลังพระสารีบุตรนิพพานได้ ๑๕ วัน ดังมีเรื่องเล่าว่า

พรรษาที่จะนิพพานนั้น ท่านจำพรรษา อยู่ที่ถ้ำกาฬศิลา แคว้นมคธ เดียรถีย์ (นักบวชนอกพระพุทธศาสนา) คณะหนึ่งได้ จ้างโจรก๊กหนึ่งให้ไปฆ่าท่าน เหตุที่เป็นดังนั้นเพราะเดียรถีย์ได้ประชุมปรึกษาหารือกันแล้วต่างลงความเห็นว่า ทุกวันนี้พวกตน เสื่อมจากลาภสักการะ มีผู้นับถือน้อยลง เป็นเพราะผู้คนพากันหันไปเลื่อมใสพระสมณโคดมเป็นส่วนใหญ่ สาวกของพระสมณโคดมองค์สำคัญที่เป็นตัวการให้คนหันไปเลื่อมใสศาสดาของตนนั้น คือพระมหาโมคคัลลานะ เนื่องจากสาวกรูปนี้มีฤทธิ์ไปนรกสวรรค์ แล้วกลับมาเทศนาสั่งสอนจนคนเกิดศรัทธาเลื่อมใส หากไม่มีสาวกรูปนี้แล้ว พระสมณโคดมก็หมดความหมาย ผู้คนก็จะหมดความเลื่อมใส แล้วพากันหันกลับมาเลื่อมใสพวกตนตามเคย ลาภสักการะก็จะมีมากเหมือนเก่า

ครั้นปรึกษาหารือกันแล้ว พวกเดียรถีย์ก็เรี่ยไรเงินจากผู้ที่ยังนับถือพวกตนอยู่ไปว่าจ้างโจรให้ไปฆ่าพระเถระ เวลานั้นเป็นช่วงระยะเวลาเข้าพรรษา พวกโจรได้พากันไปยังถ้ำกาฬศิลาซึ่งท่านจำพรรษาอยู่ ภายนอกถ้ำมีกุฏิหลังเล็กๆ อยู่หลังหนึ่ง ท่านพักอยู่ในกุฏิหลังนั้น และเมื่อได้ทราบว่ามีโจรมาล้อมกุฏิหมายจะฆ่าท่าน พระเถระก็เข้าฌานอธิษฐานจิตหายออกไปทางช่องลูกดาล พวกโจรไม่ทราบจึงเข้าไปค้น แต่ก็พลาดโอกาสไม่พบท่าน

วันต่อมาๆ พวกโจรก็ได้มาล้อมกุฏิของท่านอีก แต่ก็ไม่สามารถจับตัวท่านได้ เพราะท่านได้ใช้อำนาจฤทธิ์หายตัวไม่ยอมให้โจรจับได้ พวกโจรพยายามอยู่อย่างนี้ ถึง ๒ เดือนเต็ม พวกเดียรถีย์รู้สึกเคียดแค้นหนักขึ้น จึงเร่งให้พวกโจรจัดการกับพระเถระให้ได้

วันหนึ่ง ท่านมาหวนพิจารณาถึงการที่พวกโจรพยายามตามฆ่าท่านว่าคงจะเนื่องมาจากกรรมเก่าที่ตามมาให้ผล ครั้นพิจารณาไปก็เห็นว่าชาติหนึ่งในอดีตชาติท่านได้ทำอนันตริยกรรม คือ ฆ่าบิดามารดาตามคำยุยงของภรรยา บาปกรรมครั้งนั้นส่งผลให้ท่านไปเกิดในอเวจีมหานรกอยู่เนิ่นนาน ได้รับทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส แม้จะพ้นจากอเวจีมหานรกแล้วแต่เศษของผลบาปกรรมก็ยังมีอยู่และตามให้ผลตลอดเวลา จนมาในชาติปัจจุบันแม้จะได้บรรลุอรหัตผลสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว ผลของบาปกรรมที่ยังหลงเหลืออยู่นั้นก็ยังตามอยู่ เมื่อเห็นเป็นดั่งนี้ท่านก็ไม่คิดหนีอีก พวกโจรจึงจับท่านได้และทุบตีอย่างเคียดแค้น ผลก็คือร่างกายของพระเถระแหลกเหลว กระดูกแหลกละเอียด เหลือเป็นชิ้นๆ ขนาดเท่าเม็ดข้าวสารหัก

เมื่อทุบจนหายแค้นแล้ว พวกโจรสำคัญว่าท่านมรณภาพจึงช่วยกันหามไปทิ้งไว้หลังพุ่มไม้แห่งหนึ่งใกล้ๆ ถ้ำกาฬศิลา นั้นแล้วหลบหนีไป

แม้จะได้รับทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัส แต่พระเถระก็ยังไม่มรณภาพ ซึ่งเป็นธรรมดาของพระอัครสาวกหากยังไม่ได้ทูลลาพระพุทธเจ้าแล้วจะยังไม่นิพพานอย่างเด็ดขาด พระเถระยังคงมีสติมั่นคง ท่านเข้าฌานอธิษฐานจิตประสานกายให้ปกติดุจเดิมแล้วเหาะไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ วัดเวฬุวัน แคว้นมคธ เพื่อทูลลานิพพาน

พระพุทธเจ้าทรงขอให้ท่านแสดงธรรม และแสดงฤทธิ์อย่างที่ทรงขอให้พระสารีบุตรได้ทำ ท่านได้ทำตามพุทธประสงค์ จากนั้นได้ก้มลงกราบพระบาทของพระพุทธเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย แล้วเหาะกลับไปยังถ้ำกาฬศิลา ท่านนิพพาน ณ ที่นั่นเมื่อวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒

ท่านพระมหาโมคคัลลานะเถระเจ้า พระอัครสาวกเบื้องซ้าย ได้ทำงานร่วมกันกับพระสารีบุตรเถระเจ้า ตลอดอายุขัย ได้ช่วยให้พระพุทธศาสนาแพร่หลายไปอย่างรวดเร็ว และเป็นประโยชน์แก่มนุษย์

พุทธประวัติบางตอน ประวัติปฏิปทาพระอรหันตสาวก และสาวิกาในสมัยพุทธกาลได้ที่ลิงค์ครับ
https://www.facebook.com/thindham/media_set
http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=27&i=2446
***************
โสหัง ยังโส
ก็วิ่งขึ้นไปกราบพระมหาโมคคัลลานะเถระเจ้า ผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ด้านทรงอิทธิฤทธิ์

***************

มีคนถามว่าวันหนึ่งๆๆๆพระท่านทำอะไรบ้าง
กำหนดการในแต่ละวัน

03.00 น ตื่น ปฏิบัติกิจส่วนตัว รับน้ำร้อน
03.40 น ตั้งแถวเป็นแนว สวดมนต์ ยืนอธิฐานจิต กำหนดสติในอิริยาบทยืน พร้อมออกเดิน
04.00 น ประคองสติเป็นไปในกายออกเดิน ยาตรา
07.30 น พักฉันน้ำร้อน น้ำอุ่น
08.00 น ประคองสติเป็นไปในกายออกเดิน ยาตรา
10.30 น. รับบาตร เตรียมฉันภัตตาหาร
13.00 น ประคองสติเป็นไปในกายออกเดิน ยาตราจนถึงจุดพักนอน

หมายเหตุ: ทุกวัน เราไม่รู้จะหยุดฉันที่ไหน จะนอนที่ไหน คณะเราใช้ ระบบ วันต่อวัน ทุกวัน เดินที่ 40 – 50 กิโลเมตรต่อวัน

สำคัญ คือ กาย วาจา ใจเราถวายพระพุทธเจ้า

***************

อนึ่ง พุทธศาสนิกชนทุกท่านสามารถร่วมเป็นเจ้าภาพอุปถัมภ์พระภิกษุทุกรูปรูปในโครงการเพื่อไปธุดงค์จาริกธรรมด้วยการเดินเท้านมัสการสังเวชนียสถานทั้ง ๔ ตำบลในประเทศอินเดีย-เนปาลได้ที่

บัญชี”กองทุนครูพระธุดงค์พุทธภูมิ”
โอนผ่านบัญชีธนาคารกสิกรไทย 
สาขา เจริญกรุง เลขที่ 018-3-80199-6

โดยร่วมเป็นเจ้าภาพตลอดการเดินทาง
รูปละ ๓๙,๙๙๙ บาท
และหรือตามกำลังบุญ
ทางไลน์ ID LINE : Kusinara989

****************

ร่วมบุญกุศลเป็นเจ้าภาพพระธุดงค์ได้ที่
ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
๑. พระศรีโพธิวิเทศ (สุพจน์ ปธ.๙) โทร +๙๗๗-๙๘๕-๑๐๖-๙๒๙๗ (เนปาล)
๒. พระครูปริยัติโพธิวิเทศ (คมสรณ์) โทร +๙๑-๙๙๓-๕๐๓-๐๖๙๖ (อินเดีย)
๓. พระครูนรนาถเจติยาภิรักษ์ (สมพงศ์) โทร +๙๑-๙๐๐-๕๐๐-๗๐๖๓ (อินเดีย)
๔. พระครูปลัดโพธิวงศ์วรวัฒน์ (ป้อม) โทร +๙๑-๗๗๖-๔๐๐-๐๙๕๙ (อินเดีย)
๕. พระครูศรีพัฒนวีราภรณ์ (อจ.ปราโมทย์) โทร ๐๙๖-๙๕๖-๙๒๓๕ (ไทย)

ทางไลน์ ID LINE : Kusinara989

ติดตามและช่วยแชร์ 1 บุญก่อเกิดศรัทธา
#กดไลด์เพจ #ส่งแรงศรัทธา #ธุดงค์ยาตราพุทธภูมิอินเดีย – เนปาล #ธุดงค์ธรรมยาตรา #ธุดงค์ในอินเดีย เนปาล #ธุดงค์อินเดีย เนปาล #ธุดงค์

#ร่วมบุญกับงานกำกับพระธรรมฑูต
#ร่วมบุญกับกองงานพระธรรมฑูต
#อนุโมทนาบุญร่วมกับคณะสงฆ์ผู้ถือธุดงค์
#ชมชื่นบุญร่วมกัน
#แชร์บุญนี้ด้วยกัน
#มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งด้วยกัน
#มาบอกให้โลกรู้
#จงอาจหาญและพากเพียร
#โครงการธรรมยาตราตามรอยบาทพระศาสดาพุทธภูมิ อินเดีย เนปาล