วันที่ 9 มีนาคม 2561 
(75 วัน แห่งการเดินธุดงค์ธรรมยาตรา ณ แดนพุทธภูมิ อินเดีย เนปาล)

***************

โครงการธรรมยาตราตามรอยบาทพระศาสดาพุทธภูมิ อินเดีย เนปาล รุ่น 5 2560/2561
จัดโดยกองงานพระธรรมฑูตสายอินเดีย เนปาล
โดยดำริ ตามนโยบายเผยแผ่เชิงปฏิบัติการณ์ ของ พระธรรมโพธิวงศ์ เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา หัวหน้าพระธรรมฑูตสายอินเดีย เนปาล 

**************

พระภิกษุสงฆ์ ผู้เดินธรรมยาตราตามรอยบาทพระศาสดาพุทธภูมิ อินเดีย เนปาลรุ่นที่ 5/2560-2561 จำนวน 120 รูป พร้อม ทีมงานทำภัตตาหาร และผู้ดูแล ในคณะ ร่วม 136 ชีวิต เหมือนดั่งกองร้อย กองร้อยหนึ่ง

“ไม่ทำบาปทั้งปวง
ทำกุศลให้ถึงพร้อม
ยังจิตของตนให้ผ่องใส”

วันที่ 9 มีนาคม 2561 ยาตราออกเดินตั้งแต่ ตี 4 คณะออกเดินมุ่งหน้ามายังเมือง อโยธยา หรือคาดว่า เป็นเมืองสาเกตุในอดีต
เช้าตะวันสวยงาม แดงเด่นขึ้นจากทิวไม้ คณะสงฆ์ เดินยาตรา ตามถนนเส้นเล็กๆๆๆ เมื่อคราวรุ่น 2 รุ่น 3 เราก็เดินเส้นนี้ ต่างกันที่ เขาทำถนนใหม่แล้ว เช้า 7 โมง เวลาเดินไว ดังสายลม เย็น คณะพักฉันกระยาสารท กลางดงคนอินเดีย ด้วยจิตใจภาวนาว่า วันนี้ เป็นอีกวัน ที่ข้าตั้งใจมั่นบำเพ็ญเพียร สายมาแดดจ้า แรงขึ้น ร้อนขึ้น ต้องก้าวขาให้ไวขึ้น ยิ่งอากาศร้อนมากขึ้น ต้องระวังให้มากขึ้น ได้แต่ภาวนา ขอพากเพียร ทำความเพียร ได้บรรลุล่วงได้
เย็นนั้นตะวันสวยงาม มองแล้ว หวนระลึกถึง พระอาทิตย์ดวงนี้สินะ ที่พระพุทธเจ้า เหล่าสาวกผู้บรรลุมรรคผล หมดกิเลสแล้ว ได้เห็น ได้อาศัย มองแล้ว ก็ปลื้มปริ่มใจ ยิ่ง
เดินบนแผ่นนี้ เอามือสัมผัสเบาๆๆๆ ระลึกถึงแล้ว เรากำลังเดินตามท่านไปนะ อาจจะสะดุดบ้าง ล้มบ้าง ท้อแท้บ้าง หลงทางบ้าง ขอให้มีจิตใจอันผ่องใส
แค่นี้ก็สุขใจ
โปรดอนุโมทนาสาธุการร่วมกัน
75 วันแล้ว ที่คณะสงฆ์ได้ปฏิบัติศาสนกิจ ทั้งอบรมตน ทั้งเผยแผ่ เดินให้เห็น ไปให้เย็น ทำให้ดู อยู่ให้เมตตา
พุทโธ ขอให้ท่านจงพ้นทุกข์ มีความสุขทุกทิวาราตรี

***************

โสหัง ยังโส
ก็ยัง วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง
นำหน้าหมู่คณะสงฆ์ เล่นสนุกสนาน ตามประสาผู้พิทักษ์ และมีเพื่อนวิ่งด้วยแล้ว
โส กับ เพื่อน จะวิ่งขึ้นลงดูพระ วิ่งไล่สัตว์อื่น เห่าสัตว์อื่น ไม่ให้เข้าใกล้พระ นอนฟังพระท่านสวดมนต์ เมื่อพระขึ้น นโม ตัสสะ ตอน ตี 3. 40 โสจะวิ่งไป เหมือนไปสวดมนต์ด้วยทันที เป็นอย่างนี้ทุกวัน
ช่วงนี้ โส กับ สา เมื่ออากาศร้อน จะวิ่งมาชุกขาพระบ้าง วิ่งไปคลุกโคลน เพื่อตัวเย็น ลิ้นห้อยยาว น้ำลายไหล แต่ก็ยังวิ่งรักษาป้องปกคุ้มครองพระ

***************

อรรถกถา สาเกตชาดก
ว่าด้วย วางใจคนที่ชอบใจ
พระศาสดาทรงอาศัยเมืองสาเกต ประทับ ณ พระวิหารอัญชนวัน ทรงปรารภพราหมณ์ผู้หนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ยสฺมึ มโน นิวีสติ ดังนี้.
ได้ยินว่า ในเวลาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าแวดล้อมด้วยหมู่ภิกษุ เสด็จเข้าเมืองสาเกตเพื่อบิณฑบาต. พราหมณ์แก่ชาวเมืองสาเกตุผู้หนึ่งกำลังเดินไปนอกพระนคร เห็นพระทศพล ระหว่างประตู ก็หมอบลงแทบพระยุคลบาท ยึดข้อพระบาททั้งคู่ไว้แน่น พลางกราบทูลว่า พ่อมหาจำเริญ ธรรมดาว่าบุตรต้องปรนนิบัติ มารดาบิดาในยามแก่มิใช่หรือ เหตุไร พ่อจึงไม่แสดงตนแก่เรา ตลอดกาลมีประมาณเท่านี้ เราเห็นพ่อก่อนแล้ว แต่พ่อจงมาพบกับมารดา แล้วพาพระศาสดาไปเรือนของตน.
พระศาสดาเสด็จไปที่เรือนของพราหมณ์ ประทับนั่งเหนืออาสนะที่เขาจัดไว้ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์.
ฝ่ายพราหมณีได้ข่าวว่า บัดนี้ บุตรของเรามาแล้ว ก็มาหมอบแทบบาทยุคลของพระบรมศาสดา แล้วร่ำไห้ว่า พ่อคุณทูลหัว พ่อไปไหนเสียนานถึงปานนี้ ธรรมดาบุตรต้องบำรุง มารดาบิดายามแก่มิใช่หรือ แล้วบอกให้บุตรธิดา พากันมาไหว้ด้วยคำว่า พวกเจ้าจงไหว้พี่ชายเสีย.
พราหมณ์ทั้งสองผัวเมียดีใจ ถวายมหาทาน.
พระศาสดา
ครั้นเสวยเสร็จแล้ว ก็ตรัสชราสูตร แก่พราหมณ์แม้ทั้งสองเหล่านั้น.
ในเวลาจบพระสูตร คนแม้ทั้งสองก็ตั้งอยู่ในพระอนาคามิผล.
พระศาสดาเสด็จลุกจากอาสนะ เสด็จไปพระวิหารอัญชนวันตามเดิม.
พวกภิกษุนั่งประชุมกันในโรงธรรม สนทนากันขึ้นว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย พราหมณ์ก็รู้อยู่ว่า พระบิดาของพระตถาคตคือพระเจ้าสุทโธทนะ พระมารดาคือพระนางมหามายา. ทั้งๆ ที่รู้อยู่ ก็ยังบอกพระตถาคต กับนางพราหมณีว่าบุตรของเรา. ถึงพระศาสดาก็ทรงรับ.
ข้อนี้ เป็นเพราะเหตุไรหนอ?
พระศาสดาทรงสดับถ้อยคำของภิกษุเหล่านั้น แล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พราหมณ์ แม้ทั้งสองเรียกบุตรของตน นั่นแหละว่าบุตร.
แล้วทรงนำอดีตนิทาน มาตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พราหมณ์นี้ ในอดีตกาล
ได้เป็นบิดาของเราตลอด ๕๐๐ ชาติ
เป็นอาของเรา ๕๐๐ ชาติ
เป็นปู่ของเรา ๕๐๐ ชาติ
ติดต่อกันไม่ขาดสาย.
แม้นางพราหมณีนี้เล่าก็ได้
เป็นมารดาของเรา ๕๐๐ ชาติ
เป็นน้า ๕๐๐ ชาติ
เป็นย่า ๕๐๐ ชาติ
ติดต่อกันไม่ขาดสายเลยดุจกัน.
เราเจริญแล้วในมือของพราหมณ์ ๑๕๐๐ ชาติ
จำเริญแล้วในมือของนางพราหมณี ๑๕๐๐ ชาติอย่างนี้
เป็นอันทรงตรัสถึงชาติในอดีต ๓๐๐๐ ชาติ.
ครั้นตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ ความว่า :- � “ ใจจดจ่ออยู่ในผู้ใด แม้จิตเลื่อมใสในผู้ใด บุคคลพึงคุ้นเคยสนิทสนม แม้ในผู้นั้น ทั้งๆ ที่ไม่เคยเห็นกันมาก่อน ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยสฺมึ มโน นิวีสติ ความว่า ใจจดจ่ออยู่ในบุคคลใด ผู้เพียงแต่เห็นกันเท่านั้น.
บทว่า จิตฺตญฺจาปิ ปสีทติ ความว่า อนึ่ง จิตย่อมเลื่อมใสอ่อนโยน ในบุคคลใด ผู้พอเห็นเข้าเท่านั้น.
บทว่า อทิฏฺฐปุพฺพเก โปเส ความว่า ในบุคคลแม้นั้น ถึงในยามปกติ จะเป็นบุคคลที่ไม่เคยเห็นกันเลยในอัตภาพนั้น.
บทว่า กามํ ตสฺมึปิ วิสฺสเส มีอธิบายว่า ย่อมคุ้นเคยกันโดยส่วนเดียวคือถึงความคุ้นกันทันที แม้ในบุคคลนั้น ด้วยอำนาจความรักที่เคยมีในครั้งก่อนนั่นเอง.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาอย่างนี้แล้ว ทรงสืบอนุสนธิ ประชุมชาดกว่า
พราหมณ์และพราหมณีในครั้งนั้น ได้มาเป็น พราหมณ์และนางพราหมณีคู่นี้ นั่นแล
ฝ่ายบุตรได้แก่ เราตถาคต นั่นเอง ฉะนี้แล.

**************

อโยธยา – สาเกต
พระเจ้าปเสนทิโกศล ขอเศรษฐีธนัญชัยไปอยู่แคว้นโกศล สร้างเมืองขึ้นใหม่ที่ลุ่มน้ำสรภูนี้ ซึ่งห่างจากเมืองสาวัตถีเพียง ๗ ประโยชน์เท่านั้น (๑๑๒ กิโลเมตร) พระพุทธองค์ และหมู่สงฆ์ผู้จาริกมากจากทิศทั้ง ๔ พระพุทธเจ้า เคยเสด็จมาและแสดงธรรมโปรดชาวเมืองสาเกต เป็นเมืองที่พระอานนท์ได้กราบทูลเสด็จดับขันธปรินิพพาน คือ สาวัตถี, ราชคฤห์, โกสัมพี, พาราณสี, นครจัมปา, และเมืองสาเกต ภิกษุชาวเมืองปาเฐยยรัฐ ๓๐ รูป วันเข้าพรรษามาบรรจบ เข้าพรรษา ณ อารามเมืองสาเกต อันเป็นปฐมเหตุแห่งผ้ากฐินทาน

พระควัมปติ – ประจำทิศพายัพ (ตะวันตกเฉียงเหนือ)
พระควัมปติ เป็นกลุ่มเพื่อนพระยสะ ตั้งแต่ครั้งยังเป็นฆราวาส และได้ออกบวชตาม พระกลุ่มนี้มี ๕๔ รูป แต่ที่ปรากฏชื่อและได้รับจัดเข้าเป็นพระอสีติมหาสาวกมีเพียง ๔ รูป คือ พระวิมละ พระสุพาหุ พระปุณณชิ และพระควัมปติ

พระควัมปติ เกิดในวรรณะไวศยะ ในตระกูลเศรษฐีแห่งเมืองพาราณสี แคว้นกาสี เมื่อท่านทราบว่า ยสะ ออกบวช ท่านและสหาย จึงพร้อมใจกันเดินทางไปหาพระยสะ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ด้วยความศรัทธา พระยสะได้พาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า หลังจากกราบทูลให้ทรงทราบถึงประวัติส่วนตัวของแต่ละท่านแล้วได้ทูลขอให้พระ พุทธเจ้าแสดงธรรมให้ฟัง พระพุทธเจ้าได้ตรวจดูอุปนิสัยแล้วก็ได้ทรงแสดงอนุปุพพิกถาและอริยสัจ ๔ ให้ฟังตามลำดับ เมื่อจบพระธรรมเทศนา ทั้ง ๔ ท่านก็ได้ดวงตาเห็นธรรมสำเร็จเป็นพระโสดาบัน ครั้นแล้วได้ทูลขอบวช พระพุทธเจ้าทรงบวชให้ด้วยวิธีบวชแบบเอหิภิกขุอุปสัมปทาอย่างที่ทรงประทานแก่ พระปัญจวัคคีย์
หลังจากบวชแล้ว พระพุทธเจ้ายังคงแสดงธรรมโปรดอยู่เนือง ๆ ไม่ช้าก็ได้บรรลุอรหัตผล และอยู่ในคณะพระธรรมจาริกรุ่นแรกที่พระพุทธเจ้าทรงส่งไปประกาศพระพุทธศาสนา ซึ่งมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด ๖๐ รูป พระควัมปติ คราวหนึ่งได้จำพรรษาอยู่ ณ ป่าอัญชนวัน เมืองสาเกตกับพระพุทธเจ้าและ พระภิกษุสามเณรจำนวนมากปรากฏว่า เสนาสนะไม่พอ พระภิกษุและสามเณรที่ไม่ได้เสนาสนะต้องพากันไปจำวัดตามหาดทรายชายฝั่งแม่น้ำ สรภูซึ่งอยู่ใกล้ ๆ วิหาร ตกเที่ยงคืนเกิดฝนตกน้ำหลาก พระเณรต้องหนีน้ำกันจ้าละหวั่น ความทราบถึงพระพุทธเจ้า พระองค์จึงทรง ใช้พระควัมปติให้ไปใช้ฤทธิ์กั้นสายน้ำช่วยพระและเณรที่กำลังเดือดร้อน ท่านไปตามพุทธบัญชาแล้วใช้พลังฤทธิ์กั้นสายน้ำไม่ให้ไหลมารบกวนพระและเณรอีก อยู่มาวันหนึ่งท่านกำลังนั่งแสดงธรรมให้เทวดาฟัง พระพุทธเจ้าทอดพระเนตรเห็น จึงตรัสสรรเสริญท่านว่า เทวดาและมนุษย์ต่างพากันนอบน้อมพระควัมปติ ผู้ใช้ฤทธิ์ห้ามแม่น้ำสรภูไม่ให้ไหล

พระควัมปติมิได้มีตำแหน่งเอตทัคคะ ทั้งนี้เพราะท่านมิได้ตั้งความปรารถนาตำแหน่งเอตทัคคะใด ๆ ไว้แต่อดีตชาติเช่นเดียวกับพระยสะ เพียงแต่ได้ตั้งจิตปรารถนาเพื่อการเป็นพระมหาสาวกไว้เท่านั้น

หลังพุทธกาล
สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช สักการะพุทธสถานนครสาเกต ได้สร้างพระอารามกุฏิสงฆ์พร้อมปักเสาหินพระบรมราชโองการประกาศธรรมไว้ ๑ ต้น
พระอัศวโฆษ เป็นชาวเมืองสาเกต แคว้นอโยธยา บุตรของนาสุวรรณเกษี ท่านเป็นบุตรพราหมณ์และรอบรู้พระเวทอย่างแตกฉาน เมื่อครั้งยังไม่ได้บวชเป็นพระภิกษุ ท่านมีความทะนงในความรู้ความสามารถของท่านมาก ได้เที่ยวท้าทายพระภิกษุให้วิสัชนา-ปุจฉาถึงข้อธรรมในศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธว่าศาสนาใดจะลึกซึ้งกว่า ปรากฏว่าไม่มีพระภิกษุรูปใดสามารถที่จะโต้อภิปรายกันท่านได้

ภารหลังพระปารศวะเถระเจ้า ทราบข่าวนี้จึงประกาศโต้อภิปรายกันท่าน ท่ามกลางมหาชนที่มาชุมนุมกัน และเหล่าราชาบดี อัศวโฆษทะนงความรู้ถึงกับกล่าวท้ายทายกันพระปราศวะเถระว่า หากตนแพ้จะตัดลิ้นตนทิ้งเสียหลังโต้อภิปรายแล้ว ผลปรากฏว่า อัศวโฆษได้แพ้แก่พระปารศวะเถระ แต่พระมหาเถระได้ขอร้องให้อัศวโฆษบวชเป็นพระภิกษุโดยมิต้องตัดลิ้นของตน อัศวโฆษก็ตกลง

หลังจากบวชเรียบร้อยแล้ว ก็พยายามศึกษาพระธรรมวินัยจนแตกฉาน มี่ชื่อเสียงในการเทศนาว่า ไพเราะจับใจเป็นที่ประทับใจของผู้ที่ได้รับฟังยิ่งนัก เดิมทีท่านอัศวโฆษอาศัยอยู่ในกรุงปาฏลีบุตร เมื่อเกิดสงครามระหว่างปาฏลีบุตรและพระเจ้ากนิษกะมหาราชแล้ว พระเจ้าปาฏลีบุตรยอมอ่อนน้อม และถูกปรับให้ชดใช้บรรณาการเป็นจำนวนทองถึง ๓ โกฎิ พระเจ้าปาฏลีบุตรได้นำของมีค่าคู่บ้านคู่เมืองมาใช้แทนทองดังกล่าวมีบาตรของพระพุทธเจ้าและของมีค่าอื่นๆอีกมาก แต่ก็ไม่พอกับจำนวนทองดังกล่าว ในที่สุดต้องยอมยกตัวอัศวโฆษรวมไปด้วย พระเจ้ากนิษกะจึงพอใจ แต่ข้าราชบริพารทั้งหลายของพระเจ้ากนิษกะต่างไม่พอใจที่รับตัวท่านอัศวโฆษมา เพราะเห็นว่าท่านมีค่าตัวสูงเกินไป เมื่อพระเจ้ากนิษกะทรงทราบเรื่องดังกล่าว พระองค์ต้องการให้ทุกคนประจักษ์ถึง คุณสมบัติของพระอัศวโฆษ จึงโปรดให้นำม้า ๗ ตัว มาอดอาหาร ๖ วันในวันที่ ๗ ทรงอาราธนาพระอัศวโฆษแสดงธรรมต่อหน้าพระองค์และที่ประชุมข้าราชบริพารตลอดจนถึงประชาชน ทั้งให้นำมา ๗ ตัวที่อดอาหารให้มาไว้ในที่ประชุมด้วย ท่านอัศวโฆษเริ่มแสดงธรรมเทศนาต่างๆ แล้วพระเจ้ากนิษกะทรงโปรดให้นำหญ้ามาให้ม้ากิน แต่ม้าที่อดอาหารมา ๖ วันกลับไม่สนใจหญ้านั้น คงยืนฟังธรรมจนน้ำตาไหล กิตติศัพท์ของพระอัศวโฆษจึงโด่งดังไปทั่ว เรื่องที่ท่านมีความสามารถแสดงจนสัตว์ชั้นเดรัจฉานก็ยังซาบซึ้ง และท่านก็ได้รับสมญานามว่า “พระอัศวโฆษ” ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

พระอัศวโฆษเป็นนักโต้วาทีที่มีความสามารถในการหาเหตุผลและยังเป็นนักกวีนิพนธ์ที่มีชื่อเสียง งานที่สร้างชื่อทางกวีได้แก่ พุทธจริต ซึ่งพรรณนาถึงพุทธประวัติ โดยบรรยายเป็นบทกาพย์ ซึ่งแต่งได้ไพเราะลึกซึ้งมาก ถึงกับได้รับยกย่องเป็นรัตนกวีชั้นเยี่ยม นอกจากนี้ยังมีกวีนิพนธ์อีกหลายต่อหลายเรื่องรวมทั้งพระสูตร และพระธรรมเทศนาของท่านอีกเป็นจำนวนมาก ในสมัยของพระอัศวโฆษ พระสูตรทางมหายานได้รับการขยายความเป็นจำนวนไม่น้อย แต่ยังปราศจากอิทธิพลเท่าที่ควร เพราะเป็นระยะแรกของการก่อตั้งนิกายมหายานอย่างเป็นทางการ สมัยพระเจ้ากนิษกมหาราช ประมาณ พ.ศ. ๖๓๐ พระองค์ทรงสละพระราชทรัพย์บำรุงอารามที่พำนักสงฆ์

อโยธยา เป็นเมืองเก่าแก่ในประเทศอินเดีย อยู่ในรัฐอุตตรประเทศ ชาวฮินดูเชื่อว่าพระรามเคยครองราชย์ที่เมืองนี้ อโยธยาตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำสรยุ ทุกปีในเดือนพฤศจิกายนซึ่งเป็นเดือนประสูติของพระรามและเดือนธันวาคมซึ่งเป็นเดือนที่พระรามอภิเษกกับนางสีดาจะมีชาวฮินดูมาแสวงบุญที่อโยธยา

ประมาณปี พ.ศ. ๑๕๐๐ เศษ 
ท่านดาบสตุลสีดาส ประพันธ์มหากาพย์เรื่อง รามายนะ สถาปนามหานครสาเกต เป็นเมืองอโยธยา มีราชาผู้ครองชื่อ ทศรถ พระโอรสนามว่าพระราม ที่เราทั้งหลายรู้จักกันในเรื่อง รามเกียรติ์ ชาวอินเดียจึงเชื่อว่าอโยธยา คือแผ่นดินที่ประสูติของพระราม

ประมาณ พ.ศ. ๑๗๐๐ เศษ 
กองทัพอิสลาม นำโดยกุดตับอุดดินไอบัค ยึดครองนครอโยธยา – สาเกต ทำลายล้างศาสนสถาน
ในปี พ.ศ. ๑๙๗๐ 
จักรพรรดิราชวงศ์โมกุล นามบาบาราชันย์ แห่งอิสลาม ได้สร้างมัสยิดชื่อบาบรี บนซากเนินดินเดิมของโบราณสถาน
ประมาณ พ.ศ. ๒๐๐๐ เศษ 
เครือจักรภพอังกฤษยกพลขึ้นบกปกครองอินเดียสำเร็จ ขับไล่กษัตริย์ชาวอิสลามออกนอกอาณาจักรทำให้ชาวฮินดู ประสงค์อยากได้อโยธยา กลับมาเป็นศาสนสถานของตนจึงเกิดพิพาทระหว่างฮินดูกับอิสลามเรื่อยมา
พ.ศ. ๒๔๙๐ อินเดียเป็นอิสรภาพจากอังกฤษ ความขัดแย้งแย่งเมืองศักดิ์สิทธิ์อโยธยา ระหว่างฮินดูกับอิสลาม
ปี พ.ศ. ๒๕๓๕ ชาวฮินดูหัวรุนแรง นักบวชนาคบาบา ทำการเผามัสยิดบาบรี เพื่อสร้างโบสถ์ถวายพระราม จึงนำไปสู่การจลาจลครั้งยิ่งใหญ่ระหว่างฮินดูกับมุสลิม จนมีผู้เสียชีวิตมากกว่า ๒,๐๐๐ คน
๓๐ กันยายน ๒๕๕๒ ศาลสูงเมืองลัคเนาว์เมืองหลวงของรัฐอุตรประเทศ (U.P.) ได้พิพากษา ก่อนการตัดสินคดี มีการเคลื่อนไหวทั่วอินเดีย รัฐบาลต้องเกณฑ์กำลังพลกว่า ๒๐๐,๐๐๐ นาย เพื่อ รักษาการณ์

*อ้างอิงจาก
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://www.84000.org/tipitaka/atita100/v.php…

เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ บรรทัดที่ ๕๗๓๐-๕๗๖๖ หน้าที่ ๒๓๙-๒๔๐.
http://www.84000.org/tipitaka/read/v.php…
อ่านเทียบพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาฯ :-
http://www.84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=19&siri=224
ศึกษาอรรถกถานี้ได้ที่ :-
http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=19&i=975
ศึกษาพระไตรปิฏกฉบับภาษาบาลีอักษรไทย :-
[975-982] http://www.84000.org/tipitaka/pali/pali_item_s.php…
อ่านอรรถกถาภาษาบาลีอักษรไทย :-
http://www.84000.org/tipitaka/atthapali/read_th.php…
The Pali Tipitaka in Roman :-
[975-982] http://www.84000.org/tipitaka/pali/roman_item_s.php…
The Pali Atthakatha in Roman :-
http://www.84000.org/tipitaka/atthapali/read_rm.php…
สารบัญพระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๙
http://www.84000.org/tipitaka/read/?index_19
อ่านเทียบฉบับแปลอังกฤษ Compare with English Translation :-
http://www.buddha-vacana.org/su…/samyutta/maha/sn48-043.html

http://www.bodhisikkhalai.com/ayodhyaya.php

http://www.dhammahansa.com/ayodhyaya.php

มีคลิปวิดีโอด้วยครับ
https://youtu.be/dFfQ14Gwzko

 

***************

มีคนถามว่าวันหนึ่งๆๆๆพระท่านทำอะไรบ้าง
กำหนดการในแต่ละวัน
03.00 น ตื่น ปฏิบัติกิจส่วนตัว รับน้ำร้อน
03.40 น ตั้งแถวเป็นแนว สวดมนต์ ยืนอธิฐานจิต กำหนดสติในอิริยาบทยืน พร้อมออกเดิน
04.00 น ประคองสติเป็นไปในกายออกเดิน ยาตรา
07.30 น พักฉันน้ำร้อน น้ำอุ่น
08.00 น ประคองสติเป็นไปในกายออกเดิน ยาตรา
10.30 น. รับบาตร เตรียมฉันภัตตาหาร
13.00 น ประคองสติเป็นไปในกายออกเดิน ยาตราจนถึงจุดพักนอน

หมายเหตุ: ทุกวัน เราไม่รู้จะหยุดฉันที่ไหน จะนอนที่ไหน คณะเราใช้ ระบบ วันต่อวัน ทุกวัน เดินที่ 40 – 50 กิโลเมตรต่อวัน

สำคัญ คือ กาย วาจา ใจเราถวายพระพุทธเจ้า

***************

อนึ่ง พุทธศาสนิกชนทุกท่านสามารถร่วมเป็นเจ้าภาพอุปถัมภ์พระภิกษุทุกรูปรูปในโครงการเพื่อไปธุดงค์จาริกธรรมด้วยการเดินเท้านมัสการสังเวชนียสถานทั้ง ๔ ตำบลในประเทศอินเดีย-เนปาลได้ที่

บัญชี”กองทุนครูพระธุดงค์พุทธภูมิ”
โอนผ่านบัญชีธนาคารกสิกรไทย
สาขา เจริญกรุง เลขที่ 018-3-80199-6

โดยร่วมเป็นเจ้าภาพตลอดการเดินทาง
รูปละ ๓๙,๙๙๙ บาท
และหรือตามกำลังบุญ
ทางไลน์ ID LINE : Kusinara989

****************

ร่วมบุญกุศลเป็นเจ้าภาพพระธุดงค์ได้ที่
ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
๑. พระศรีโพธิวิเทศ (สุพจน์ ปธ.๙) โทร +๙๗๗-๙๘๕-๑๐๖-๙๒๙๗ (เนปาล)
๒. พระครูปริยัติโพธิวิเทศ (คมสรณ์) โทร +๙๑-๙๙๓-๕๐๓-๐๖๙๖ (อินเดีย)
๓. พระครูนรนาถเจติยาภิรักษ์ (สมพงศ์) โทร +๙๑-๙๐๐-๕๐๐-๗๐๖๓ (อินเดีย)
๔. พระครูปลัดโพธิวงศ์วรวัฒน์ (ป้อม) โทร +๙๑-๗๗๖-๔๐๐-๐๙๕๙ (อินเดีย)
๕. พระครูศรีพัฒนวีราภรณ์ (อจ.ปราโมทย์) โทร ๐๙๖-๙๕๖-๙๒๓๕ (ไทย)

ทางไลน์ ID LINE : Kusinara989

ติดตามและช่วยแชร์ 1 บุญก่อเกิดศรัทธา
#กดถูกใจเพจ #ส่งแรงศรัทธา #ธุดงค์ยาตราพุทธภูมิอินเดีย – เนปาล #ธุดงค์ธรรมยาตรา #ธุดงค์ในอินเดีย เนปาล #ธุดงค์อินเดีย เนปาล #ธุดงค์

#ร่วมบุญกับงานกำกับพระธรรมฑูต
#ร่วมบุญกับกองงานพระธรรมฑูต
#อนุโมทนาบุญร่วมกับคณะสงฆ์ผู้ถือธุดงค์
#ชมชื่นบุญร่วมกัน
#แชร์บุญนี้ด้วยกัน
#มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งด้วยกัน
#มาบอกให้โลกรู้
#จงอาจหาญและพากเพียร
#โครงการธรรมยาตราตามรอยบาทพระศาสดาพุทธภูมิ อินเดีย เนปาล

คลิกดูอัลบัมภาพ ประจำวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๖๑