คัคนางค์ ยาวะประภาษ นำเสนอเรื่องภิกษุณีในไทยว่า แม้จะมีการเคลื่อนไหวดิ้นรนเพื่อให้เกิดการรื้อฟื้น “การบวชภิกษุณี” และการยอมรับภิกษุณีในสังคมไทย แต่กระนั้นการเคลื่อนไหวของคณะภิกษุณีและผู้สนับสนุนก็ไม่ได้เป็นแนวทางของสตรีนิยม (feminist) หากแต่เป็นการแสวงหาอิสรภาพในทางศาสนา

คณะภิกษุณีเข้าพบคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2560 (ที่มา: NHRC/แฟ้มภาพ)

14 พ.ย. 61 มีวงเสวนาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) เมื่อวันที่ 12 พ.ย. ที่ผ่านมาในชื่อ “สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์เสวนาครั้งที่ 5” ที่ ณ ห้องบรรยายโครงการปริญญาเอก ชั้น 4 ตึกสังคมสงเคราะห์ศาสตร์

หนึ่งในหัวข้อที่น่าสนใจ คือหัวข้อเสวนาของอาจารย์ ดร. คัคนางค์ ยาวะประภาษ อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เธอยกประเด็นของการรื้อฟื้นภิกษุณีในสังคมไทยด้วยหัวข้อ “Redefining Thai Tradition: Thai Bhikkhuni (female Buddhist monks) and Women Empowerment” คัดนางค์อธิบายถึงปูมหลังของกระแสภิกษุณีรอบใหม่ที่เกิดขึ้น ประเด็นความไม่เท่าเทียมทางเพศที่แฝงอยู่ในคติด้านศาสนาของสังคมไทย ทัศนคติต่อเพศของบรรดาภิกษุณี รวมถึงการรวมตัวเป็นกลุ่มก้อนของภิกษุณีในไทย

ช่วงต้นการนำเสนอคัคนางค์ ได้เกริ่นถึงพื้นที่ทางจิตวิญญาณซึ่งไม่เท่ากันระหว่างเพศหญิงและเพศชายในกรอบของพระพุทธศาสนา ซึ่งเนื้อหาส่วนใหญ่ก็เป็นสิ่งที่เห็นได้ทั่วไปในสังคมไทย แต่ไม่ค่อยจะมีใครวิพากษ์ ด้วยถือกันว่าเป็นเรื่องที่ยอมรับได้

โดยเธอได้เสนอในส่วนนี้ว่า ในการเป็นพระ ซึ่งเป็นสถานะที่มีตำแหน่งทางสังคม ได้รับการนับถือ อีกทั้งยังมีความสำคัญในแง่ของที่เป็นแหล่งที่จะสร้างบุญให้แก่คนธรรมดาทั่วไปได้ แม้ว่าในธรรมวินัยจะมีช่องทางให้ผู้หญิงสามารถก้าวเข้าสู่สถานะพระได้เสมอเหมือนผู้ชาย แต่ในท้ายที่สุดสังคมไทยก็ไม่อนุญาตให้มี สถานะทางศาสนาที่สังคมส่วนใหญ่จัดสรรไว้ให้คือ แม่ชี ซึ่งในความเป็นจริงแล้วก็ไม่ได้มีคุณสมบัติสูงเท่าพระแต่อย่างใด พวกเธอทำได้แค่นุ่งขาวห่มขาวและดำรงตนอยู่ตรงกลางระหว่าง การเป็นฆราวาสและการเป็นนักบวช

คัคนางค์ได้อธิบายต่อไปว่า สถานะภิกษุณีสูญหายมานานแล้ว และเป็นอย่างนี้จนประมาณปี 2543 เมื่อมีคนไทยคนแรกได้บวชเป็นภิกษุณีที่ประเทศศรีลังกา กระแสภิกษุณีก็เริ่มเติบโตขึ้นมานับแต่นั้น โดยในปัจจุบันมีการก่อตั้งเป็นสำนักภิกษุณี และมีการบวชให้ผู้ที่สนใจจะเดินตามเส้นทางแห่งภิกษุณีเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ในสังคมไทยก็ยังคงถกเถียงกันถึงความถูกต้องของสถานะภิกษุณี เพราะไม่เพียงปัญหาที่ภิกษุณียังไม่ได้รับการยอมรับจากคณะสงฆ์กลุ่มหลักในประเทศแล้ว ความถูกต้องในแง่พระวินัยยังเป็นประเด็นปัญหาที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง ตามตัวบทของพระศาสนานั้น การจะบวชเป็นภิกษุณีได้ จำเป็นต้องทำพิธีจากทั้งภิกษุและภิกษุณีนิกายเถรวาท อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุที่ในช่วงแรกไม่มีภิกษุณีนิกายเถรวาท จึงได้ขอความช่วยเหลือจากภิกษุณีนิกายมหายาน จนเกิดเป็นประเด็นปัญหาว่าถูกต้องหรือไม่? ที่ให้นักบวชจากนิกายที่ต่างกันทำพิธีให้

ทั้งนี้การรื้อฟื้นสถานะภิกษุณีนั้น คัคนางค์เสนอว่า คณะภิกษุณีมองว่าคณะของพวกเขาหาได้เป็นนักสตรีนิยมไม่ เพศชายหญิงและสตรีนิยมนั้นเป็นเรื่องทางโลก ถ้ายังยึดและเดินตามทางแบบนี้ก็แสดงว่ายังไม่เข้าถึงพระธรรม เป้าหมายที่พวกท่านบวชเป็นภิกษุณีนั้น ส่วนมากถ้าไม่ตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ในแบบที่ผู้ชายก็สามารถบวชเป็นพระได้ ก็เป็นไปเพื่อเข้าถึงความสุขขั้นสูงสุดที่เรียกว่า “นิพพาน”

คัคนางค์ วิเคราะห์ด้วยว่าการรื้อฟื้นสถานะภิกษุณีในสังคมไทย ไม่ใช่เป็นการเรียกร้องสิทธิสตรี และไม่ใช่การต่อต้านหรือต่อสู้แต่อย่างใด หากแต่เป็นความพยายามที่จะเข้าถึงอิสรภาพทางจิตวิญญาณตามแนวทางของศาสนา เป็นการข้ามผ่านเรื่องของเพศไปสู่สถานะนักบวชที่พร้อมจะเดินต่อเพื่อไปสู่ความหลุดพ้น

ด้านผู้สื่อข่าวได้สอบถามเพิ่มถึงประเด็นการสึก เพราะเป็นหนึ่งในตัวเลือกทางศาสนาที่ทำให้นักบวชกลับมาเป็นคนธรรมดาได้ คัคนางค์ตบคำถามเพิ่มเติมว่า โดยส่วนใหญ่ภิกษุณีจะไม่สึก เพราะกระบวนการในการบวชนั้นซับซ้อนพอที่จะพิสูจน์ความตั้งใจระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม บางรายที่ยังมีปัญหาครอบครัวก็อาจจะสึกไป

สำหรับการเสวนา “สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์เสวนาครั้งที่ 5” ครั้งนี้เป็นความร่วมมือกันระหว่าง คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และ institut de recherche sur l’asie du sud-est contemporaine (Irasec) โดยประเด็นที่จะเสวนานั้นจะเน้นไปที่ประเด็นสตรีศึกษา

source :- https://prachatai.com/journal/2018/11/79621