โดยหลักแห่งพุทธฯ

– การทำจิตให้ผ่องแผ้ว (สจิตฺตปริโยทปนํ) …มุ่งหมายเอา การได้สำเร็จอรหัตตผล ผู้ที่สำเร็จเป็นพระอรหันต์เท่านั้น ชื่อว่ามีจิตที่ผ่องแผ้ว..เพราะไม่มีอนุสัยกิเลสเกิดได้อีก นั่นแล ชื่อว่ามีจิตผ่องแผ้วบริสุทธิ์…//
– การทำกุศลให้ถึงพร้อม (กุสลสฺสูปสมฺปทา)…มุ่งหมายเอา กุศลคืออรหัตตมรรคจิต ให้เกิดขึ้น (มรรค เป็นกุศล, ผล คือผลจิต เป็นวิบาก)
– ส่วนการไม่ทำบาปทั้งปวง (สพฺพปาปสฺส อกรณํ)…มุ่งหมายเอาตั้งแต่ ศีล …มีศีล จัดว่าไม่ก้าวล่วงบาปทางกาย วาจา, การมีสมาธิ ไปจนถึงได้ฌาน (รูปาวจรจิต, อรูปาวจรจิต) ชื่อว่า ไม่ทำบาปทางใจ คือไม่ก้าวล่วงอกุศลกรรมบถทางใจ //

ในระดับโลกียฌาน หมายถึงปุถุชนที่ได้รูปฌาน อรูปฌาน …..แม้จิตจะปราศจากนิวรณ์ ๕ ซึ่งเป็นปริยุฏฐานกิเลส, แต่ก็ยังมีอนุสัยกิเลสอยู่ จิตจึงผ่องแผ้วแบบวิกขัมภณะ คือ ข่มกิเลสไว้ได้เท่านั้น ไม่ได้ตัดขาดอนุสัยกิเลส… ในระดับนี้ จัดว่าจิตมีความผ่องใส หรือผ่องแผ้วในระดับหนึ่งเท่านั้น แต่ยังไม่บริสุทธิ์หมดจด… อุปมาเหมือนน้ำในแก้วที่ใส แต่ความใสนั้นเป็นเพราะตะกอนต่าง ๆ ทั้งหมด ไปนอนอยู่ที่ก้นแก้ว เราจึงมองเห็นน้ำใส แต่จะถือว่าน้ำนั้นบริสุทธิ์แท้จริงยังไม่ได้ เพราะยังมีตะกอนอยู่ด้านล่าง และอาจจะยังมีเชื้อโรค เชื่อแบคทีเรีย…ต่าง ๆ ที่มองไม่เห็น ปะปนอยู่ในน้ำนั้นได้ …เพียงแค่น้ำใส จะบอกว่าน้ำนั้นบริสุทธิ์แท้จริง ยังไม่ได้ฉันใด…. จิตของปุถุชนแม้ได้รูปฌาน อรูปฌาน จิตผ่องใสปราศจากนิวรณ์ ๕ ปราศจากปริยุฏฐานกิเลส  แต่ก็ยังถือว่าจิตนั้นยังไม่บริสุทธิ์ เพราะยังมีอนุสัยกิเลส นอนเนื่องอยู่ในขันธ์สันดานอยู่ เหตุเพราะยังไม่สามารถทำอรหัตตมรรคให้เกิดขึ้น…คือยังไม่ถูกอรหัตตมรรคกำจัดนั่นเอง

– ในขณะแห่งอรหัตตมรรคจิตเกิด ขณะนั้นเรียกว่า “ทำกุศลให้ถึงพร้อม” เพราะไม่มีกุศลอะไรที่เรียกว่า “ถึงพร้อม” อย่างอรหัตตมรรคกุศลอีกแล้ว
– หลังจากอรหัตตมรรคจิตดับลง อรหัตตผลจิตเกิดขึ้นติดต่อกัน … ขณะน้้น จิตนั้นชื่อว่า ผ่องแผ้ว, บริสุทธิ์สมบูรณ์
– และต่อแต่นั้นไป ผู้นั้นจัดว่าเป็นพระอรหันต์ โดยภาวะ จัดว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ เหตุเพราะไม่มีอนุสัยกิเลสเกิดขึ้นได้อีกต่อไป…

แม้หากจะมีผู้ใด อธิบายว่า

– จิตผ่องแผ้ว ก็คือจิตที่ประกอบด้วยฌาน คือ ฌาน ๔ ตามนัยพระสูตร, หรือฌาน ๕ ตามนัยอภิธรรม [บางทีก็เรียก สมาบัติ ๘ บ้าง ซึ่่งก็คือ รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ นั่นเอง]
แต่คำว่า “จิตที่ได้ฌาน หรือเป็นฌานจิต” ในที่นี้ ควรมุ่งหมายเอาฌานที่อยู่ในอรหัตตมรรค-ผลจิต ไม่ควรมุ่งหมายเอาฌานจิต ที่เป็นโลกียะฌาน (คือฌานที่ในรูปาวจรจิต , หรือในอรูปาวจรจิต) ซึ่งยังเจือด้วยอนุสัยกิเลสอยู่ อันเกิดแก่ปุถุชน …

เพราะเวลาอรหัตตมรรคจิตเกิดขึ้น,  อรหัตตมรรคจิตนั้นประกอบด้วยองค์ฌานทั้ง ๕ (วิตก วิจาร ปีติ เวทนา เอกัคคตา) ที่มีกำลังอยู่แล้ว มรรคจิต ผลจิต จึงเป็นฌานจิตโดยอัตโนมัติ

อีกอย่างหนึ่ง มรรคจิตทั้งหมด เป็นอัปปนาชวนะ เพราะฉะนั้น สมาธิ คือเอกัคคตาในมรรคจิต จึงเป็นอัปปนาสมาธิด้วย
สมาธิที่ในมรรคจิต จึงเป็นโลกุตรสมาธิ เพราะมรรคจิต ผลจิต เป็นโลกุตตรธรรม
อัปปนาสมาธิ พร้อมด้วยองค์ฌานอย่างอื่น (วิตก,วิจาร,ปีติ เวทนา) นั่นแล เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ฌาน, หรือองค์ฌาน”, ฌานในโลกุตตรจิต เรียกว่า “โลกุตตรฌาน”

อีกอย่างหนึ่ง

องค์มรรค ๓ คือ “สัมมาวายามะ ความเพียรชอบ, สัมมาสติ ความระลึกชอบ, สัมมาสมาธิ ความตั้งใจมั่นชอบ” // ทั้งหมดจัดเข้าในหมวดของ “สมาธิขันธ์” (กองแห่งสมาธิ) ธรรม ๓ ประการนี้ จึงถูกเรียกว่า “โลกุตตรสมาธิ” โดยปริยาย ด้วยอำนาจแห่งมรรคจิต ผลจิต ซึ่งเป็นโลกุตตรธรรม… เพราะธรรม ๓ ประการนี้ เป็นเจตสิกธรรม ประกอบอยู่ในมรรคจิต-ผลจิตนั่นเอง //

หมายเหตุ 

โดยส่วนตัวของผู้เขียนบทความนี้ เห็นว่า…

การอธิบายหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าในลักษณะที่เป็น หัวใจของพุทธศาสนา นั้น จะอธิบายด้วยเหตุผลที่ตื่น ๆ ในระดับโลกียะ ไม่ได้ … ต้องอธิบายให้เข้าถึงแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา คือเข้าถึงโลกุตตรธรรม อันเป็นอันติมะ เป็นจุดมุ่งหมายอันสูงสุดของพุทธศาสนาเลยทีเดียว

โดยการอธิบายนั้น จะต้องเป็นไปตามลำดับ จะต้องมีความชัดเจน ทั้งส่วนที่เป็น ศีล สมาธิ ปัญญา… ทั้งส่วนที่เป็นโลกียะ โลกุตตระเลยทีเดียว

==================

VeeZa

๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒