ข้อสังเกตเกี่ยวกับอนุสัยกิเลส ในความหมายที่ว่า “มีอยู่โดยฐานะที่ยังละไม่ได้”

– หากคำว่า “อนุสัยกิเลส” หมายถึงกิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน, นอนเนื่องอยู่ในความสืบต่อแห่งนามรูป ที่ยังละไม่ได้ //
หากถือเอาตรงคำว่า “มีอยู่โดยฐานะที่ยังละไม่ได้” เพียงแค่นี้ ก็ทำให้เกิดความคิดว่า กิเลสที่ยังละไม่ได้ทั้งหมด ก็ต้องถือว่าเป็น “อนุสัย”
– กิเลสที่ปุถุชนยังละไม่ได้ ก็ต้องถือว่าเป็น “อนุสัย”
– กิเลสที่พระโสดาบัน- พระสกทาคามี, พระอนาคามี ที่ยังละไม่ได้… ก็ต้องถือว่า เป็น “อนุสัย”

จะเห็นได้ว่า ถ้ายึดตรงคำว่า “มีอยู่โดยฐานะที่ยังละไม่ได้” ตรงนี้ … ก็ควรถือเอากิเลสทั้งหมด หรือถือเอาอกุศลเจตสิกทั้ง ๑๔ ดวง ที่ปุถุชนและพระเสกขบุคคล ยังละไม่ได้…ตามสมควรแก่ฐานะของตน ๆ ว่าเป็น “อนุสัย” ไม่ควรจะหมายเอาเพียงแค่อนุสัยองค์ธรรม ๖ ที่ท่านแสดงไว้ในอกุศลสังคหะ

# อีกประการหนึ่ง ในอกุศลสังคหะที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงนั้น เป็นการแสดงคล้าย ๆ กับการแสดงในพระสูตร มิใช่เป็นลักษณะการแสดงตามนัยแห่งอภิธรรมแท้ ๆ คือทรงแสดงตามสมมติโวหารของชาวโลก, แสดงในลักษณะให้ต้องให้เข้ากันกับอัธยาศัยของเวไนยสัตว์ คือ เป็นโวหารที่ใช้กันในทางโลก เช่น แสดงอกุศลบางอย่างว่าเป็น…
– อาสวะ บ้าง เพราะเป็นดุจเครื่องหมักดอง
– โอฆะ บ้าง เพราะเป็นดุจห้วงน้ำ อุปมาดุจห้วงน้ำใหญ่
– โยคะ บ้าง เพราะเป็นดุจเครื่องประกอบ คือประกอบสิ่งสองสิ่งให้ติดกัน….
……ฯลฯ……….
– กิเลส บ้าง เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้สัตว์เศร้าหมอง

จะเห็นได้ว่า การแสดงแบบนี้ เป็นการแสดงตามอัธยาศัยของเวไนยสัตว์….ทรงเปรียบอกุศล คือ โลภะ…เป็นต้น ให้เป็นไปในลักษณะต่าง ๆ เช่น เป็น อาสวะ,โอฆะ,โยคะ,คันถะ…..กิเลส
เป็นการแสดงแบบโวหาร แสดงแบบคล้อยตามอัธยาศัยของเวไนยสัตว์นี้….จึงเป็นการแสดงแบบยังมีส่วนเหลือ อวเสสา, หรือ สำนวนอภิธรรมเรียกว่า “สัปปเทส” คือแสดงไม่ครอบคลุมครบถ้วนทั้งหมด นั่นเอง….

# เมื่อว่าโดยนัยประมัตถ์ ตามหลักของอภิธรรมแล้ว….อกุศลเจตสิกทั้งหมด ย่อมจัดเป็นกิเลสได้ทั้ง ๓ ลักษณะ คือ
๑. เป็นอนุสัยกิเลส (เพราะเป็นกิเลสที่นอนเนื่องในขันธสันดาน และเป็นกิเลสที่ปุถุชน และพระเสกขบุคคล ยังละไม่ได้)
๒. เป็นปริยุฏฐานกิเลส (เพราะเป็นกิเลสที่ขึ้นสู่วิถี เข้าลักษณะกาลทั้ง ๓ อุปปาทะ,ฐีติ,ภังคะ
๓. เป็นวีติกกมกิเลส เพราะเป็นกิเลสที่ทำให้ละเมิดศีล, เป็นกิเลสที่ประกอบในขณะล่วงศีล หรือล่วงอกุศลกรรมบถ, หรือเป็นกิเลสที่ทำให้ก้าวล่วงพุทธอาณา ที่เรียกว่า อาณาวีติกกมกิเลส (ก้าวล่วงสิกขาบทที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้)
สรุปแล้ว อกุศลเจตสิกทั้ง ๑๔ ดวงนั่นแหละ แปรสภาพไปต่าง ๆ ๓ ระดับ ดังกล่าวมาแล้ว…

(ทั้งหมด เป็นความเห็นส่วนตัว โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม)

===================

VeeZa

๑๓ เมษายน ๒๕๖๒