คำว่า “โลก” ตามรูปศัพท์ มีความหมายดังนี้ คือ

– สิ่งที่จะต้องพินาศไป / วิ. ลุชฺชติ ปลุชฺชตีติ โลโก สิ่งใด ย่อมพินาศ คือสลายไป สิ่งนั้นชื่อว่า “โลก” (ลุช ธาตุ ในความพินาศ, ณ ปัจจัย, พฤทธิ์ อุ เป็น โอ, แปลง ช เป็น ก )
– สิ่งที่จะต้องย่อยยับไป / วิ. ลุจฺจติ ปลุจฺจตีติ โลโก สิ่งใด ย่อยย่อยยับไป, สิ้นไป สิ่งนั้น ชื่อว่า “โลก” (ลุจ ธาตุ ในความหมายว่า ย่อยยับ, อ ปัจจัย, พฤทธิ์ อุ เป็น โอ, แปลง จ เป็น ก)

# นัยหนึ่ง โลก แปลว่า “ตัวตน, ร่างกาย”
วิ. โลกียติ ทิสฺสตีติ โลโก สิ่งใดอันเขาเห็นอยู่, หรือปรากฎอยู่, สิ่งนั้น ชื่ว่า “โลก” (โลก ธาตุ ในความหมายว่า เห็น, ปรากฎ, อ ปัจจัย)
วิ. โลกติ ปติฏฺฐหติ เอตฺถ ปุญฺญปาปํ ตพฺพิปาโก จาติ โลโก (ร่างกาย,จิตใจ) ที่เป็นที่ตั้งของบุญและบาป ชื่อว่า โลก, (โลก ธาตุ ในความหมายว่า ตั้ง)

# นัยหนึ่ง คำว่า “โลก” แปลว่า “มืด” ตรงข้ามกับคำว่า “อาโลก” ซึ่งแปลว่า แสงสว่าง (โลก ที่แปลว่า มืด พอเอา อา อุปสรรค กลับความ ไปวางข้างหน้า จากมืด ก็กลายเป็นสว่าง) เช่นคำว่า “อาโลกกสิณ กสินคือแสงสว่าง”

——————–

คำว่า “โลก” (โลก, ปุงลิงค์) มีการแบ่ง และให้ความหมายเป็นหลายนัย คือ

# แบ่งออกเป็น ๒ อย่างก่อน (เหมือนคำว่า “ภูมิ”) คือ
๑. โลก ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ ใน ๓๑ ภูมิ (กามโลก, รูปโลก, อรูปโลก)
๒. โลก คือชั้นของจิต ที่ถูกกำหนดด้วยตัณหา ๓ (กามตัณหา,รูปตัณหา,อรูปตัณหา) เรียกว่า กามาวจรจิต,รูปาวจรจิต,อรูปาวจรจิต // และชั้นแห่งจิตที่ไม่ถูกกำหนดโดยตัณหา ๓ เรียกว่า “โลกุตตรจิต”

# แบ่งเป็น ๓ คือ

๑. โอกาสโลก, โลก หรือภพภูมิ อันเป็นที่อยู่ของหมู่สัตว์

๒. สังขารโลก, ได้แก่ ธรรม ที่ ตรัสไว้ในประโยค เป็นต้น ว่า…

– โลก ๑ ได้แก่ สัตว์ทั้งปวง ดำรงอยู่ได้ด้วยอาหาร.
– โลก ๒ ได้แก่ นามและรูป
– โลก ๓ ได้แก่ เวทนา ๓
– โลก ๔ ได้แก่ อาหาร ๔
– โลก ๕ ได้แก่ อุปาทานขันธ์ ๕
– โลก ๖ ได้แก่ อายตนะภายใน ๖
– โลก ๗ ได้แก่ วิญญาณฐิติ ๗
– โลก ๘ ได้แก่ โลกธรรม ๘
– โลก ๙ ได้แก่ สัตตาวาส ๙
– โลก ๑๐ ได้แก่ อายตนะ ๑๐
– โลก ๑๒ ได้แก่ อายตนะ ๑๒
– โลก ๑๘ ได้แก่ ธาตุ ๑๘

๓. สัตวโลก โลกคือหมู่สัตว์ เป็นที่ปรากฏ หรือเป็นเครื่องหมายให้เห็น บุญและบาป, ผลแห่งบุญและบาป // หมายความว่า “ถ้าไม่มีหมู่สัตว์ใน ๓๑ ภูมิ ก็ไม่ทราบชัดว่า ผลของบุญและบาปนั้น มันเป็นอย่างไร… เพราะมีหมู่สัตว์ กำเนิดของสัตว์ในภพภูมิต่าง ๆ แล จึงทำให้เข้าใจบุญบาปและผลของบุญบาปได้ชัดเจน…ฯ
(ปุญฺญานิ ปรโลกสฺมึ ปติฏฺฐา โหนฺติ ปาณินํ)

อีกประการหนึ่ง โลกคือ หมู่สัตว์ ก็เป็นเครื่องหมายให้อนิจจัง ความไม่เที่ยง, ทุกขัง…..หรือ ชาติ ชรา มรณะ โสกปริเทว…ปรากฏได้ชัดเจนแก่พระโยคีบุคคล… อย่างที่พุทธองค์ทรงว่า “สัตวโลก ตรัสไว้ในประโยคมีอาทิว่า โลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง”

“เอถ ปสฺสถิมํ โลกํ จิตฺตํ ราชรถูปมํ
ยตฺถ พาลา วิสีทนฺติ นตฺถิ สงฺโค วิชานตํ”

สูทั้งหลาย จงมาดูโลกนี้ อันตระการดุจราชรถ
ที่พวกคนเขลาหมกอยู่ แต่พวกผู้รู้หาข้องอยู่ไม่
(คาถาในวิชา “ธรรมวิจารณ์ น.ธ.เอก”)

(นอกจากนี้ คำว่า “โลก” ยังมีความหมายอย่างอื่น ๆ อีกมาก…ไม่ขอกล่าวในที่นี้)