คำแนะนำเมื่อไปฟังสวดพระอภิธรรมถวายพระราชกุศล

———————–

ผมไปฟังสวดพระอภิธรรมถวายพระราชกุศลทุกคืน รู้สึกปีติที่ยังไม่มีเหตุขัดข้องอันจะทำให้ไม่ได้ไปหรือไปไม่ได้

หวังใจว่าจะราบรื่นตลอดเวลาหนึ่งเดือน และตลอดไป

ในการฟังสวดนั้น ผมเชื่อว่าผู้ฟังส่วนมากมีอาการเดียวกันคือ “ฟังไม่รู้เรื่อง”

จึงขออนุญาตเสนอแนะเคล็ดลับในการฟังสวดพระอภิธรรม-ในฐานะญาติมิตรผู้ปรารถนาดีต่อกัน

—————–

เบื้องต้น ขอให้เข้าใจว่า การฟังสวดพระอภิธรรมในงานศพนั้น ท่านว่าไม่ได้ฟังเพื่อให้รู้เรื่องอย่างที่มักจะเรียกร้องกัน

ฟังสวดพระอภิธรรม ท่านว่าฟังเพื่อเจริญสมาธิ

หากต้องการรู้เรื่อง หรือเพื่อเจริญปัญญา ท่านให้ฟังเทศน์

เมื่อจับเจตนารมณ์ได้ดังนี้แล้ว ขอให้ตั้งอารมณ์ว่าเราจะเจริญสมาธิตลอดเวลาที่พระสงฆ์สวดพระอภิธรรม ทั้งนี้โดยใช้สติกำกับ

วิธีการก็คือ ตั้งแต่พระสงฆ์เริ่มสวด ให้เอาสติ “สะกดรอย” ตามเสียงที่พระสวดไปทุกพยางค์ คือทุกๆ คำสวด

เช่นพระท่านสวดว่า นะโม ตัสสะ
ก็ส่งสติกำกับติดไปกับเสียง นะ-โม ตัส-สะ ให้รู้ทันทุกคำ

พระท่านสวดว่า กุสะลา ธัมมา
ก็ส่งสติกำกับติดไปกับเสียง กุ-สะ-ลา ทำ-มา ให้รู้ทันทุกคำเรื่อยไปตั้งแต่ต้นจนจบ

หากใจคิดไปถึงเรื่องอื่น ก็ให้รู้ตัวว่ากำลังคิดเรื่องอื่น แล้วหน่วงเหนี่ยวให้กลับมาจดจ่ออยู่กับเสียงพระสวดต่อไปอีก

เสร็จแล้วลองประเมินผลดู สมมุติว่า ตั้งแต่นะโม ไปจนจบพระอภิธรรมทั้ง ๗ บท มีจำนวนคำที่พระท่านสวดออกมา ๕๐๐ คำ

เราใช้สติสะกดรอยไปได้กี่คำ

สมมุติว่าสติสะกดรอยไปได้ครบทั้ง ๕๐๐ คำ
นั่นคือเราได้ถวายพระราชกุศล ๕๐๐

ถ้าจิตแล่นไปที่อื่นมาก สติสะกดได้ ๒๕๐ คำ
เราก็เหลือพระราชกุศลถวายเพียง ๒๕๐

ถ้าสติกำกับไม่ได้เลยสักคำ
เราก็ไม่มีกุศลจะถวาย

ระลึกไว้อย่างนี้ก็ดีไปอย่าง คือจะได้กระตือรือร้นตั้งสติให้ดีขึ้น เพราะถ้าประมาท เราอาจไม่มีอะไรถวายพระราชกุศลเลยสักคืนก็ได้

—————–

แต่เฉพาะพระอภิธรรมบทสุดท้าย ที่ชื่อ “ปัฏฐาน” (ปัด-ถาน ไม่ใช่ ปัด-ตะ-ถาน) ขึ้นต้นว่า เหตุปัจจะโย (เห-ตุ-ปัด-จะ-โย) ขอแนะนำให้ใช้วิธีพิเศษต่างจากบทอื่นๆ

คือให้กำหนดนับว่า พระท่านสวดคำว่า “ปัจจะโย” กี่ครั้ง

ถามสั้นๆ ว่า บทนี้มีกี่-โย

จบแรกนับได้กี่-โย
จบที่สอง นับได้กี่-โย

ถ้านับได้ครบ จะต้องเท่ากันทุกจบ
ถ้าแต่ละจบนับ-โย ได้ไม่เท่ากัน
แปลว่าสติพร่องไปแล้ว ต้องพยายามใหม่

……………

ถ้าสามารถนับได้ครบแล้ว ก็ให้พัฒนาต่อไปด้วยการกำหนดว่า -โย ที่เท่าไรเป็นอะไร-โย

เช่น –โยที่ ๒ เป็น “อารัมมะณะปัจจะโย”
-โยที่ ๑๐ เป็น “ปุเรชาตะปัจจะโย”
-โยที่ ๑๕ เป็น “อาหาระปัจจะโย”

แล้วเทียบกันดูว่า นับไปแต่ละจบ -โย ที่เท่าไรเป็นอะไร-โย ตรงกันหรือเปล่า

ถ้าจบแรก โยที่ ๑๐ เป็น “ปุเรชาตะปัจจะโย”
แต่จบที่สอง โยที่ ๑๐ ไม่ใช่ “ปุเรชาตะปัจจะโย” แต่เป็น-โยอื่น
ก็แปลว่าสติพร่องอีกแล้ว ต้องพยายามใหม่

วิธีนับ-โย นี้ ผู้ที่เคยนำไปใช้บอกว่า “สนุกดี”

ถ้าฝึกจนชำนาญแล้ว รับรองว่า ฟังพระอภิธรรมบทที่ ๗ ได้คะแนนเต็ม คือนับตามเสียงพระสวดไปได้อย่างรื่นไหล

พอจบ-โยนี้ จะกำหนดรู้ได้ล่วงหน้าว่าต่อไปจะเป็นอะไร-โย

นั่นแปลว่า จิตของเรามีสติอยู่เต็มทุกขณะ

ถ้าขยายอาการเช่นนี้ให้เกิดขึ้นได้ในบทอื่นๆ ด้วย ก็จะเป็นมหากุศลยิ่งนัก

แล้วน้อมนำมหากุศลที่เกิดจากการฟังสวดพระอภิธรรมด้วยวิธีการเช่นนี้ “ถวายพระราชกุศล” แด่พระองค์ท่าน

ถ้ายังไม่มีวิธีอื่น ขอเสนอให้ญาติมิตรลองเอาวิธีฟังสวดพระอภิธรรมที่เสนอแนะนี้ไปทดลองทำดู

หวังว่าเมื่อไปฟังสวดพระอภิธรรมถวายพระราชกุศล เราจะมีพระราชกุศลถวายพระองค์ท่านกันคนละมากๆ นะครับ

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย
๒๔ ตุลาคม ๒๕๕๙
๑๒:๒๘