ค่านิยม ๑๒ ประการของ คสช. หรือจะสู้ วีรธรรม ๑๔ ข้อ ของจอมพล ป. พิบูลสงคราม มีอะไรบ้างมาดูกัน

๑. ไทยรักชาติยิ่งกว่าชีวิต
๒. ไทยเป็นนักรบชั้นเยี่ยม
๓. ไทยเป็นชาติขยันในการกสิกรรม
๔. ไทยเป็นชาติชอบอยู่ดีกินดี
๕. ไทยเป็นชาติชอบแต่งตัวดี
๖. ไทยเป็นชาติปากกับใจตรงกัน
๗. ไทยเป็นชาติรักความสงบ
๘. ไทยเป็นชาติบูชาพุทธศาสนายิ่งชีพ
๙. ไทยเป็นชาติยกย่องเด็กและผู้หญิง
๑๐. ไทยเป็นชาติว่าตามกันและตามผู้นำ
๑๑. ไทยเป็นชาติเพาะปลูกไว้กินเอง
๑๒. ไทยเป็นชาติดีต่อมิตรที่ดีและร้ายที่สุดต่อศัตรู
๑๓. ไทยเป็นชาติที่ซื่อสัตย์และกตัญญู
๑๔. ไทยเป็นชาติสะสมมรดกไว้ให้แก่ลูกหลาน

ว่ากันว่า การดำเนินชีวิตของคนไทยในสมัยสร้างชาติของรัฐบาลจอมพล ป. เต็มไปด้วยความวุ่นวายสับสน เพราะต้องเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตประจำวันที่เคยปฏิบัติสืบกันมา ตั้งแต่รู้ตัวว่าเกิดมาเป็นคนไทย ให้เข้าตามกรอบซึ่งผู้นำเป็นผู้กำหนด

เช่น การพูดจาที่เคยพูดกันถนัดปากแสดงอารมณ์ตามธรรมชาติมีคำว่า มึง อั๊ว ลื้อ ข้าเอ็ง ถูกห้ามใช้ ให้ใช้คำ ฉันและท่าน ส่วนคำปฏิเสธที่เคยใช้ เออ อือ ฮื่อ ฮ่า ถูกห้าม กำหนดให้ใช้เพียงคำว่า จ้ะ และ ไม่ หรือ ครับ ค่ะ และ เปล่า เป็นต้น ตามคำขวัญที่โฆษณากันครึกโครมในสมัยนั้นว่า “จงพร้อมใจ ใช้คำ ฉัน ท่าน จ้ะ ไม่ ขอบใจ และขอโทษ”

หนึ่งในนโยบายวัฒนธรรมของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่เป็นที่กล่าวขานกันมาก นั่นก็คือ การสวมหมวก ดั่งคำพูดของท่านที่ว่า ผู้ที่จะได้ชื่อว่าเป็นคนมีวัฒนธรรมอันดี บนหัวจะต้องมีหมวก ดังนั้นผู้คนในสมัยนั้น ก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง ทั้งชายหญิงต้องสวมหมวก

และที่สำคัญ เมื่อชาวบ้านต้องการติดต่อกับหน่วยราชการ แต่หน่วยราชการไม่บริการคนไม่สวมหมวก ชาวบ้านจำเป็นต้องหาอะไรมาวางไว้บนหัวโดยสมมติว่าเป็นหมวก หมวกของชาวบ้านบางคน จึงมีทั้งขันน้ำหรือกระดาษพับเป็นรูปหมวก

นอกจากเรื่องของหมวกแล้ว ข้อกำหนดที่นำความอึดอัดขัดข้องมาสู่ประชาชนส่วนใหญ่อีกเรื่องหนึ่งก็คือ เรื่องชื่อ มีการวางกฎเกณฑ์ว่าด้วยเรื่องหลักการตั้งชื่อบุคคลให้เป็นไปตามแนววัฒนธรรม สากลของประเทศอารยะ เช่นชื่อผู้ขายที่มีความหมายหรือนัยอันแสดงความเป็นหญิง หรือ ความอ่อนแอ ต้องเปลี่ยนให้มีสุ้มเสียงและความหมายที่เข้มแข็ง เป็นต้น

พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ's photo.

เรื่องในหมวดเดียวกัน