ฆราวาส ผู้ประสงค์จะดำรง และเชิดชูพระศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง จำเป็นต้องเรียนรู้พระวินัยไหม ?

แน่นอนว่า สถานภาพพระคุณเจ้า ที่จะต้องรักษาพระวินัยให้หมดจด เป็น ” สังวรวินัย ” ได้ ต้องไม่ก้าวล่วงสิกขาบทใดๆเลย แม้นจะสิ้นชีวิต เพราะการรักษานั้นก็ตาม ดังนั้นเณร และฆราวาสจึงจำต้องเรืยนรู้พระวินัย เพื่อเกื้อกูลต่อการปฏิบัติของท่านแน่นอน ดังจะขอนำปฏิปทาของพระเถระมหาติสสะ ผู้รักษาพระวินัย เป็นสังวรวินัย เข้าถึงความเป็น ” อปริยันตปาริสุทธิศีล ” ได้ ที่นอนพักเหนื่อยและหิวกระหายจัด จากการเดินทางไกล ที่ใต้ต้นมะม่วงข้างทาง ใกล้วัดจีวรคุมพวิหาร ซึ่งมีผลมะม่วงสุกล่วงหล่นไม่มีเจ้าของ อยู่เต็มบริเวณที่ท่านนอนพักเหนื่อยนั่นแหละ ทั้งๆที่เหน็ดเหนื่อย หิวกระหายอ่อนเปลี้ยเพลียแรงจัด ท่านก็ไม่ยอมระเมิด ปฏิคคหณ

สิกขาบท อุบาสกผู้เป็นบัณฑิตรอบรู้พระวินัยดี พอเห็นเข้าก็ทราบว่า พระเถระ มี อปริยันตปาริสุทธิศีล จึงมีศรัทธา ทำน้ำปานะมะม่วงถวายพระเถระ เมื่อเห็นว่าท่านยังไม่มีเรี่ยวแรงฟื้นขึ้นมาพอที่จะกลับวัดเองได้ ก็ขันอาสา แบกท่านใว้ที่หลังของตน นำพาท่านส่งวัด ขณะอยู่บนหลังอุบาสกนั่นเอง พระเถระก็ให้โอวาสตนว่า อุบาสกนี้ทั้งไม่ใช่บิดามารดาของเจ้า ทั้งไม่ใช่ญาติเผ่าพันธุ์ของเจ้า แต่ก็ยังทำกิจปรนนิบัติเช่นนี้แก่เจ้าได้ นั่นไม่ใช่ เพราะความเป็นผู้มีอปริยันตศีลของเจ้าหรือหนอ ก็เกิดความสลดสังเวชขึ้น เจริญวิปัสสนาบนหลังของอุบาสก บรรลุเป็นพระอรหันต์แล

ควรที่ชาวพุทธบริษัทพึงพากันเรียนรู้พระวินัยเพื่อประโยชน์ตนและประโยชน์พระศาสนา สมดังพระสังคีติกาจารย์กล่าวไว้ว่า ” วินโย นาม พุทฺธสาสนสฺส อายุ, วินเย ฐิเต พุทฺธสาสนํ ฐิตํ โหติ ”

” พระวินัยได้ชื่อว่า เป็นอายุของพระพุทธศาสนา เพราะเมื่อพระวินัยดำรงอยู่ได้ พระพุทธศาสนาก็ชื่อว่าดำรงอยู่ได้ “