จะรักษาชีวิตหรือจะรักษาพระธรรมวินัย

————————————

สมัยเป็นเด็กวัดหนองกระทุ่ม ผมเคยเห็นพระบางรูปบวชมาหลายพรรษา แล้วอยู่มาวันดีคืนดีก็สึกทั้งๆ ที่ยังไม่อยากสึก

ฟังไปฟังมา ได้ยินพูดกันว่า “สึกไปรักษาตัว”

เรื่องก็คือท่านเกิดป่วยขึ้นมา ซึ่งภาษาพระเรียกว่า “อาพาธ”

ไม่ใช่ปวดหัว ปวดฟัน ตัวร้อน เป็นไข เป็นหวัด ท้องเสีย ฯลฯ

แต่เป็นโรคประเภทเรื้อรัง เช่นปวดท้องอันเนื่องมาจากแผลในกระเพาะอาหาร หรือโรคบางโรคที่ต้องใช้วิธีรักษาแบบพิเศษพิสดารจึงจะหาย

วิธีรักษาโรคดังว่านี้ ถ้าอยู่ในสมณเพศจะยุ่งยากมาก เพราะบางทีอาจต้องล่วงละเมิดสิกขาบทบางข้อ

เช่นเป็นโรคกระเพาะ หมอแนะนำให้ฉันอาหารมื้อเย็น ไม่งั้นไม่มีทางหาย-อย่างนี้เป็นต้น

กรณีแบบนี้แหละที่พระบางรูปสมัยโน้นท่านเลือกวิธี “สึกไปรักษาตัว” ทั้งๆ ที่ใจยังรักสมณเพศอยู่

แต่เมื่อเห็นว่าขืนบวชอยู่ต่อไปไม่ดีแน่ —

ไม่ฉันมื้อเย็น ก็เป็นโรคกระเพาะตาย
ฉันมื้อเย็น ก็ละเมิดสิกขาบท (ผิดศีล)

ท่านเลือกรักษาชีวิตด้วยวิธีรักษาพระธรรมวินัย

คือลาสิกขาออกไป เพื่อให้พระธรรมวินัยยังบริสุทธิ์อยู่

ไม่ตายเสียก่อนยังมีโอกาสกลับมาบวชได้อีก

บางคนกลับมาบวชได้อีกจริงๆ

……………….

ตอนผมมาอยู่วัดมหาธาตุราชบุรี (๒๕๐๖-๒๕๑๗) ก็เจอรูปหนึ่ง ชื่อหลวงลุงคล้อย เป็นพระเก่าของวัดมหาธาตุ อาพาธด้วยโรคอะไรจำไม่ได้ ทนป่วยไม่ไหว ท่านก็เลยสึกไปรักษาตัว

รักษาตัวจนหายดีก็กลับมาบวชใหม่ อยู่ไปจนตายคาผ้าเหลือง – อนุโมทนาสาธุ

หลวงลุงคล้อยนี่แหละ ตอนบวชรอบสอง ไปบิณฑบาต ผมเดินตามหลังท่านไป มีโยมรอใส่ข้างหน้า ท่านเดินไปถึงก็หยุดรับ แต่ท่านไม่เปิดฝาบาตรทันที ยืนนิ่งอยู่นานจนโยมสงสัย ผมก็สงสัยว่าทำไมหลวงลุงไม่เปิดบาตร

ในที่สุด ท่านพูดออกมาเบาๆ ว่า “โยมถอดหมวกออกก่อน”

นั่นแหละ จึงเห็นว่าโยมคนนั้นสวมหมวกอยู่

โยมเองก็สะดุ้งตกใจ รีบถอดหมวกทันที คงจะลืมไป

ผมนับถือเลย หลวงลุงคล้อยนี่ไม่ธรรมดาจริงๆ!

……………….

สมัยนี้ พระหลายๆ รูปที่อาพาธ เต็มใจปฏิบัติตามคำแนะนำของหมอ เช่นหมอแนะนำให้ฉันอาหารมื้อเย็น ท่านก็ฉัน ซ้ำอ้างอย่างหนักแน่นว่า “หมอสั่ง”

คนสมัยนี้ก็ชักจะยอมรับ เห็นด้วย อ้างว่ารักษาชีวิตไว้ก่อนดีกว่า สิกขาบทเล็กๆ น้อยๆ ไม่เป็นไร

“ไม่ตายเสียก่อนคงมีโอกาสได้รักษาพระธรรมวินัยใหม่” – ไม่รู้ว่าคิดต่อไปอย่างนี้ด้วยหรือเปล่า

แต่ที่แน่ๆ พระธรรมวินัยที่อยู่ตรงหน้าตอนนี้ ขออนุญาตละเมิดก่อนก็แล้วกัน-เพื่อรักษาชีวิต

ผมอยากให้ผู้อยู่ในวงการแพทย์ช่วยกันศึกษาและพัฒนาวิธีรักพระอาพาธ คือช่วยกันคิดหาทางว่า-จะรักษาด้วยวิธีอย่างไรจึงจะช่วยไม่ให้พระต้องละเมิดสิกขาบท

ที่ทำกันอยู่ทุกวันนี้ รักษาชาวบ้านแบบไหน ก็รักษาพระแบบนั้น

แม้แต่ผู้ดูแลพระในโรงพยาบาล เวลานี้ก็ให้พยาบาลหญิงนั่นแหละเช็ดเนื้อเช็ดตัว เปลี่ยนผ้า ทำอะไรให้พระ-เหมือนที่ทำกับคนทั่วไป

แม้แต่จีวรสบง – ยังไม่ได้เห็นกับตา แต่ได้ยินพระท่านบอกว่า ถ้าพระไปนอนโรงพยาบาล เขาก็ต้องให้เปลี่ยนไปสวมชุดคนไข้

แล้วก็อ้างกันและยอมรับกันว่ามันเป็นกระบวนการรักษาพยาบาล จะมามัวถือเคร่งวินัยอยู่ไม่ได้

ตั้งเป็นคำถามเสียด้วยว่า จะรักษาชีวิตหรือจะรักษาพระธรรมวินัย เลือกเอา

แล้วก็จบลงด้วยคำปลอบใจตัวเองว่า-ไม่ตายเสียก่อนคงมีโอกาสได้รักษาพระธรรมวินัยใหม่

แต่-พระธรรมวินัยที่อยู่ตรงหน้า มองเห็นอยู่เดี๋ยวนี้เองแท้ๆ ถ้าไม่รักษา แล้วจะหวังไปรอรักษาพระธรรมวินัยในอนาคตที่ไหน ก็ไม่รู้เหมือนกัน

อันนี้เพียงแค่ชวนคิดเท่านั้นนะครับ ไม่ใช่จะมาคาดคั้นเอาเป็นเอาตาย เพราะชีวิตใคร ใครก็ต้องรัก

ประเดี๋ยวจะโดนศอกกลับเอาว่า-เอ็งลองมาบวชแล้วก็ป่วยดูมั่งซิ อยากดูนักว่าจะพูดยังงี้อยู่อีกไหม

แหะ แหะ กลัวโดนถล่มครับ

แต่ก็เคยมีนะครับ พระใจสิงห์ อาพาธ ถูกพาส่งโรงพยาบาล หมอจะให้ท่านทำอย่างนั้น ฉันอย่างนี้ ซึ่งขัดต่อพระธรรมวินัย

ท่านบอกว่า-เอากูกลับไปตายวัดเถอะ!

ถ้าการดูแลรักษาพระอาพาธใช้ระบบพิเศษ แตกต่างจากวิธีทั่วไป เพื่อเอื้ออำนวยให้พระท่านสามารถรักษาพระธรรมวินัยได้ด้วย ก็จะเป็นมหากุศลนักหนา

ลองศึกษาประวัติหมอชีวกดูกันบ้างก็น่าจะดีนะครับ เท่าที่ผมสดับมา หมอชีวกรักษาพระพุทธองค์และภิกษุสงฆ์อาพาธ ทั้งยังให้พระสงฆ์สามารถรักษาพระธรรมวินัยได้เป็นอย่างดีด้วย

สนับสนุนพระพุทธศาสนา
สนับสนุนให้พระรักษาพระธรรมวินัย

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย
๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๒
๑๕:๕๕