จำแนกจิตทั้ง ๘๙ โดยชาติเภท

คาถาสังคหะ ๑๑ แสดงว่า
๑๑. ทฺวาทสากุสลาเนวํ กุสลาเนกวีสติ
ฉตฺตีเสว วิปากานิ กฺริยาจิตฺตานิ วีสติ ฯ
แปลความว่า อกุศล ๑๒ กุศล ๒๑ วิบาก ๓๖ กิริยา ๒๐ อย่างนี้

หมายความว่า จิตทั้งหมดซึ่งมีจำนวนโดยย่อ ๘๙ ดวงนั้น เมื่อจำแนกโดยชาติเภทนัยแล้ว ก็มี ๔ ชาติ คือ
ชาติอกุศล ชาติกุศล ชาติวิบาก และชาติกิริยา
ชาติอกุศล ได้แก่จิต ๑๒ ดวง ล้วนแต่เป็นจิตที่เป็นโทษ และให้ผลเป็นทุกข์ คือ
อกุศลจิต ๑๒ ดวง
ชาติกุศล ได้แก่จิต ๒๑ ดวง ล้วนแต่เป็นจิตที่ปราศจากโทษและให้ผลเป็นสุข คือ
มหากุศลจิต ๘ ดวง
มหัคคตกุศลจิต ๙ ดวง
โลกุตตรกุศลจิต ๔ ดวง
ชาติวิบาก ได้แก่จิต ๓๖ ดวง ล้วนแต่เป็นจิตที่เป็นผลบาปและผลของบุญ คือ
อกุศลวิบาก ๗ ดวง
อเหตุกกุศลวิบาก ๘ ดวง
มหาวิบาก ๘ ดวง
มหัคคตวิบาก ๙ ดวง
โลกุตตรวิบาก ๔ ดวง
ชาติกิริยา ได้แก่จิต ๒๐ ดวง ล้วนแต่เป็นจิตที่ไม่เป็นบุญและไม่เป็นบาป ทั้งไม่ใช่ผลของบาปหรือผลของบุญด้วย เป็นจิตที่สักแต่ว่ากระทำเท่านั้นเอง คือ
อเหตุกกิริยา ๓ ดวง
มหากิริยา ๘ ดวง
มหัคคตกิริยา ๙ ดวง
ชาติวิบากและชาติกิริยานี้รวมเรียกว่า ชาติอพยากตะ หมายแต่เพียงว่าชาติของจิตเหล่านั้นไม่ใช่กุศลและไม่ใช่อกุศล ด้วยทั้ง ๒ อย่าง

จำแนกจิต ๘๙ โดยภูมิเภท

คาถาสังคหะที่ ๑๒ แสดงว่า
๑๒. จตุปญฺญาสธา กาเม รูเป ปนฺนรสีริเย
จิตฺตานิ ทฺวาทสารูเป อฏฺฐธานุตฺตเร ตถา ฯ

แปลความว่า กามาวจร ๕๔ รูปาวจร ๑๕ อรูปาวจร ๑๒ โลกุตตร ๘ อย่างนั้น
มีอธิบายว่า จิตทั้งหมด ซึ่งมีจำนวนโดยย่อ ๘๙ ดวงนั้น เมื่อจำแนกโดยภูมิเภทนัยแล้ว
กามาวจรจิต ๕๔ ดวง เป็นกามาวจรภูมิ
รูปาวจรจิต ๑๕ ดวง เป็นรูปาวจรภูมิ
อรูปาวจรจิต ๑๒ ดวง เป็นอรูปาวจรภูมิ
โลกุตตรจิต ๘ ดวง เป็นโลกุตตรภูมิ
อนึ่ง คำว่า ภูมิ นี้แปลว่า แผ่นดิน ที่ดิน ที่อยู่อาศัย ก็ได้ หรือ แปลว่า ชั้น พื้นเพ ก็ได้ ในที่นี้แปลว่า ชั้น
กามาวจรภูมิ หมายถึง จิตชั้นกามาวจร ชั้นกามโลก
รูปาวจรภูมิ หมายถึง จิตชั้นรูปาวจร ชั้นรูปโลก
อรูปาวจรภูมิ หมายถึง จิตชั้นอรูปาวจร ชั้นอรูปโลก
โลกุตตรภูมิ หมายถึง จิตชั้นโลกุตตร คือจิตชั้นที่เหนือโลกที่พ้นจากโลก ทั้ง ๓ นั้น

จำแนกจิตโดยย่อและจิตอย่างพิสดาร

คาถาสังคหะที่ ๑๓ แสดงว่า
๑๓. อิตฺถเมกูนนวุติปฺ ปเภทํ ปน มานสํ
เอกวีสสตํ วาถ วิภชนฺติ วิจกฺขณา ฯ
แปลความว่า บัณฑิตพึงจำแนกจิตด้วยประการฉะนี้ว่า มีประเภท ๘๙ หรือ ๑๒๑ ดวง
หมายความว่า จิตทั้งหมด เมื่อจำแนกประเภทโดยย่อ ก็มี ๘๙ ดวง แต่ถ้าจำแนกโดยพิสดารแล้ว มีถึง ๑๒๑ ดวง
ที่มากขึ้นหรือที่เพิ่มขึ้นนั้น ก็มากขึ้นหรือเพิ่มขึ้นที่โลกุตตรจิตแห่งเดียวเท่านั้น ส่วนกามาวจรจิตก็ดี รูปาวจรจิตก็ดี อรูปาวจรจิตก็ดี จำนวนคงที่ไม่มีการเพิ่มให้มากขึ้นแต่อย่างใด

จำแนกจิต ๘๙ โดยเวทนาเภท

จิตโดยย่อ ๘๙ ดวงนั้น จำแนกโดยย่อประเภทแห่งเวทนาแล้ว ได้ดังนี้

สุขเวทนา มี ๑ คือ สุขกาย
ทุกขเวทนา มี ๑ คือ ทุกข์กาย
โสมนัสเวทนา มี ๓๐ คือ กามโสมนัส ๑๘ , ฌานโสมนัส ๑๒ ( กามโสมนัส ๑๘ ได้แก่ โสมนัสโลภมูลจิต ๔ , โสมนัส สันตีรณะ ๑ , โสมนัสหสิตุปปาทะ ๑ , โสมนัสมหากุศล ๔ , โสมนัสมหาวิบาก ๔ , โสมนัสมหากิริยา ๔ ส่วนฌานโสมนัส ๑๒ นั้น ได้แก่ รูปาวจรปฐมฌาน ๓ , รูปาวจรทุติยฌาน ๓ , รูปาวจรตติยฌาน ๓ และ รูปาวจรจตุตถฌาน ๓ )
โทมนัสเวทนา มี ๒ คือ โทสมูลจิตทั้ง ๒ ดวง
อุเบกขาเวทนา มี ๕๕ คือ อุเบกขาโลภมูลจิต ๔ , อุเบกขาโมหมูลจิต ๒ , อุเบกขาอเหตุกจิต ๑๔ , อุเบกขามหากุศล ๔ , อุเบกขามหาวิบาก ๔ ,อุเบกขามหากิริยา ๔ , รูปาวจรปัญจมฌาน ๓ , อรูปาวจรจิต ๑๒ และ โลกุตตรจิต ๘
เฉพาะโลกุตตรจิตนั้น ได้กล่าวมาแล้วว่า ถ้ามหากุศลฌานสัมปยุตตจิต ที่เจริญวิปัสสนาภาวนานั้นเกิดพร้อมกับโสมนัสเวทนาจนเกิดโลกุตตรจิต โลกุตตรจิตที่เกิดขึ้นนั้นก็เป็นโสมนัสเวทนา หากว่ามหากุศลฌานสัมปยุตตจิตที่เจริญวิปัสสนานั้นเกิดพร้อมกับอุเบกขาเวทนา จนเกิดโลกุตตรจิตแล้ว โลกุตตรจิต ที่เกิดขึ้นนั้นก็เป็นอุเบกขาเวทนา
แต่ตามปกติที่จำแนกจิตโดยเวทนาแล้ว ส่วนมากมักจัดโลกุตตรจิต ๘ ดวงไว้ในอุเบกขาเวทนา ดังนั้นในที่นี้จึงจัด โลกุตตรจิต ๘ ดวงอยู่ในอุเบกขาเวทนาเช่นเดียวกัน
อนึ่ง ถ้าจำแนกจิตอย่างพิสดาร ๑๒๑ ดวงโดยประเภทแห่งเวทนาแล้วก็มีดังนี้
สุขเวทนา มี ๑ คือ สุขกาย
ทุกขเวทนา มี ๑ คือ ทุกข์กาย
โสมนัสเวทนา มี ๖๒ คือ กามโสมนัส ๑๘ , รูปฌานโสมนัส ๑๒ และโลกุตตรที่ประกอบด้วยปฐมฌาน ๘ , โลกุตตรที่ ประกอบด้วยทุติยฌาน ๘ , โลกุตตรที่ประกอบด้วยตติยฌาน ๘ , โลกุตตรที่ประกอบด้วยจตุตถฌาน ๘
โทมนัสเวทนา มี ๒ คือ โทสมูลจิต ๒ ดวง
อุเบกขาเวทนา มี ๕๕ คือ กามอุเบกขา ๓๒ , รูปาวจรปัญจมฌาน ๓ , อรูปาวจรจิต ๑๒ และ โลกุตตรจิตที่ประกอบด้วยปัญจมฌาน ๘
( กามอุเบกขา ๓๒ ได้แก่ อุเบกขาในอกุศลจิต ๖ , อุเบกขาอเหตุกจิต ๑๔ และอุเบกขาในกามาวจรโสภณจิต ๑๒ )

จำแนกจิต ๘๙ โดยเหตุเภท

จิตโดยย่อ ๘๙ ดวงนั้น จำแนกโดยประเภทแห่งเหตุแล้วได้ดังนี้
เป็น อเหตุก คือเป็นจิตที่ไม่มีเหตุนั้น มี ๑๘ ดวง ได้แก่ อเหตุกจิต ๑๘ ดวงเท่านั้นเอง
เป็น สเหตุก คือเป็นจิตที่มีสัมปยุตตนั้น มี ๗๑ ดวง ดังรายละเอียดต่อไปนี้
เป็นสเหตุกจิตที่มีเหตุเดียว เรียกว่า เอกเหตุจิต นั้นมี ๒ ดวง คือโมหมูลจิต ๒ โมหมูลจิตนี้เป็นจิตที่มีโมหเหตุเพียงเหตุเดียวเท่านั้น
เป็นสเหตุกจิตที่มีเหตุ ๒ เรียกว่า ทวิเหตุกจิต นั้น มีอยู่ ๒๒ ดวง คือ
โลภมูลจิต ๘ มีโลภเหตุกับโมหเหตุ
โทสมูลจิต ๒ มีโทสมูลจิตกับโมหเหตุ
กามาวจรโสภณจิตที่เป็นญาณวิปปยุตต ๑๒ ดวง มี อโลภเหตุกับอโทสเหตุ
เป็นสเหตุกจิตที่มีเหตุ ๓ เรียกว่า ติเหตุกจิต คือ มีทั้ง อโลภเหตุ อโทสเหตุ และ อโมหเหตุ นั้นมี ๔๗ ดวง คือ
กามาวจรโสภณจิตที่เป็นญาณสัมปยุตต ๑๒ ดวง
มหัคคตจิต ๒๗ ดวง
โลกุตตรจิต ๘ ดวง

จำแนกจิต ๘๙ โดยสังขารเภท

จิตโดยย่อ ๘๙ ดวงนั้น จำแนกโดยประเภทแห่งสังขารแล้ว ได้ดังนี้
เป็น อสังขาริก มี ๓๗ ดวง คือ อกุศลจิตที่เป็นอสังขาริก ๗, อเหตุกจิตซึ่งจัดเป็นอสังขาริกทั้ง ๑๘ และ กามโสภณจิต ที่เป็น อสังขาริก ๑๒
เป็น สสังขาริก มี ๕๒ ดวง คือ อกุศลจิตที่เป็นสสังขาริก ๕ กามโสภณจิตที่เป็นสสังขาริก ๑๒ มหัคคจิต ๒๗ และ โลกุตตรจิต ๘

จำแนกจิต ๘๙ โดยสัมปยุตตเภท

จิตโดยย่อ ๘๙ ดวงนั้น จำแนกโดยประเภทสัมปยุตตแล้ว ได้ดังนี้
เป็น ทิฏฐิสัมปยุตต มี ๔ คือ โลภมูลจิตที่เป็นทิฏฐิคตสัมปยุตต ๔ ดวง

เป็น ปฏิฆสัมปยุตต มี ๒ คือ โทสมูลจิตทั้ง ๒ ดวง
เป็น วิจิกิจฉาสัมปยุตต มี ๑ คือ โมหมูลจิตดวงที่ ๑
เป็น อุทธัจจสัมปยุตต มี ๑ คือ โมหมูลจิตดวงที่ ๒
เป็น ญาณสัมปยุตต มี ๔๗ คือ กามโสภณญาณสัมปยุตตจิต ๑๒ มหัคคจิต ๒๗ และ โลกุตตรจิต ๘
เป็น ทิฏฐิวิปปยุตต มี ๔ คือ โลภมูลจิตที่เป็นทิฏฐิคตวิปปยุตต ๔ ดวง
เป็น ญาณวิปปยุตต มี ๑๒ คือ กามโสภณญาณวิปยุตตจิต ๑๒ ดวง
เป็น วิปปยุตตจิต มี ๑๘ คือ อเหตุกจิต ๑๘ ซึ่งไม่มีทิฏฐิ ปฏิฆะ วิจิกิจฉา อุทธัจจะ หรือ ญาณ (ปัญญา) มาสัมปยุตต ด้วยเลยแม้แต่อย่างเดียว

จำแนกจิต ๘๙ โดยโสภณเภท

จิตโดยย่อ ๘๙ ดวงนั้น จำแนกโดยประเภทแห่งโสภณะแล้ว ได้ดังนี้
เป็น โสภณะ ๕๙ ดวง คือ กามโสภณจิต ๒๔ , มหัคคตจิต ๒๗ และโลกุตตรจิต ๘
เป็น อโสภณะ ๓๐ ดวง คือ อกุศลจิต ๑๒ และ อเหตุกจิต ๑๘

จำแนกจิต ๘๙ โดยโลกเภท

จิตโดยย่อ ๘๙ ดวงนั้น จำแนกโดยประเภทแห่งโลกแล้ว ได้ดังนี้
เป็น โลกียะ ๘๑ ดวง คือ กามจิต ๕๔ และ มหัคคตจิต ๒๗
เป็น โลกุตตระ ๘ ดวง คือ โลกุตตรจิต ๘

จำแนกจิต ๘๙ โดยฌานเภท

จิตโดยย่อ ๘๙ ดวงนั้น จำแนกโดยประเภทแห่งฌานแล้ว ได้ดังนี้
เป็น ฌานจิต ๒๗ ดวง คือ มหัคคตจิต ๒๗
เป็น อฌานจิต ๖๒ คือ อกุศลจิต ๑๒ , กามโสภณจิต ๒๔ และ โลกุตตรจิต ๘

จำแนกโลกุตตรจิตโดยองค์ฌาน

คาถาสังคหะที่ ๑๔ แสดงว่า

๑๔. ฌานงฺคโยคเภเทน กเตฺวเกกนฺตุ ปญฺจธา
วุจฺจตานุตฺตรํ จิตฺตํ จตฺตาฬิสวธรฺติ จ ฯ
แปลความว่า โลกุตตรจิตนั้นท่านกล่าวว่ามี ๔๐ เพราะจำแนกออกไป ๕ ประเภทตามจำนวนองค์ฌานที่ประกอบ
มีความหมายว่า โลกุตตรจิต ๘ ดวงนั้น เมื่อจำแนกออกไปตามจำนวนองค์ฌานที่ประกอบแล้ว ก็ได้ ๕ ประเภท คือ
ประเภทที่ ๑ โลกุตตรจิต ๘ ดวง มีองค์ฌานประกอบ ๕ องค์ ได้แก่ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา ( คือ โลกุตตรจิต ที่ประกอบด้วยปฐมฌาน )
ประเภทที่ ๒ โลกุตตรจิต ๘ ดวง มีองค์ฌานประกอบ ๔ องค์ ได้แก่ วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา ( คือ โลกุตตรจิต ที่ประกอบด้วยทุติยฌาน )
ประเภทที่ ๓ โลกุตตรจิต ๘ ดวง มีองค์ฌานประกอบ ๓ องค์ ได้แก่ ปีติ สุข เอกัคคตา ( คือ โลกุตตรจิต ที่ประกอบด้วยตติยฌาน )
ประเภทที่ ๔ โลกุตตรจิต ๘ ดวง มีองค์ฌานประกอบ ๒ องค์ ได้แก่ สุข เอกัคคตา ( คือ โลกุตตรจิต ที่ประกอบด้วยจตุตถฌาน )
ประเภทที่ ๕ โลกุตตรจิต ๘ ดวง มีองค์ฌานประกอบ ๒ องค์ ได้แก่ อุเบกขา เอกัคคตา ( คือ โลกุตตรจิต ที่ประกอบด้วยปัญจมฌาน )
มีข้อควรสังเกตว่า ประเภทที่ ๔ กับประเภทที่ ๕ แม้ว่าจะมีองค์ฌาน ๒ องค์เท่ากันก็จริง แต่ว่าชนิดขององค์ฌาน นั้นไม่เหมือนกัน จึงต้องแยกเป็นคนละประเภท
รวมเป็น ๕ ประเภท ซึ่งแต่ละประเภทก็มีโลกุตตรจิต ๘ ดวง หรือจะกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า โลกุตตรจิต ๘ ดวงนั้น แต่ละดวงก็มี ๕ ประเภท ด้วยเหตุนี้โลกุตตรจิตอย่างพิสดารจึงมี ๔๐ ดวง
อนึ่ง คาถาสังคหะนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า โลกุตตรจิตโดยพิสดารนั้นแบ่งเพียง ๕ ประเภทตามอำนาจแห่งองค์ฌาน ไม่ได้แบ่งเป็น ๙ ประเภทตามจำนวนฌาน คือ รูปฌาน ๕ อรูปฌาน ๔ นั้นเลย

ฌาน กับ มัคคผล

คาถาสังคหะที่ ๑๕ แสดงว่า
๑๕. ยถา จ รูปาวจรํ คยฺหตานุตฺตรํ ตถา
ปฐมาทิชฺฌานเภเท อารุปฺปญฺจาปี ปญฺจเม ฯ
แปลความว่า โลกุตตรจิตถือเหมือนว่าปฐมฌานเป็นต้นฉันใด แม้อรูปาวจรฌานก็ถือเหมือนว่าปัญจมฌานฉันนั้น
มีอธิบายไว้ว่า โลกุตตรจิตของพระอริยบุคคลที่ไม่ได้ทำฌานมาก่อนเมื่อสำเร็จมัคคผลย่อมมีปฐมฌานเข้าประกอบด้วย จึงจัดโลกุตตรจิตเข้าไว้ในปฐมฌานด้วย
ส่วนบุคคลที่ได้ฌานมาก่อนแค่ฌานใด ตั้งแต่ปฐมฌานถึงปัญจมฌานเมื่อสำเร็จมัคคผล ก็เกิดพร้อมองค์ฌานนั้นๆ ด้วย คือ
ผู้ได้ ปฐมฌาน สำเร็จมัคคผลประกอบด้วย ปฐมฌาน
ผู้ได้ ทุติยฌาน สำเร็จมัคคผลประกอบด้วย ทุติยฌาน
ผู้ได้ ตติยฌาน สำเร็จมัคคผลประกอบด้วย ตติยฌาน
ผู้ได้ จตุตถฌาน สำเร็จมัคคผลประกอบด้วย จตุตถฌาน
ผู้ได้ ปัญจมฌาน สำเร็จมัคคผลประกอบด้วย ปัญจมฌาน
แม้ใน อรูปฌานทั้งหมด ก็จัดเข้าเป็นปัญจมฌาน

ฌานจิต ๖๗

คาถาสังคหะที่ ๑๖ แสดงว่า
๑๖. เอกาทสวิธํ ตสฺมา ปฐมาทิกมีริตํ
ฌานเมเกกมนฺเต ตุ เตวีสติวิธํ ภเว ฯ
แปลความว่า ปฐมฌานเป็นต้น ท่านกล่าวว่าแต่ละฌานมี ๑๑ ดวง ที่สุดคือปัญจมฌานนั้น มี ๒๓ ดวง

ปฐมฌาน ๑๑ ได้แก่ โลกียจิต ๓ โลกุตตรจิต ๘
ทุติยฌาน ๑๑ ได้แก่ โลกียจิต ๓ โลกุตตรจิต ๘
ตติยฌาน ๑๑ ได้แก่ โลกียจิต ๓ โลกุตตรจิต ๘
จตุตถฌาน ๑๑ ได้แก่ โลกียจิต ๓ โลกุตตรจิต ๘
ปัญจมฌาน ๒๓ ได้แก่ โลกียจิต ๑๕ โลกุตตรจิต ๘
รวมเป็นฌานจิต ๖๗ นั่นก็คือ มหัคคจิต ๒๗ ดวง และ โลกุตตรจิต พิสดาร ๔๐ ดวง
ที่ว่า ปฐมฌาน ๑๑ ได้แก่ โลกียจิต ๓ คือ รูปาวจรปฐมฌานกุศลจิต ๑, รูปาวจรปฐมวิบากจิต ๑, รูปาวจรกิริยาจิต ๑และ โลกุตตรจิต ๘ คือ โสดาปัตติมัคคจิต ๑ ผลจิต ๑, สกาทาคามิมัคคจิต ๑ ผลจิต ๑, อนาคามิมัคคจิต ๑ ผลจิต ๑, อรหัตตมัคคจิต ๑ ผลจิต ๑ ซึ่งได้  *ปัญจมฌาน* (*ต้นฉบับน่าจะพิมพ์ผิด? ที่ถูกควรเป็นปฐมฌาน ?)

ทุติยฌาน ๑๑, ตติยฌาน ๑๑, จตุตถฌาน ๑๑ ก็มีนัยทำนองเดียวกันนี้
ส่วน ปัญจมฌาน ๒๓ นั้นได้แก่ โลกียจิต ๑๕ คือ รูปาวจรปัญจมฌานกุศลจิต ๑, รูปาวจรปัญจมฌานวิบากจิต ๑, รูปาวจรปัญจมฌานกิริยาจิต ๑, อรูปาวจรกุศลจิต ๔, อรูปาวจรวิบากจิต ๔, อรูปาวจรกิริยาจิต ๔ และ โลกุตตรจิต ๘ ซึ่งได้ปัญจมฌาน

จำนวนกุศลจิตและวิบากจิตโดยพิสดาร

คาถาสังตหะที่ ๑๗ แสดงว่า
๑๗. สตฺตตีสวิธํ ปุญฺญํ ทฺวิปญฺญาสวิธนฺตถา
ปากมิจฺจาหุ จิตฺตานิ เอกวีสสตมฺพุธา ฯ
แปลความว่า กุศลจิต ๓๗ และ วิบากจิต ๕๒ อย่างนี้ บัณฑิตพึงทราบว่า ท่านกล่าวอย่างพิสดาร
อธิบายว่า ได้แสดงมาแล้วว่า กุศลจิตมี ๒๑ และ วิบากจิตมี ๓๖ นั้น เป็นการจำแนกของจิตโดยย่อ ๘๙ ดวงตาม ความในคาถาสังคหะที่ ๑๑
แต่ในที่นี้ เป็นการจำแนกจิตโดยพิสดาร ๑๒๑ ดวง ดังนั้นกุศลจิตจึงมีถึง ๓๗ ดวง และวิบากจิตมี ๕๒ ดวง
กุศลจิต ๓๗ ดวงนั้น ได้แก่
มหากุศล ๘

มหัคคตกุศล ๙
โลกุตตรกุศล ๒๐ ( ซึ่งโดยย่อมีเพียง ๔ ดวง )
วิบากจิต ๕๒ ดวงนั้น ได้แก่
อกุศลวิบาก ๗
อเหตุกกุศลวิบาก ๘
มหาวิบาก ๘
มหัคคตวิบาก ๙
โลกุตตรวิบาก ๒๐ ( ซึ่งโดยย่อมีเพียง ๔ ดวง )

อวสานคาถา

อิจฺจานุรุทฺธรจิเต อภิธมฺมตฺถสงฺคเห
ปฐโม ปริจฺเฉโทยํ สมาเสเนว นิฏฺฐิโต ฯ

นี่ปริจเฉทที่ ๑ ( ชื่อ จิตตสังคหวิภาค ) ในปกรณ์อันรวบรวมซึ่งอรรถแห่งพระอภิธรรม

ที่พระอนุรุทธาจารย์รจนาไว้ จบแล้วโดยย่อเพียงเท่านี้แล