คำสอนเรื่องทุกข์ ในอริยสัจจ์ ๔ คือ…
– ทุกข์เป็นผล
– สมุทัย (ตัณหา ๓) เป็นเหตุ
นั้น เป็นคำสอนที่แฝงด้วยนัยะ

ตัณหา ๓ (โลภะเจตสิก) เป็นเหตุของทุกข์อย่างไร ? หากไม่เข้าใจ ให้ไปดูความหมายของคำว่า “ทุกข์” ในทุกขอริยสัจจ์
“ทุกข์” ในทุกขอริยสัจจ์นั้น ไม่จำต้องไปรู้ว่าหมายถึงทุกข์อะไร จับเพียงพุทธประสงค์ที่ว่า ท่านปรารภขึ้นต้นด้วยคำว่า “ชาติปิ ทุกขา แม้ความเกิด ก็เป็นทุกข์”…” ชาติ คือความเกิดนั่นเอง เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าครุ่นคิด ตั้งแต่สมัยที่ทรงเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ…เสด็จประพาสอุทยาน…ได้เห็นเทวทูตทั้ง ๔ เสร็จแล้วเสด็จกลับเข้าพระราชวัง ขณะนั้นอำมาตย์มากราบทูลว่า “บัดนี้ พระนางยโสธราพิมพา ประสูติกาลพระโอรสแล้ว…” ทรงทราบเนื้อความนั้นด้วยพระปรีชา…คือทรงผูกความสัมพันธ์ของเทวทูตทั้ง ๓ คือ คนแก่ คนเจ็บ และคนตาย (ที่ทรงได้เห็นในขณะประพาสอุทยาน)…มาหาความเกิด (ชาติ) คือการเกิดของพระราชโอรสนั่นเอง…ทรงมองย้อนมาถึงพระองค์เอง ว่ามาจากการเกิด…แล้วก็จะดำเนินไปสู่ความแก่ ความเจ็บ ความตายในที่สุด…

ทรงครุ่นคิดต่อไปอีกว่า….แล้วอะไรหนอเป็นสาเหตุของการเกิด … เมื่อคิดไม่ออก จึงตัดสินพระทัยขั้นสุดท้ายออกผนวช…เพื่อตามหาต้นเหตุของสิ่งที่เรียกว่า ชาติ คือ การเกิด … (ด้วยตรรกะที่ว่า เมื่อมีความเกิด ก็ต้องมีความไม่เกิด, ดุจเมื่อมีมืด ก็มีสว่าง แก้กันฉะนั้น)

หลังจากที่ทรงได้ตรัสรู้… ทรงเปล่งพระอุทาน…“อเนกชาติ สํสารํ ……ตณฺหานํ ขยมชฺฌคา” อ๋อ…. เจ้าตัวตัณหานี่เอง…เป็นเหตุให้เราท่องเที่ยวเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า…ในภพภูมิ-ในกำเนิดต่าง ๆ… (ข้อนี้ เป็นเครื่องยืนยันให้เห็นว่า พระพุทธเจ้า ทรงเล็งเห็นปฏิจจสมุปบาทเบื้องปลาย….แล้วสาวมาหาเหตุจนถึงถึงชาติ…ตั้งแต่สมัยเป็นเจ้าชายสิทธัตถะนั่นเอง, หลังจากทรงตรัสรู้แล้วก็ทรงทราบเส้นสายของปฏิจจสมุปบาทอย่างตลอดสาย คือทราบว่า “ชาติ” คือการการเกิดนั้น ก็มาจาก ภวะ, ภวะ ก็มาจาก อุปาทาน, อุปาทานก็มาจากตัณหา…เรื่อยไปจนถึง สังขาร ก็มาจากอวิชชา..ในคราวที่ทรงเสวยวิมุตติสุข พระองค์ก็ทรงไคร่ครวญถึงปฏิจจสมุปบาททั้งสายเกิด-สายดับ…ดังนั้นเทศนาที่ทรงตรัสสอนในครั้งปฐมโพธิกาล จึงมากไปด้วยหลักการของปฏิจจสมุปบาท โดยมีคำกล่าวของพระอัสสชิเถระที่กล่าวกับอุปติสสปริพาชกว่า “เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา….เอวํวาที มหาสมโณ” เป็นเครื่องยืนยัน)

ดังนั้น ที่บอกว่า “ตัณหา เป็นเหตให้เกิดทุกข์นั้น ก็คือ ตัณหาเป็นเหตุให้สัตว์ยังเกิดอยู่ คือ เป็นเหตุให้ขันธ์ ๕ ยังมีปฏิสนธิ (เกิด) อยู่ในภพภูมิต่าง ๆ
เพราะฉะนั้น พระดำรัสที่ว่า “ตัณหา เป็นเหตุให้เกิดทุกข์” นั้น มุ่งหมายเอาว่า “ตัณหาเป็นเหตุให้เกิดอยู่, คือ ตัณหาเป็นเหตุให้สัตว์ยังถือปฏิสนธิอยู่” เมื่อสัตว์ยังเกิดอยู่… ทุกข์อื่น ๆ มี ชราทุกข์, พยาธิทุกข์ฐ, มรณทุกข์…โสกะปริเทวะ…อุปายาส…จึงมีตามมา….

ดังนั้น พระดำรัสที่ว่า “ตัณหา เป็นเหตุให้เกิดทุกข์” นั้น จึงเป็นพระดำรัสที่เจาะจงจะเฉพาะประสงค์ที่จะกล่าว อย่างหนึ่ง ฯ และอีกประการหนึ่ง เป็นพระดำรัสที่กล่าวครอบคลุมกว้าง ๆ ซึ่งแฝงด้วยนัยะ คือ  ตัณหา เป็นเพียงเทศนาโวหารที่บอกเป็นนัยะว่า “ถ้าไม่ละ, ไม่ประหาณตัณหา สัตว์ทั้งหลายก็ยังเกิดอีกร่ำไป พูดง่าย ๆ ก็คือ ถ้าไม่บรรลุเป็นพระอรหันต์ ก็เกิดอยู่ร่ำไป…”,
“ถ้าหากสัตว์ไม่ต้องการจะเกิดอีก … ก็ต้องละตัณหาเป็นสมุจเฉทปหาณให้ได้…เพราะผู้ที่จะละตัณหาได้เป็นสมุจเฉทปหาณ ก็มีแต่พระอรหันต์ประเภทเดียวเท่านั้น

นัยที่ทรงเทศนาแบบนี้ คือทรงถือเอาเพียงธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งมากล่าว เพื่อมุ่งหวังให้เวไนยสัตว์ได้ทราบในจุดที่ต้องการให้ทราบนั้น ยังมีอีกมากมาย เช่น…
“เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร, สังขารในที่นั้น ก็คือกรรมดี-กรรมชั่ว, มิใช่อวิชชาอย่างเดียวที่เป็นเหตุให้เกิดกรรมดี-กรรมชั่ว…ธรรมอื่น ๆ ที่เป็นปัจจัยให้ก็มีหลายอย่าง เช่น อารมณ์, ทวาร ที่ให้สำเร็จการกระทำ เป็นต้น…แต่พระพุทธเจ้าก็ไม่ทรงนำมาตรัสไว้ ทรงตรัสมุ่งหมายเอาอวิชชาอย่างเดียวที่เป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร…ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะพระองค์มีพระประสงค์จะให้เวไนยสัตว์ทราบความสำคัญของอวิชชา…ว่าเป็นหัวโจกสำคัญของสังขาร…พระองค์ก็ทรงตรัสเพียงแค่นั้น…แต่ก็ไม่ได้ทรงปฏิเสธเหตุปัจจัยอื่น ๆ ที่มิได้ทรงนำมาตรัส…อย่างเช่น ตัณหา,อุปาทาน ที่เป็นปัจจุบันเหตุ…เป็นต้น”

เพราะฉะนั้น เมื่อว่าโดยสภาวปรมัตถ์แล้ว….

– อกุศลเหล่าอื่น ก็เป็นเหตุให้สัตว์เกิด หรือถือกำเนิดใหม่ได้… เช่น โทสะ ก็ให้เกิดเป็นสัตว์นรก, โมหะ ก็ให้สัตว์ถือกำเนิดเป็นเดรัจฉาน…อย่างที่ทรงตรัสไว้ในสุตตันตปิฎก
– แม้โลกียกุศล (กามาวจรกุศล, รูปาวจรกุศล, อรูปาวจรกุศล) ก็เป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลายเกิดอยู่…อย่างเช่น เกิดเป็นมนุษย์…เป็นเทวดา….ตัวที่ทำให้เกิดจริง ๆ คือมหาวิบากจิต ๘ ซึ่งเป็นผลมาจาก มหากุศลจิต ๘
– เกิดเป็นรูปพรหม ก็เป็นไปด้วยอำนาจของ รูปาวจรกุศลจิต…ซึ่งก่อวิบากคือ รูปาวจรวิบาก นำสัตว์ให้เกิดในรูปภูมิ…
– เกิดเป็นอรูปพรหม ก็เป็นไปด้วยอำนาจของ อรูปาวจรกุศลจิต…ซึ่งก่อวิบากคือ อรูปาวจรวิบาก นำสัตว์ให้เกิดในอรูปภูมิ…
….แต่ทั้งหมดที่ว่ามา…..การเกิดในกำเนิดต่าง ๆ นั้น เป็นไปเพราะละตัณหาไม่ได้นั่นเอง….
อุปมาเหมือนอย่างว่า “เราจะเดินทางไปทั่วโลกได้ เช่นจะไป ยุโรป หรืออเมริกา… สิ่งที่นำเราไปจริง คือ เครื่องบิน…เราไม่สามารถขี่แบงค์พัน, หรือขี่บัตรเครดิตไปได้, แต่ ถ้าไม่มีเงิน ไม่มีเครดิต … เราก็ไม่สามารถขึ้นเครื่องบินไปได้” ฉันใด
– เวลาจะเกิดเป็นมนุษย์ เราเกิดด้วยอำนาจของของกามาวจรกุศลกรรม…
– แต่ เจ้ากามาวจรกุศลกรรมนั้น ที่ก่อวิบากที่ทำให้เราเกิดได้นั้น … เป็นกุศลกรรมที่คล้าย ๆ กับว่าเจือด้วยตัณหา…คือมีตัณหานอนเนื่องอยู่ในขันธสันดานอยู่… ฉะนั้น ก็เลยกล่าวรวม ๆ รวบยอดไปว่า “ตัณหานั่นแหละ ทำให้เราเกิดอยู่…” เหมือนกับที่เราพูดว่า “เงินนั่นแหละ เป็นเหตุให้เราเดินทางไปทั่วโลกได้”

ที่พระพุทธองค์ตรัสอย่างนี้ (ตัณหาเป็นเหตุให้เกิดทุกข์) ก็เพื่อให้เวไนยสัตว์ ให้ความสำคัญกับการละตัณหา คือละตัณหาได้เสียอย่างเดียว…ทุกอย่างจบหมด คือทุกข์ เพราะชาติทุกข์ จบหมด // เมื่อไม่มีการเกิด (ปฏิสนธิ) ในภพภูมิใด ๆ แล้ว … ก็หมดบัญญัติที่จะต้องกล่าวถึงกันอีก…..

===============
VeeZa
๙ พฤษภาคม ๒๕๖๒