ความหมายที่ว่า “ตัณหา เป็นเหตุให้เกิดทุกข์” นั้น เป็นความหมายกว้าง ๆ ครอบจักรวาล …. เพราะเหตุที่ละตัณหาไม่ได้นั่นเอง จึงทำให้สัตว์แล่นท่องเที่ยวเกิดอยู่ในวัฏฏะสงสาร (อเนกชาติ สํสารํ สนฺธาวิสฺสํ อนิพฺพิสํ….ฯลฯ…. ตณฺหานํ ขยมชฺฌคา”) เกิดเมื่อไร ก็ทุกข์เมื่อนั้น … ทุกฺขา ชาติ ปุนปฺปุนํ // เมื่อตัณหานั้น ถูกกำจัดเป็นสมุจเฉทปหาณ ด้วยอรหัตตมรรค // ทุกข์ เพราะชาติทุกข์ คือการเกิด ก็ไม่มีอีกต่อไป… เมื่อไม่มีการเกิด…. ก็ไม่จำต้องกล่าวถึง ทุกข์อื่น ๆ มี ชราทุกข์ พยาธิทุกข์ …มรณทุกข์ โสกปริเทวะ….. อีกต่อไป………(ตรงนี้ จึงเข้ากับพระดำรัสที่ว่า “เราสอนเรื่องทุกข์ และความดับทุกข์เท่านั้น….”) //

มนุษย์ เทวดา พรหม… อาจไม่เกิดด้วยอำนาจแห่งตัณหาโดยตรง….. คือเกิดด้วยอำนาจแห่ง มหากุศล, รูปาวจรกุศล,อรูปาวจรกุศล…. แต่เมื่อว่าโดยมูลเหตุของทุกข์ พระองค์ถือเอา “ชาติทุกข์” เป็นสำคัญ เหมือนอย่างที่ทรงตรัสไว้ในทุกขอริยสัจ ทรงยก “ชาติปิ ทุกขา” ขึ้นเป็นทุกข์อันดับแรก…และชาติทุกข์นั้น มีอะไรเป็นมูลเหตุอันสำคัญที่สุด ก็ทรงพบว่า สมุทัย คือ ตัณหา เป็นมูลเหตุสำคัญที่สุด….. เพราะอะไร ? เพราะละตัณหาไม่ได้ ก็เกิดอยู่ร่ำไป…ความมุ่งหมายก็คือว่า “ทำอย่างไร จะให้สัตว์พ้นจากชาติทุกข์” ก็ให้สัตว์ทั้งหลาย ทำลายตัณหาให้ได้นั่นเอง….อย่ายึดติดหรือพอใจในกุศล แม้เป็นกุศลอันสูงสุด คือ เนวสัญญาณาสัญญายตนกุศล เพราะยังไม่พ้นการเกิดในภพอื่น ๆ อีกนั่นเอง… //

สรุปสั้น ๆ ว่า  “ที่ยังต้องเกิดอยู่ ก็เพราะตัดตัณหาไม่ได้นั่นเอง เมื่อตัดตัณหาไม่ได้ ก็ยังต้องเกิดอยู่ แต่การเกิด อาจเกิดด้วยอำนาจของโลกียกุศลก็ได้ (และจริง ๆ การเกิด ต้องโดยอาศัยปัจจัยอื่น ๆ อีกด้วย) แต่อำนาจแห่งโลกียกุศลทำให้เกิดได้ ก็เพราะยังตัดตัณหาไม่ได้นั่นเอง…(เพราะถ้าตัดตัณหาเป็นสมุจเฉทได้แล้ว โลกียกุศลวิบาก ซึ่งเป็นผลอันโลกียกุศลก่อน ๆ ก่อไว้แล้ว ก่อนหน้าจะบรรลุพระอรหัตต ก็ไม่สามารถทำให้เกิดอีกได้…) กล่าวถึงว่า เมื่อยังเกิดอยู่… ก็ไม่พ้นทุกข์ มีชาติทุกข์เป็นต้น”  ดังนั้น พระพุทธองค์จึงทรงตรัสรวบยอดเลยว่า ตัณหาเป็นสมุทัย คือเป็นเหตุให้เกิดทุกข์” 

อีกประการหนึ่ง ทางดำเนินเพื่อให้ถึงความดับทุกข์นั้น ต้องอาศัยกุศล ทั้งศีลกุศล สมาธิกุศล…ปัญญากุศลที่เป็นโลกียะ…กุศลนั้น ๆ พระองค์ก็ทรงตรัสให้พระสาวก กระทำให้เกิด ให้มีขึ้น… เพื่ออะไร ก็เพื่อให้เป็นสะพาน เพื่อการก้าวเดินไปสู่จุดหมายคือนิโรธ (นิพพาน) นั่นเอง…เมื่อถึงนิพพาน เพราะทำอรหัตตมรรค-ผล เกิดขึ้นแล้ว ก็ได้ชื่อว่าอยู่จบพรหมจรรย์… บุญกุศลทั้งหลายอันเป็นโลกียะ ก็ถูกละไปเองโดยอรหัตตมรรค พร้อม ๆ กับอนุสัยกิเลสที่นอนตามการเกิด-ดับแห่งนามรูปนั้น……(ปุญฺญปาปปหีโน ผู้มีบุญและบาปอันละได้แล้ว) จัดว่าเป็นผู้ไม่มีทุกข์ คือชาติทุกข์ในภพไหน ๆ อีกต่อไป….//

“พระพุทธเจ้า มิได้สอนให้คนไม่ตาย แต่สอนให้บุคคลไม่ต้องเกิดมาตายอีก”

====================

VeeZa

๑ เมษายน ๒๕๖๒