ตามประสาคนวัดๆ

——————-

ตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จสวรรคต ผมไป “ฟังสวด” ที่วัดมหาธาตุ ราชบุรี ทุกคืน และตั้งใจไว้ว่าจะไปทุกคืนจนกว่าจะเสร็จงาน เมื่อไรก็เมื่อนั้น

เมื่อเช้านี้หลวงพ่อเรียกให้ไปสนทนาธรรมเช่นเคยในฐานะคนวัด ผมได้ปรารภถึงขั้นตอนการปฏิบัติในพิธีสวดพระอภิธรรมถวายพระราชกุศล ขออนุญาตนำมาสรุปในที่นี้เผื่อใครยังงงอยู่ จะได้หายงง (หรืออาจจะงงหนักขึ้นไปอีกก็ได้)

ลำดับพิธีเป็นดังนี้

๑ ประธานในพิธีจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย
๒ จุดธูปเทียนที่ตู้พระธรรม
๓ จุดเครื่องทองน้อยที่หน้าพระบรมฉายาลักษณ์
๔ พิธีกรอาราธนาศีล พระสงฆ์ให้ศีล จบ
๕ ประธานในพิธีอ่านพระบรมราโชวาทหรือพระราชกรณียกิจ จบ
๖ พระสงฆ์สวดพระอภิธรรม ๔ จบ (พักแต่ละจบ)
๗ เจ้าหน้าที่ลาดภูษาโยง ประธานทอดผ้าบังสุกุล พระสงฆ์พิจารณาผ้า
๘ ถวายเครื่องไทยธรรม
๙ ผู้อยู่ในพิธีทั้งหมดเจริญจิตภาวนาเป็นเวลา ๙ นาที
๑๐ พระสงฆ์อนุโมทนา

ลำดับการปฏิบัติข้างต้นยังมีข้อควรทราบ พร้อมทั้งคำถาม

๑ การจุดธูปเทียนทุกที่ ประธานเป็นผู้จุดแต่เพียงผู้เดียว

ลำดับการจุด มีผู้สงสัยว่าพิธีหลวงจุดเครื่องทองน้อยก่อน แต่พิธีสวดพระอภิธรรมในการนี้ทำไมจุดบูชาพระรัตนตรัยก่อน

ได้ทราบว่า มหาเถรสมาคมกำหนดมาเช่นนั้น คือให้จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัยก่อน

มีข้อสังเกตว่า ในพิธีอื่นๆ ที่เกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อยังทรงพระชนม์อยู่ เมื่อจะเริ่มพิธี ประธานจะเปิดกรวยถวายราชสักการะก่อนแล้วจึงปฏิบัติในขั้นตอนอื่นๆ

ในการนี้ก็น่าจะต้องจุดเครื่องทองน้อยก่อน

ผมยังไม่ได้สืบหาความรู้ว่ามหาเถรสมาคมสั่งมาเช่นนั้นจริงหรือไม่ ถ้าสั่งมาเช่นนั้นจริง จะว่าอย่างไรกัน จะให้ทำตามสั่ง หรือจะปรับแก้คำสั่งให้ตรงตามหลักนิยม

ขอแรงญาติมิตรช่วยหาความรู้ให้หน่อยนะครับว่าเท็จจริงเป็นประการใด

๒ เมื่อจุดเสร็จ เริ่มพิธี ไม่ต้องนำบูชาพระรัตนตรัย ให้เริ่มด้วยอาราธนาศีลไปเลย

คำถามคือ จะนำบูชาพระรัตนตรัยก่อนแล้วจึงอาราธนาศีลดังที่ปฏิบัติตามปกติ ได้หรือไม่

๓ การทอดผ้า ประธานเป็นผู้ทอดแต่เพียงผู้เดียว

คำถามคือ จะเชิญท่านผู้มาร่วมพิธีร่วมทอดเหมือนในงานทั่วไป ได้หรือไม่

๔ การอ่านพระบรมราโชวาทหรือพระราชกรณียกิจ รวมทั้งการให้เจริญจิตภาวนาก่อนพระสงฆ์อนุโมทนา ทราบว่าเป็นกิจที่มหาเถรสมาคมสั่งเพิ่มเติมมาในภายหลัง

คำถามคือ ข้อความที่เป็นพระบรมราโชวาท หรือข้อความที่บรรยายพระราชกรณียกิจที่จะให้ประธานอ่านนั้น จะเอามาจากไหน

ที่ทราบตอนนี้ก็คือ ให้แต่ละแห่งแต่ละวัดจัดหาเอาเอง

เรื่องนี้ขออนุญาตเสนอแนะว่า มหาเถรสมาคมควรจะจัดทำตัวบทพระบรมราโชวาทหรือพระราชกรณียกิจส่งไปให้วัดต่างๆ ด้วยเลย จะได้ลงรอยเดียวกัน สวดเดือนหนึ่ง ก็จัดทำไปให้ ๓๐ เรื่องหรือมากกว่าก็ได้ เพื่อให้เลือกอ่านได้ตามถนัด

ให้แต่ละวัดจัดหาเอาเองนี่ออกจะยุ่งยากอยู่
โปรดอย่าลืมว่าศักยภาพของแต่ละวัดมีไม่เท่ากัน

อีกประการหนึ่ง ใครเอาอะไรไปอ่านบ้างก็ไม่รู้ ประเดี๋ยวก็จะสับสนอลหม่าน ขาดเอกภาพ

เมื่อตอนที่สำนักงานข้าราชการพลเรือนเป็นแม่งานจัด “โครงการเรียนรู้ตามรอยพระยุคลบาท” อบรมข้าราชการในหน่วยงานต่างๆ ได้จัดพิมพ์พระบรมราโชวาทขึ้นจำนวนหนึ่งเป็นคู่มือให้วิทยากรศึกษา

จะใช้พระบรมราโชวาทชุดนั้นก็ได้ หรือจะใช้พระบรมราโชวาทจากหนังสือที่มีผู้จัดพิมพ์ขึ้นไว้ก็ได้

สรุปว่า ถ้ามหาเถรสมาคมไม่จัดหาให้ ก็ต้องชี้แนะแหล่งที่จะหาให้ ไม่ควรปล่อยให้งมหากันเอาเอง

โปรดอย่าลืมว่าศักยภาพของแต่ละวัดมีไม่เท่ากัน

หลวงพ่อท่านปรารภว่า เวลาสั่งอะไรมา ผู้สั่งควรจะระลึกไว้ด้วยว่าในกรุงกับหัวเมืองนั้นสภาพไม่เหมือนกัน

ท่านยกตัวอย่างในหลักพระธรรมวินัยว่า ในมัชฌิมประเทศ บวชพระใช้พระ ๑๐ รูป แต่ในปัจจันตชนบทมีพุทธานุญาตให้ใช้พระแค่ ๕ รูปก็ได้

จะให้วัดบ้านนอกทำได้เหมือนกับวัดในกรุง ก็ลำบากแย่

นี่ก็ได้ยินว่าจะให้บวชพระจังหวัดละ ๘๙ รูป

หลวงพ่อท่านเปรยเป็นภาษาชาวบ้านว่า บวชตอนตั้งศพนี่ยังไม่เคยเห็น เคยเห็นแต่บวชตอนเผา ที่เรียกกันว่า “บวชหน้าไฟ”

ดูมันก็ชอบกลดี

ผู้เป็นต้นคิดอาจจะคิดว่า ภารกิจแค่นี้มันต้องทำได้สิ อาจอ้างเอาความจงรักภักดีมาสำทับเข้าอีกด้วย

ผมเชื่อว่าทั้งพระทั้งชาวบ้านล้วนแต่จงรักภักดีกันทั่วหน้า แต่เมื่อจะคิดวิธีอะไรขึ้นมา ก็ขอให้ผู้ปฏิบัติสามารถรับไปปฏิบัติได้ด้วยความสุข ก็จะเป็นการส่งเสริมพระกฤดาภินิหารให้รุ่งเรืองภิญโญภาพตลอดไป

ปรารภสู่กันฟังตามประสาคนวัดๆ ครับ

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย
๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๙
๑๖:๒๗