คำว่า “ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็น กรรมเก่านี้” เป็นการแสดงโดยนัยที่เรียกว่า “ผลูปจารนัย” (ผล+อุปจาร+นัย แปลว่า พูดถึงเหตุที่ใกล้เคียงผล) หมายความว่า ความมุ่งหมายที่แท้จริงนั้น หมายเอาเหตุ ซึ่งในที่นี้ คือ กรรม ๒๙ (อกุศลกรรม ๑๒, มหากุศลกรรม ๘, มหัคคตกุศลกรรม ๙)

ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นธรรมที่เป็นผล
กรรม ๒๙ (อกุศลกรรม ๑๒, มหากุศลกรรม ๘, มหัคคตกุศลกรรม ๙) เป็นส่วนที่เป็นเหตุ

ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ในส่วนที่เป็นผล จะประกอบด้วย วัตถุ (รูป), และวิญญาณ คือ
– จักขุวัตถุ ได้แก่ จักขุปสาท > เป็นที่ตั้งของ จักขุวิญญาณ
– โสตวัตถุ ได้แก่ โสตปสาท > เป็นที่ตั้งของ โสตวิญญาณ
– ฆานวัตถุ ได้แก่ ฆานปสาท > เป็นที่ตั้งของ ฆานวิญญาณ
– ชิวหาวัตถุ ได้แก่ ชิวหาปสาท > เป็นที่ตั้งของ ชิวหาวิญญาณ
– กายวัตถุ ได้แก่ กายปสาท > เป็นที่ตั้งของ กายวิญญาณ
– หทยวัตถุ คือส่วนหนึ่งของหัวใจ > เป็นที่เกิดของ มโนธาตุ ๓, และ มโนวิญญาณธาตุ ๗๖ (แต่ที่เป็นผลของ อกุศลและโลกียกุศลกรรมนั้น ได้แก่ ตทารัมมณจิต ๑๑, รูปวิบาก ๕, ส่วนอรูปวิบาก ๔ ไม่ได้อาศัยวัตถุใด ๆ เกิด)
(ในส่วนนี้ จะเข้าใจได้ดี ก็ต้องศึกษาอภิธรรมปิฎก และคัมภีร์ที่อธิบายอภิธรรมปิฎก)

* หมายเหตุ :- ส่วนที่เป็นรูป มีจักขุปสาทเป็นต้น จัดเป็นวิบาก (ผล) โดยอ้อม

หมายเหตุ ;- (แท้จริงแล้ว อารมณ์ทั้ง ๖ มี รูปารมณ์เป็นต้น ก็ไม่เชิงเป็นกรรมเก่า คือมิได้เป็นผลของกรรมเก่าไปเสียทั้งหมด… บางอย่างเกิดโดยสมุฏฐานอื่น ๆ ก็มี)

อธิบาย

เวลาที่เราเห็นรูปารมณ์…หูฟังเสียง….
– ส่วนที่ทำหน้าที่เห็น นั้น เป็น จักขุวิญญาณ / “จักขุวิญญาณนั้น” เป็นผลอันเกิดมาแต่กรรมในอดีต…เมื่อได้เหตุปัจจัยในปัจจุบัน คือรูปารมณ์, แสงสว่าง, ความใส่ใจ เป็นต้นแล้ว…จักขุวิญญาณก็เกิดขึ้นทำหน้าที่เห็น…
– ส่วนที่ทำหน้าที่ได้ยิน…นั้น เป็น โสตวิญญาณ / “โสตวิญญาณนั้น” เป็นผลอันเกิดมาแต่กรรมในอดีต…เมื่อได้เหตุปัจจัยในปัจจุบัน คือสัททารมณ์ (เสียง), ช่องว่าง,และความใส่ใจ…เป็นต้น แล้ว…โสตวิญญาณก็เกิดขึ้นทำหน้าที่ได้ยิน…
* ในวิญญาณที่เหลือ ก็ทำนองเดียวกัน….เมื่อได้เหตุ-ปัจจัยตามสมควรแล้ว ก็เกิดขึ้นทำหน้าที่ของตน ๆ ”

ส่วนเมื่อบุคคล เห็นแล้ว ได้ยินแล้ว…. เกิดชอบ หรือชัง … แสดงกรรม, พฤติกรรมต่าง ๆ ออกมา ทางกายบ้าง วาจาบ้าง ใจบ้าง….นั่นเป็นส่วนที่ทรงเรียกว่า “กรรมใหม่” มีเจตนาเป็นเครื่องประกอบสำคัญ…จิตที่เกิดขึ้นใหม่ที่เรียกว่ากรรมใหม่นั้น เป็นจิตที่ทำหน้าที่เป็นชวนะ ซึ่งจะถูกเรียกว่าเป็น “กุศลบ้าง เป็นอกุศลบ้าง” จะไม่เรียกว่าเป็นวิบาก เพราะส่วนที่เรียกว่า “กรรม” นี้ “เป็นส่วนของเหตุ” ซึ่งจะก่อผลต่อไปในอนาคต….ผลที่ว่านั้น… เมื่อบุคคลไปเกิดในภพใหม่ ส่วนหนึ่งก็จะถูุกเรียกว่า เป็นผลของกรรมที่มีมาแล้วในอดีต ที่เรียกว่า “ผลของอดีตกรรม” (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) ….ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น สลับสับเปลี่ยนไปอย่างนี้ ไม่มีที่สิ้นสุด …. จนกว่า จะเข้าสู่อนุปาทิเสสนิพพาน…ผลแห่งกรรมทั้งหลาย ก็จะสิ้นสุดลงฯ

====================
VeeZa
๒๒ เมษายน ๒๕๖๒