ทองย้อย แสงสินชัย
ถ้าหิว ก็ลุกขึ้นมาช่วยกันหุงหา

——————————

มีท่านผู้หนึ่งแสดงความเห็นของท่านเองว่า ภิกษุฉันข้าวเย็น (หมายถึงฉันภัตตาหารในเวลาวิกาลคือหลังเที่ยงวันไปแล้ว) ผิดวินัย แต่ไม่ตกอบายภูมิ

พูดให้ชาวบ้านเข้าใจกว้างๆ ก็ว่า ผิดวินัย แต่ไม่ตกนรก

ท่านอ้างเหตุผลว่า ถ้าการกินข้าวเย็นทำให้ตกนรก ชาวบ้านก็ต้องตกนรกกันหมดเพราะชาวบ้านกินข้าวเย็นกันทั้งนั้น

ท่านจึงสรุปความเห็นของท่านว่า พระฉันข้าวเย็น ผิดวินัย แต่ไม่ตกนรก

ท่านทั้งปวงที่ได้อ่านความข้อนี้จะคิดเห็นเป็นประการใด?

ขอแรงให้ศึกษาหลักพระธรรมวินัยก่อนแล้วจึงค่อยตอบ อย่าตอบตามความเข้าใจเอาเอง

…………………

พระอาบน้ำให้แม่ ป้อนข้าวแม่ อุ้มแม่ กอดแม่ ชาวบ้านชื่นชมยินดีกันทั่วไปหมด บอกว่าท่านเลี้ยงแม่ของท่าน ประเสริฐแท้ อนุโมทนาสาธุ

ความจริงก็คือ พระทำเช่นนั้นผิดพระวินัย

นี่คือตัวอย่างที่ชาวบ้านเอาความเข้าใจของตัวเองไปตัดสิน แล้วความเข้าใจนั้นก็ไปลบล้างพระธรรมวินัยโดยไม่รู้ตัว

เวลานี้ชาวบ้านเอาความเข้าใจของตัวเองเป็นที่ตั้งแบบนี้กันมาก นับเป็นอันตรายต่อพระธรรมวินัยคือตัวพระศาสนาอย่างยิ่ง

เพราะฉะนั้น จะตอบปัญหาข้างต้นโน้น โปรดศึกษาพระธรรมวินัยกันก่อน

ถามตัวเองว่าจะศึกษาพระธรรมวินัยได้ที่ไหน-เริ่มต้นกันที่ตรงนั้นไปเลยนะครับ

…………………

ถ้าหิว ก็ลุกขึ้นมาช่วยกันหุงหา
อย่าเอาแต่บ่น แล้วนั่งรอกิน

ถ้าอยากรู้ ก็ลุกขึ้นมาช่วยกันค้นคว้า
อย่าเอาแต่ถาม แล้วนั่งรอคำตอบ

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย
๑๒ เมษายน ๒๕๖๒
๑๒:๕๔

=============///===============

แนวทางการให้ความรู้ในบทความนี้…มุมกว้าง ๆ

สิกขาบท (มุ่งหมายเอา ศีลของภิกษุ ๒๒๗) แบ่งเป็น ๒ คือ
๑. สิกขาบทที่ต้องแล้ว เข้าถึงความเป็นอกุศลกรรมบถ 
๒. สิกขาบทที่ต้องแล้ว ยังไม่เข้าถึงความเป็นอกุศลกรรมบถ

“สิกขาบทที่ให้ถึงความเป็นอกุศลกรรมบถ” ก็เอาอกุศลกรรมบถ ๑๐ พร้อมด้วยองค์แห่งอกุศลกรรมบถนั้น ๆ เข้าไปเทียบเคียง (กายกรรม ๓, วจีกรรม ๔, มโนกรรม ๓) เช่น ฆ่าสัตว์, ลักทรัพย์…..ฯ
สิกขาบทประเภทนี้ จะก่อให้เกิดอกุศลวิบากปฏิสนธิ นำให้ไปเกิดในอบายภูมิ ๔ (นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน) ได้ ในลำดับแห่งปฏิสนธิกาล ในภพที่สอง…

ส่วนสิกขาบทที่ต้องแล้ว ยังไม่เข้าถึงความเป็นกรรมบถ แต่ทำให้เกิดความเศร้าหมองได้ และอาจจะไปสนับสนุน คือกลายเป็นอกุศลอุปัตถัมภกกรรม แก่อกุศลกรรมอื่น ๆ เพื่อส่งผลให้เกิดในอบายภูมิได้เช่นกัน ….อย่างเช่น นาคชื่อเอรกปัต (อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท พุทธวรรคที่ ๑๔)

นาคนั้น อดีตบวชเป็นภิกษุ…ต้องอาบัติเล็กน้อย คือเดินทางไปทางเรือ ใช้มือราน้ำ ไปจับต้องของเขียว (พืชที่เกิดในน้ำ) และเมื่อเรือแล่นไปโดยเร็ว ทำให้ของเขียวนั้นติดมือไปด้วย… การพรากของเขียวเป็นอาบัติปาจิตตีย์ (ไม่เข้าข่ายอกุศลกรรมบถเลย) แต่ท่านไม่ได้กระทำเทศนาบัติ จิตเกิดความเศร้าหมองในขณะใกล้ตาย (มรณาสันนกาล) ทำให้ปฏิสนธิในกำเนิดเดรัจฉานเป็นนาค ชื่อเอรกปัต

ตรงที่ทำให้จิตเศร้าหมองนั่นแหละ เป็นสิ่งที่สำคัญมาก…อกุศลกรรมเล็ก ๆ น้อย หรืออาบัติที่กระทำแล้วเล็กน้อย แล้วไม่กระทำคืน จะก่อให้เกิดความวิปฏิสาร (ความเดือดร้อนใจในภายหลัง) เป็นอารัมมณปัจจัย หรือเป็น ปกตูปนิสสปัจจัย ให้แก่มรณาสันนวิถี (วิถีสุดท้ายก่อนที่จุติจิตเกิดขึ้น)….แม้กรรมนั้นไม่ถึงความเป็นกรรมบถก็จริง … แต่เป็นอุปัตถัมภกอกุศลกรรม คือไปสนับสนุนให้อกุศลกรรมอื่น ๆ มีกำลังแรงขึ้น ในขณะปฏิสนธิกาล ทำให้อกุศลกรรมนั้นมีอำนาจพอที่จะก่อให้เกิดปฏิสนธิวิบาก นำให้เกิดในกำเนิดแห่งสัตว์เดรัจฉานได้..นี่ประการหนึ่ง

อีกประการหนึ่ง คือ ความเศร้าหมองอันเกิดแต่อาบัติเล็ก ๆ น้อย ๆ นั้น จะเข้าไปขัดขวางกุศลธรรมอื่น ๆ ให้เกิดขึ้นไม่ได้ เช่น สมาธิ, ปัญญา กล่าวคือ เมื่อศีลไม่บริสุทธิ์ คือ ศีลขาด ศีลทะลุ, ศีลด่าง, ศีลพร้อย ไปแล้ว ย่อมไม่เป็นบาทฐานแห่งสมาธิ …. และปัญญาสืบเนื่องกันไป…ภิกษุที่ยังมีอาบัติอยู่ จะไม่สามารถเจริญสมาธิ ให้บรรลุฌานได้, แม้จะเจริญวิปัสสนา ก็ไม่สามารถกระทำให้เกิดญาณต่าง ๆ มีนามรูปปริจเฉทญาณ เป็นต้น ได้… นี่เป็นผลเสียประการหนึ่ง ฯ

อีกประการหนึ่ง ความผิดศีลเล็ก ๆ น้อย ย่อมเป็นปัจจัยแก่ความผิดศีลใหญ่ ๆ คือ อกุศล เป็นปัจจัยให้เกิดอกุศลได้ง่าย ด้วยอำนาจแห่งอารัมมณปัจจัยบ้าง, ปกตูปนิสสยปัจจัยบ้าง ดังกล่วแล้ว…

แท้จริงแล้ว การละเมิดสิกขาบท ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ … ถ้าไม่กระทำคืน ให้ถูกต้องตามวินัยบัญญัติ มีผลเสียหายหลายด้าน…ทั้งทางตรง,ทางอ้อม,ทั้งแก่ตนเองและแก่พุทธบริษัทอื่น ๆ…อย่างน้อย ๆ เมื่อแพร่กระจายข่าวนั้น ๆ ออกไป….ก็ทำให้เกิดความเสื่อมถอยศรัทธา…เมื่อไม่มีอุบาสกอุบาสิกา…ที่ศรัทธา…ภิกษุที่อาศัยชาวบ้านเลี้ยงชีพก็อยู่ยาก…เมื่ออยู่ยาก…โดยมากก็ต้องสึก, บางพวกบางเหล่าที่อยู่ได้ก็ประพฤติผิดพระวินัยหนักขึ้นไปอีก…มีอเนสนากรรมต่าง ๆ เป็นต้น… ผลเสียก็จะยิ่งพูกพูนขึ้นไปอีก…

 

============

VeeZa : ๑๔ เมษายน ๒๕๖๒