กรรมวาจาจารย์

อาจารย์ที่แทบจะไม่มีใครรู้จัก

อ่านว่า กำ-มะ-วา-จา-จาน

ประกอบด้วยคำว่า กรรมวาจา + อาจารย์

(๑) “กรรมวาจา” แยกศัพท์เป็น กรรม + วาจา

(ก) “กรรม” บาลีเป็น “กมฺม” (กำ-มะ) สันสกฤตเป็น “กรฺม” (กระ-มะ, ก ควบ ร กลืนเสียง ระ ลงคอ) ไทยเขียนอิงสันสกฤตเป็น “กรรม”

“กมฺม” รากศัพท์คือ กรฺ (ธาตุ = กระทำ) + รมฺม (รำ-มะ, ปัจจัย) ลบ รฺ ที่สุดธาตุและ ร ที่ต้นปัจจัย

: กร > ก + รมฺม > มฺม : ก + มฺม = กมฺม

“กมฺม” แปลว่า การกระทำ, สิ่งที่ทำ, การงาน (the doing, deed, work) นิยมพูดทับศัพท์ว่า “กรรม”

(ข) “วาจา” รากศัพท์มาจาก วจฺ (ธาตุ = พูด) + ณ ปัจจัย, ลบ ณ, ทีฆะ อะ ที่ ว-(จฺ) เป็น อา ตามสูตร “ด้วยอำนาจปัจจัยเนื่องด้วย ณ” (วจฺ > วาจ) + อา ปัจจัยเครื่องหมายอิตฺถีลิงค์

: วจฺ + ณ = วจณ > วจ > วาจ + อา = วาจา แปลตามศัพท์ว่า “คำอันเขาพูด” หมายถึง คำพูด การกล่าว, การพูด, วาจา (word, saying, speech)

กมฺม + วาจา = กมฺมวาจา แปลว่า “คำพูดในกิจของสงฆ์”

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “กมฺมวาจา” ว่า the text or word of an official Act (ข้อความหรือคำพูดในกรรมวาจา)

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –

“กรรมวาจา : (คำนาม) คำประกาศกิจการในท่ามกลางสงฆ์. (ส. กรฺม + วาจา = คำ; ป. กมฺม + วาจา).”

พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ไทย-อังกฤษ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต แปล “กรรมวาจา” เป็นอังกฤษดังนี้ –

Kammavācā : the formal words of an act; text of a formal act, i.e. a motion (ญัตติ) together with one or three proclamations (อนุสาวนา) that may follow.

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต ขยายความไว้ว่า –

“กรรมวาจา : คำประกาศกิจในท่ามกลางสงฆ์, คำสวดประกาศในการทำสังฆกรรม, คำประกาศในการดำเนินการประชุม แยกเป็น ญัตติ และ อนุสาวนา.”

ดูเพิ่มเติม: “กรรมวาจา” บาลีวันละคำ (2,334) 2-11-61

(๒) “อาจารย์”

เป็นรูปคำสันสกฤต บาลีเป็น “อาจริย” (อา-จะ-ริ-ยะ) รากศัพท์มาจาก –

(1) อา (คำอุปสรรค = ทั่วไป, ยิ่ง) + จรฺ (ธาตุ = ประพฤติ) + อิย ปัจจัย

: อา + จรฺ = อาจรฺ + อิย = อาจริย แปลตามศัพท์ว่า “ผู้ประพฤติเอื้อเฟื้อเกื้อกูลแก่ศิษย์”

(2) อา (จากศัพท์ “อาทิ” = เบื้องต้น) + จรฺ (ธาตุ = ศึกษา) + อิย ปัจจัย

: อา + จรฺ = อาจรฺ + อิย = อาจริย แปลตามศัพท์ว่า “ผู้ยังศิษย์ให้ศึกษามาแต่ต้น”

(3) อา (จากศัพท์ “อาทร” = เอื้อเฟื้อ, เอาใจใส่) + จรฺ (ธาตุ = ประพฤติ) + อิย ปัจจัย

: อา + จรฺ = อาจรฺ + อิย = อาจริย แปลตามศัพท์ว่า “ผู้อันศิษย์พึงประพฤติ คือปรนนิบัติด้วยความเอาใจใส่”

(4) อา (แข็งแรง, จริงจัง, ยิ่งใหญ่) + จรฺ (ธาตุ = ประพฤติ) + อิย ปัจจัย

: อา + จรฺ = อาจรฺ + อิย = อาจริย แปลตามศัพท์ว่า “ผู้บำเพ็ญประโยชน์สุขแก่ศิษย์อย่างดียิ่ง”

(5) อา (แทนศัพท์ “อภิมุขํ” = ข้างหน้า, ตรงหน้า) + จรฺ (ธาตุ = ประพฤติ) + อิย ปัจจัย

: อา + จรฺ = อาจรฺ + อิย = อาจริย แปลตามศัพท์ว่า “ผู้อันศิษย์พึงประพฤติทำไว้ข้างหน้า” (คือศิษย์พึงดำเนินตาม)

(6) อา (แทนศัพท์ “อาปาณโกฏิกํ” = ตลอดชีวิต) + จรฺ (ธาตุ = ประพฤติ) + อิย ปัจจัย

: อา + จรฺ = อาจรฺ + อิย = อาจริย แปลตามศัพท์ว่า “ผู้อันศิษย์พึงประพฤติ คือพึงปรนนิบัติตลอดชีวิต”

“อาจริย” แปลทับศัพท์เป็นรูปสันสกฤตว่า “อาจารย์” (a teacher)

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –

“อาจารย์ : (คำนาม) ผู้สั่งสอนวิชาความรู้; คําที่ใช้เรียกนําหน้าชื่อบุคคลเพื่อแสดงความยกย่องว่ามีความรู้ในทางใดทางหนึ่ง. (ส.; ป. อาจริย).”

กมฺมวาจา + อาจริย = กมฺมวาจาจริย > กรรมวาจาจารย์

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –

“กรรมวาจาจารย์ : (คำนาม) อาจารย์ผู้ให้สำเร็จกรรมวาจา คือ คู่สวด. (ส. กรฺมวาจา + อาจารฺย ว่า อาจารย์).”

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต บอกไว้ว่า

“กรรมวาจาจารย์ : พระอาจารย์ผู้สวดกรรมวาจาประกาศในท่ามกลางสงฆ์ในการอุปสมบท.”

ขยายความ :

ในการทำสังฆกรรมที่ต้องประกาศให้สงฆ์ทราบหรือต้องขอมติจากสงฆ์ (เช่น การมอบผ้ากฐิน และการอุปสมบทเป็นต้น) ตามหลักพระวินัยจะต้องสวด “กรรมวาจา” คือคำประกาศท่ามกลางที่ประชุมสงฆ์

ภิกษุผู้ทำหน้าที่สวด “กรรมวาจา” นั้นมีคำเรียกชื่อว่า “กรรมวาจาจารย์” ซึ่งคนทั่วไปเรียกกันว่า “คู่สวด”

การที่เรียกว่า “คู่สวด” ก็แปลว่าจะต้องมี 2 รูป ความจริงแล้ว “กรรมวาจาจารย์” มีรูปเดียวก็ใช้ได้ แต่ที่นิยมให้มี 2 รูปนั้นสันนิษฐานว่าประสงค์จะให้อีกรูปหนึ่งทำหน้าที่สวดเทียบทานเพื่อให้การสวดกรรมวาจาปราศจากข้อบกพร่องตามหลักพระธรรมวินัย

ภิกษุอีกรูปหนึ่งที่ทำหน้าที่สวดเทียบทานนี้มีคำเรียกเป็นต่างหากออกไปว่า “อนุสาวนาจารย์”

“กรรมวาจาจารย์” และ “อนุสาวนาจารย์” ทั้ง 2 นี้แหละคือที่เราเรียกกันว่า “คู่สวด”

คำว่า “อุปัชฌาย์อาจารย์” ที่นิยมพูดกันนั้น ตามคติของคนเก่า “อาจารย์” ท่านหมายถึง “กรรมวาจาจารย์” และ “อนุสาวนาจารย์” ทั้ง 2 นี้

และตามคติของคนเก่านั้น ท่านนับถือ “อุปัชฌาย์อาจารย์” เสมอด้วยบิดามารดา โดยเหตุผลว่าเป็นผู้ทำกิจทำหน้าที่ตามพระวินับให้เกิดเพศสงฆ์ขึ้นในพระพุทธศาสนา คนเก่าท่านจึงเคารพพระอุปัชฌาย์อาจารย์ของตนยิ่งนัก

…………..

บาลีวันละคำชุด:-

: ช่วยกันสืบทอดพระศาสนา
: ช่วยกันรู้ภาษาพระธรรมวินัย

…………..

ดูก่อนภราดา!

: ถ้าเคารพครูบาอาจารย์ให้ลึกๆ
: จะบวชอยู่หรือจะสึกก็อย่าทำชั่ว

(ตอบคำถามของ Chaiwat Oungkiros)