นตฺถิ ภนฺเต

ฝรั่งเซย์ว่า no sir.

อ่านว่า นัด-ถิ พัน-เต

เขียนแบบบาลีไทย – “นัตถิ ภันเต”

(๑) “นตฺถิ” (นัด-ถิ)

เป็นรูปคำกริยา “กิริยาอาขยาต” รากศัพท์มาจาก น (คำอุปสรรค = ไม่, ไม่ใช่) + อตฺถิ

(ก) “อตฺถิ” (อัด-ถิ) เป็นรูปคำกริยา “กิริยาอาขยาต” รากศัพท์มาจาก อสฺ (ธาตุ = มี, เป็น) + อ ปัจจัย + ติ วิภัตติอาขยาต (เอกพจน์ ปฐมบุรุษ หรือบุรุษที่หนึ่ง = สิ่งหรือผู้ที่ถูกพูดถึง), แปลง ติ เป็น ตฺถิ, ลบ สฺ ที่สุดธาตุ (อสฺ > อ)

: อสฺ + อ + ติ = อสฺติ > อสตฺถิ > อตฺถิ แปลตามศัพท์ว่า “(สิ่งนั้นหรือผู้นั้น) มีอยู่”

(ข) น + อตฺถิ = นตฺถิ แปลตามศัพท์ว่า “(สิ่งนั้นหรือผู้นั้น) ย่อมไม่มี”

อธิบายเพิ่มเติม :

(1) น + อตฺถิ = นตฺถิ ถือว่าเป็นการประสมแบบพิเศษ เพราะกฎการประสมของ “น” (นะ = ไม่, ไม่ใช่) ที่เราทราบกันอยู่ก็คือ ถ้าคำที่ “น” ไปประสมด้วยขึ้นต้นด้วยสระ ต้องแปลง “น” เป็น “อน” (อะ-นะ) ในที่นี้ “อตฺถิ” ขึ้นต้นด้วยสระ (อ- บาลีถือว่าเป็นสระ) น + อตฺถิ แทนที่จะเป็น “อนตฺถิ” ก็กลับเป็น “นตฺถิ”

ในทางไวยากรณ์ถือว่า “นตฺถิ” เป็นรูปคำกริยาสมบูรณ์ในตัว เวลาแปลไม่ต้องแยกคำเป็น “น อตฺถิ” (อตฺถิ = มีอยู่, น = หามิได้) แต่ยกขึ้นแปลเต็มศัพท์ว่า นตฺถิ = ย่อมไม่มี

(2) “อตฺถิ” และ “นตฺถิ” เป็นคำกริยาพิเศษ คือลง ติ วิภัตติอาขยาต ซึ่งเป็นเอกพจน์ แต่สามารถใช้ “ประธาน” ของประโยคเป็นพหูพจน์ได้ด้วย

จำไว้สั้นๆ ว่า “อตฺถิ” และ “นตฺถิ” เป็นกริยาทั้งเอกพจน์และพหูพจน์อยู่ในคำเดียวกัน

(๒) “ภนฺเต” (พัน-เต)

เป็นศัพท์จำพวกที่เรียกว่า “นิบาต” นักเรียนบาลีแปลกันว่า “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ”

“ภนฺเต” คำนี้ถ้าจะให้แสดงรากศัพท์ อาจบอกไว้ว่า รูปคำเดิมเป็น “ภวนฺต” (พะ-วัน-ตะ) รากศัพท์มาจาก ภว (ผู้เจริญ, ความเจริญ) + วนฺต ปัจจัย, ลบ ว ที่สุดศัพท์ (ภว > ภ)

: ภว + วนฺต = ภววนฺต > ภวนฺต แปลตามศัพท์ว่า “ผู้มีความเจริญ” “ผู้เจริญ”

“ภวนฺต” เมื่อใช้เป็น “อาลปนะ” (คำทัก, คำเรียก addressing) แปลงรูปเป็น “ภนฺเต” และถือว่าเป็นศัพท์จำพวก “นิบาต”

“ภนฺเต” เป็นคำที่คู่กับ “อาวุโส” ซึ่งแปลตามศัพท์ว่า “ผู้มีอายุ”

“ภนฺเต” เป็นคำทักหรือคำลงท้ายเมื่อผู้น้อยพูดกับผู้ใหญ่

“อาวุโส” เป็นคำทักหรือคำลงท้ายเมื่อผู้ใหญ่พูดกับผู้น้อย

ขยายความ :

“นัตถิ ภันเต” เป็นคำตอบปฏิเสธที่ผู้น้อยใช้กับผู้ใหญ่ แปลตามศัพท์ว่า “ไม่มีขอรับ” หรือ “ไม่มีเจ้าค่ะ”

น้ำหนักของคำอยู่ที่คำว่า “นัตถิ” ซึ่งมีความหมายว่า ไม่ใช่ ไม่มี ไม่เป็น ไม่เอา ไม่รับ ไม่เห็นด้วย คือเมื่อจะปฏิเสธในกรณีใดๆ ก็ตาม พูดว่า “นัตถิ” คำเดียวเป็นอันได้ความ เทียบกับคำอังกฤษก็คือ no หรือ not

คำว่า “นัตถิ” เสียงใกล้กับคำว่า “น หิ” (นะ หิ) ซึ่งเป็นคำขึ้นต้นประโยคปฏิเสธในภาษาบาลี พบได้ทั่วไปในคัมภีร์ เช่น –

น หิ โน สงฺครนฺเตน
มหาเสเนน มจฺจุนา.

(นะ หิ โน สังคะรันเตนะ
มะหาเสเนนะ มัจจุนา)

เราจะผัดเพียนมิได้เลย
กับมฤตยูอันมีไพร่พลมหิมา

น หิ เวเรน เวรานิ
สมฺมนฺตีธ กุทาจนํ.

(นะ หิ เวเรนะ เวรานิ
สัมมันตีธะ กุทาจะนัง)

เวรจะระงับด้วยการก่อเวรนั้นหามิได้เลย
ไม่ว่าในกาลไหนๆ ในโลกนี้

“น หิ” ออกเสียงตามสำเนียงมคธเป็น หนะ-ฮิ ตรงกับภาษาฮินดีที่พูดกันประเทศอินเดียทุกวันนี้ ซึ่งแปลว่า ไม่ ไม่มี ไม่ใช่

ข้อคิด :

“น หิ” หรือ “นัตถิ” หรือ “นัตถิ ภันเต” หมายถึงคำปฏิเสธ คำค้าน คำทักท้วง เป็นคำที่จำเป็นมากในการอยู่ร่วมกันในสังคม อุปมาเหมือนห้ามล้อของรถ

อยู่ร่วมกัน ว่าอะไรว่าตามกัน ไม่มีเสียงค้าน หรือไม่ฟังเสียงค้าน ก็เหมือนรถไม่มีห้ามล้อนั่นแล

…………..

ดูก่อนภราดา!

: รถไม่มีห้ามล้อ ผู้โดยสารย่อมตกอยู่ในอันตราย
: ไม่อยากให้ผู้นำพาเราไปตาย จงกล้าที่จะพูดว่า “นัตถิ ภันเต”