ปัญหาเรื่องพระ ๕ รูป

———————-

เรื่องนี้มีหลักวิชาการมาก และยาวมากด้วย
รับรองว่าอ่านไม่สนุก

แต่ขอร้องให้ช่วยกันอ่าน ช่วยกันศึกษา

การศึกษาพระธรรมวินัยให้เข้าใจแล้วปฏิบัติให้ถูกต้อง
เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาพระศาสนา

……………….

อีกไม่กี่วันก็จะออกพรรษา

เดือนหนึ่งหลังจากออกพรรษา สังคมไทยจะอึกทึกไปด้วยบรรยากาศงานบุญกฐิน

เรื่องที่จะได้อ่านต่อไปนี้เป็นอีกเงื่อนแง่หนึ่งของบุญกฐิน

นั่นคือ วัดที่มีพระจำพรรษาไม่ถึง ๕ รูป ไปนิมนต์พระจากต่างวัดมาร่วมพิธีทอดกฐินเพื่อให้ครบ ๕ รูป

มีผู้กระทำกันอยู่
มีผู้เห็นว่าทำได้
แต่ส่วนมากไม่ได้สนใจที่จะศึกษาหลักฐานในพระคัมภีร์

……………….

สมัยหนึ่งนานมาแล้ว เคยมีปัญหาเรื่องทอดกฐินว่าต้องมีพระอย่างน้อยกี่รูปจึงจะรับกฐินได้?

ต่อมาจึงมีผู้ค้นคว้าจนได้คำตอบชัดเจนว่า พระที่รับกฐินอย่างน้อยต้อง ๕ รูป

ตอนนี้มีปัญหาเกิดขึ้นอีกว่า พระอย่างน้อย ๕ รูปนั้นต้องเป็นพระวัดเดียวกัน หรือนิมนต์มาจากต่างวัดก็ได้?

………………..

เบื้องต้น ขอให้ดูหลักนิยมที่ปรากฏในสังคมกันก่อน

พอใกล้เข้าพรรษา วัดไหนมีพระจำพรรษาไม่ถึง ๕ รูป จะมีผู้เดือดร้อนมาก ทั้งชาววัด ทั้งชาวบ้าน

ใครพอรู้จักวัดไหนที่มีพระมาก ก็จะพยายามไปติดต่อขอพระมาจำพรรษาที่วัดของตนให้ได้ครบ ๕ รูป

หาพระจากวัดอื่นไม่ได้จริงๆ ถึงขนาดขอร้องผู้ชายในหมู่บ้านให้ช่วยบวชพระสักพรรษาก็มี

เมื่อไม่กี่ปีมานี้ มีข่าวเรื่องทางราชการจัดหาพระจากภาคกลางและภาคอื่นๆ ให้ไปจำพรรษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีปัญหาจากการก่อการร้ายจนวัดต่างๆ ในพื้นที่หาพระอยู่ได้ยาก

จำนวนพระที่จัดหาไประบุชัดเจนว่าอย่างน้อยต้องวัดละ ๕ รูป

ทั้งหลายทั้งปวงนี้มีเหตุผลอยู่ข้อเดียวคือ ถ้ามีพระจำพรรษาไม่ถึง ๕ รูปก็รับกฐินไม่ได้

ถ้านิมนต์มาจากต่างวัดก็ใช้ได้ จะต้องเดือดร้อนทำไม

ตอนจำพรรษาจะมีไม่ครบ ๕ รูปก็ไม่เป็นไร พอถึงเวลาจะรับกฐินก็ไปนิมนต์มาจากต่างวัดให้ครบ ๕ รูป เท่านี้ก็เรียบร้อยแล้ว

เป็นอันเห็นได้ชัดว่า ตามความเข้าใจของคนทั้งหลายนั้น พระ ๕ รูปที่จะรับกฐินได้ต้องเป็นพระวัดเดียวกัน

หลักฐานอีกแห่งหนึ่ง มีอยู่ในคำถวายกฐินพระราชทาน

คำถวายกฐินพระราชทานมีดังนี้ –

…………….

ผ้าพระกฐินทานกับทั้งผ้าอานิสงสบริวารทั้งปวงนี้ ของ … (ออกพระนามพระเจ้าแผ่นดิน) … ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ กอปรด้วยพระราชศรัทธาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ … (ออกนามผู้ได้รับพระราชทาน) … น้อมนำมาถวายแด่พระสงฆ์ซึ่งจำพรรษากาลถ้วนไตรมาสในอาวาสวิหารนี้ ขอพระสงฆ์จงรับผ้าพระกฐินทานนี้กระทำกฐินัตถารกิจตามพระบรมพุทธานุญาตนั้น เทอญ

…………….

ขอให้สังเกตข้อความตรงที่ว่า “น้อมนำมาถวายแด่พระสงฆ์ซึ่งจำพรรษากาลถ้วนไตรมาสในอาวาสวิหารนี้”

ในคำอปโลกน์กฐินซึ่งพระเป็นผู้กล่าว ก็จะมีข้อความนี้เช่นเดียวกัน

“น้อมนำมาถวายแด่พระสงฆ์ซึ่งจำพรรษากาลถ้วนไตรมาสในอาวาสวิหารนี้” หมายความว่ากระไร?

ภาษาไทยตรงนี้อาจดิ้นได้ เพราะฉะนั้นควรสกัดความให้ชัดลงไป

ข้อ ๑ “… พระสงฆ์ซึ่งจำพรรษาในอาวาสนี้” หรือ —

ข้อ ๒ “น้อมนำมาถวายแด่พระสงฆ์ในอาวาสนี้” หรือ —

ข้อ ๓ “น้อมนำมาถวายอาวาสนี้”

ถ้าเป็นตามข้อ ๑ ก็ชัดเจนว่า เป็นพระสงฆ์ในวัดเดียวกัน คือจำพรรษาอยู่ในวัดเดียวกัน

ถ้าเป็นตามข้อ ๒ แม้จะไม่ได้ระบุว่าเป็นพระที่ “จำพรรษาในอาวาสนี้” ก็จริง แต่ถามว่า พระที่นิมนต์มาจากต่างวัด จะเรียกว่า “พระสงฆ์ในอาวาสนี้” ได้หรือไม่

ถามใหม่ว่า คำว่า “พระสงฆ์ในอาวาสนี้” หมายถึงพระที่อยู่ประจำในวัดนี้ หรือหมายถึงพระที่มาจากวัดอื่นก็ได้

ถ้ายังไม่ชัด ถามใหม่อีกที

วันหนึ่งมีพระรูปหนึ่งมาจากวัดอื่น เข้ามานั่งอยู่วัดนี้
ถามว่า “นี่พระวัดไหน”
ตอบว่า “พระวัดนี้”
ได้หรือไม่?

ถ้าเป็นตามข้อ ๓ “น้อมนำมาถวายอาวาสนี้” ก็หมายความว่า ต้องการถวายผ้ากฐินในวัดนี้โดยไม่จำกัดว่าวัดนี้จะมีพระอยู่จำพรรษาหรือไม่ ถ้ามี จะมีกี่รูป จะเป็นพระวัดนี้ทั้งหมดหรือมีพระวัดอื่นมารวมอยู่ด้วยก็ไม่ติดใจ หรือไม่มีพระวัดนี้เลยแม้แต่รูปเดียว แต่เป็นพระที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่วัดนี้ หรือเป็นอาคันตุกะจาริกเรื่อยไป วันที่ทอดกฐินจาริกมาถึงวัดนี้เข้าพอดี ก็เลยนิมนต์ให้รับกฐินด้วย-แบบนี้ก็ไม่ติดใจอีกเช่นกัน

———————

ลองสมมุติถามดูว่า การทอดกฐินนั้นมีเจตนาจะถวายผ้ากฐินให้พระที่จำพรรษาอยู่ในวัดนั้นๆ (ตามข้อ ๑)

หรือมีเจตนาจะถวายผ้ากฐินให้พระที่มาจากไหนก็ได้ ถ้าในวันเวลาที่ถวายผ้ากฐิน มีพระมาปรากฏตัวอยู่ในวัดนั้นไม่ว่าจะมาจากวัดไหนย่อมมีสิทธิ์ได้รับกฐินเสมอหน้ากันหมดทุกรูป – เป็นเช่นนี้ใช่หรือไม่ (ตามข้อ ๒)

หรือมีเจตนาจะถวายให้แก่วัด ไม่ได้ติดใจที่จะถวายให้แก่พระ (ตามข้อ ๓)

………….

ใคร่ครวญดูความหมายของภาษา จะเห็นได้ชัดว่า-มีเจตนาถวายผ้ากฐินให้พระสงฆ์ที่จำพรรษาในวัดเดียวกันเท่านั้น ไม่ใช่พระสงฆ์ที่มาจากวัดอื่น

———————

ควรทราบว่า (๑) ความเข้าใจของคนทั้งหลายที่ว่าเข้าพรรษาต้องหาพระมาจำพรรษาให้ได้ ๕ รูปเป็นอย่างน้อย ก็ตาม และ (๒) คำถวายกฐินที่พูดว่า “น้อมนำมาถวายแด่พระสงฆ์ซึ่งจำพรรษากาลถ้วนไตรมาสในอาวาสวิหารนี้” ก็ตาม เป็นเพียงความเข้าใจของผู้คนเท่านั้น

ผู้คนอาจเข้าใจผิดและพูดผิดได้เสมอ

จึงไม่อาจจะยึดเอาเป็นหลักฐานที่ถูกต้องได้เสมอไป

อีกประการหนึ่ง ยังมีทางแย้งได้อีกทางหนึ่ง คือ – ก็รู้และเข้าใจดีว่า ผู้ถวายผ้ากฐินมีเจตนาถวายแก่พระที่จำพรรษาในวัดเดียวกัน แต่ที่นิมนต์มาจากต่างวัดนั้นไม่ได้มีเจตนาจะให้มารับการถวายผ้ากฐิน มีเจตนาเพียงแค่มาร่วมพิธีให้ครบองค์สงฆ์ตามพระวินัยเท่านั้น

เพราะฉะนั้น ก็ควรจะตามไปดูในพระวินัยว่าท่านมีกำหนดกฎเกณฑ์ไว้อย่างไร

———————

ในกฐินขันธกะ คัมภีร์มหาวรรค ภาค ๒ พระวินัยปิฎก พระไตรปิฎกเล่ม ๕ ข้อ ๙๖ มีพระบาลีอันเป็นพระพุทธานุญาตต้นเดิมว่า –

………………..

อนุชานามิ ภิกฺขเว วสฺสํ วุตฺถานํ ภิกฺขูนํ กฐินํ อตฺถริตุํ.

แปลว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุทั้งหลายผู้จำพรรษาแล้วได้กรานกฐิน

………………..

ในพระบาลีนี้ใช้คำว่า วสฺสํ วุตฺถานํ ภิกฺขูนํ แปลว่า “ภิกษุทั้งหลายผู้จำพรรษาแล้ว” ซึ่งเป็นที่เข้าใจกันชัดเจนว่า พระที่จะรับกฐินได้ต้องเป็นพระที่อยู่จำพรรษาครบไตรมาส คือสามเดือนในฤดูกาลเข้าพรรษา โดยไม่ขาดพรรษา ไม่ใช่เป็นพระที่เพิ่งบวชเพื่อจะมารับกฐิน

และต้องเป็น “ภิกษุทั้งหลาย” คือเป็นภิกษุหลายรูป ไม่ใช่ “ภิกษุรูปเดียว”

แต่พระบาลีไม่ได้ระบุชัดเจนว่า ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นต้องจำพรรษาอยู่ในวัดเดียวกันทั้งหมด หรือว่าแม้อยู่คนละวัดก็รับกฐินร่วมกันได้

ปัญหานี้ พระอรรถกถาจารย์มีคำอธิบายไว้ชัดเจนในตอนที่กล่าวถึงวิธีกรานกฐิน

ในกฐินขันธกะ คัมภีร์มหาวรรค พระไตรปิฎกเล่ม ๕ ข้อ ๙๖ มีพระบาลีตอนหนึ่งว่า

………………..

เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว กฐินํ อตฺถริตพฺพํ …

แปลว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลสงฆ์พึงกรานกฐินอย่างนี้ —

………………..

พระบาลีตรงนี้พระอรรถกถาจารย์อธิบายขยายความไว้ ซึ่งขอยกมาพร้อมทั้งคำแปลประโยคต่อประโยค ดังนี้ –

………………

เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว กฐินํ อตฺถริตพฺพนฺติ เอตฺถ
วินิจฉัยในคำว่า เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว กฐินํ อตฺถริตพฺพํ นี้ พึงทราบดังนี้ :-

กฐินตฺถารํ เก ลภนฺติ เก น ลภนฺตีติ ฯ
ถามว่า ใครได้กรานกฐิน ใครไม่ได้?
(หมายความว่า ภิกษุเช่นไรรับกฐินได้ เช่นไรรับกฐินไม่ได้)

คณนวเสน ตาว
ตอบว่า ว่าด้วยหลักการแห่งจำนวนก่อน

ปจฺฉิมโกฏิยา ปญฺจ ชนา ลภนฺติ
ภิกษุห้ารูปเป็นอย่างต่ำย่อมได้กราน

อุทฺธํ สตสหสฺสมฺปิ ฯ
อย่างสูงแม้ตั้งแสนก็ได้.

ปญฺจนฺนํ เหฏฺฐา น ลภนฺติ ฯ
หย่อนห้ารูป ไม่ได้.

วุตฺถวสฺสวเสน
ว่าด้วยหลักการแห่งภิกษุผู้จำพรรษา

ปุริมิกาย วสฺสํ อุปคนฺตฺวา ปฐมปวารณาย ปวาริตา ลภนฺติ
ภิกษุผู้เข้าพรรษาต้น ปวารณาในวันปฐมปวารณาแล้ว ย่อมได้

ฉินฺนวสฺสา วา ปจฺฉิมิกาย อุปคตา วา น ลภนฺติ
ภิกษุผู้มีพรรษาขาด หรือเข้าพรรษาหลัง ย่อมไม่ได้

อญฺญสฺมึ วิหาเร วุตฺถวสฺสาปิ น ลภนฺตีติ มหาปจฺจริยํ วุตฺตํ ฯ
แม้ภิกษุที่จำพรรษาในวัดอื่นก็ไม่ได้. ในมหาปัจจรีแก้ไว้ดังว่ามานี้

ที่มา: สมันตปาสาทิกา (อรรถกถาวินัยปิฎก) ภาค ๓ หน้า ๒๑๐

………………

สรุปว่า —

พระที่รับกฐินได้ คือ พระที่จำพรรษาในวัดเดียวกันครบ ๓ เดือนและมีจำนวนตั้งแต่ ๕ รูปขึ้นไป

พระที่รับกฐินไม่ได้ คือ

๑ จำพรรษาในวัดเดียวกันน้อยกว่า ๕ รูป (ปญฺจนฺนํ เหฏฺฐา)

๒ พระที่พรรษาขาด (พรรษาขาดคือ ไปค้างแรมที่อื่น หรือไม่อยู่ในเขตที่กำหนดจำพรรษาเมื่อได้อรุณในแต่ละวัน โดยไม่เข้าเกณฑ์ที่ได้รับยกเว้น) (ฉินฺนวสฺสา)

๓ พระที่จำพรรษาหลัง (พระเข้าพรรษาได้ ๒ ช่วง ช่วงแรกคือตั้งแต่แรมค่ำ ๑ เดือน ๘ ไปออกพรรษากลางเดือน ๑๑ เรียกว่า “พรรษาต้น” ช่วงหลังตั้งแต่แรมค่ำ ๑ เดือน ๙ ไปออกพรรษากลางเดือน ๑๒ เรียกว่า “พรรษาหลัง” พระที่จำพรรษาหลังไม่มีสิทธิ์รับกฐิน) (ปจฺฉิมิกาย อุปคตา)

๔ พระที่จำพรรษาในวัดอื่น (อญฺญสฺมึ วิหาเร วุตฺถวสฺสาปิ)

ข้อ ๔ นี่คือกรณีที่นิมนต์มาจากวัดอื่นที่กำลังอภิปรายกันอยู่นี้

ชัดเจนแล้วว่า พระที่พรรษาขาดและพระที่นิมนต์มาจากวัดอื่น จะเอามานับรวมเพื่อให้ครบ ๕ รูป ใช้ไม่ได้ ผิดพระวินัย

แต่เฉพาะพระที่จำพรรษาหลังมีกรณีที่ท่านอนุโลม กล่าวคือ ถ้าพระที่จำพรรษต้นมีไม่ครบ ๕ รูป และในวัดเดียวกันนั้นมีพระที่จำพรรษาหลังอยู่ด้วย ท่านให้เอาพระที่จำพรรษหลังมาร่วมพิธีให้ครบ ๕ รูปเพื่อรับกฐินได้

แต่พระที่จำพรรษหลังรูปนั้นก็คงไม่ได้รับอานิสงส์กฐินอยู่นั่นเอง

พูดง่ายๆ มาช่วยให้เขารับกฐินสำเร็จ แต่ทำงานฟรี ไม่มีค่าตอบแทน

และประเด็นตรงนี้แหละที่มีผู้นำไปอ้างอิงเพื่อยืนยันว่า นิมนต์พระจากวัดอื่นมาร่วมพิธีเพื่อให้ครบ ๕ รูป ก็ใช้ได้

ตามหลักฐานในคัมภีร์ตรงนี้กลับตรงกันข้าม คือ-ใช้ไม่ได้

ขอให้พิจารณาข้อความในคัมภีร์ซึ่งอยู่ต่อเนื่องมาจากข้างต้นนั่นเอง

………………

ปุริมิกาย อุปคตานมฺปน สพฺเพ ปจฺฉิมิกา คณปูรกา โหนฺติ
และภิกษุทั้งปวงผู้เข้าพรรษาหลังเป็นคณปูรกะของภิกษุผู้เข้าพรรษาต้นก็ได้

อานิสํสํ น ลภนฺติ
แต่พวกเธอไม่ได้อานิสงส์

อานิสํโส อิตเรสํเยว โหติ ฯ
อานิสงส์ย่อมสำเร็จแก่พวกภิกษุที่เข้าพรรษาต้นเท่านั้น.

สเจ ปุริมิกาย อุปคตา จตฺตาโร วา โหนฺติ ตโย วา เทฺว วา เอโก วา
ถ้าภิกษุผู้เข้าพรรษาต้นมีสี่รูป หรือสามรูป หรือสองรูป หรือรูปเดียว

อิตเร คณปูรเก กตฺวา กฐินํ อตฺถริตพฺพํ ฯ
พึงนิมนต์ภิกษุผู้เข้าพรรษาหลังมาเพิ่มให้ครบคณะแล้วกรานกฐินเถิด.

………………

คำว่า “พึงนิมนต์ภิกษุผู้เข้าพรรษาหลังมาเพิ่มให้ครบคณะ” ต้องหมายถึงภิกษุผู้เข้าพรรษาหลังในวัดเดียวกันเท่านั้น ไม่ใช่หมายถึงภิกษุผู้เข้าพรรษาหลังในวัดอื่น

เพราะถ้าหมายถึง “ภิกษุในวัดอื่น” จะต้องมีคำว่า “ผู้เข้าพรรษาหลัง” กำกับไว้ด้วยทำไม?

ถ้ายืนยันว่า ภิกษุจากวัดอื่นก็ใช้ได้-โดยอ้างหลักฐานตรงนี้-ภิกษุจากวัดอื่นที่นิมนต์มาจะต้องเป็น “ภิกษุผู้เข้าพรรษาหลัง” เท่านั้น-ใช่ไหม?

ก็ถ้าภิกษุจากวัดอื่นก็ใช้ได้ ท่านจะไปจำกัดทำไมว่าต้องเป็น “ภิกษุผู้เข้าพรรษาหลัง”?

ท่านควรจะเปิดโล่งไว้เลยว่า ภิกษุจากวัดอื่นทั้งหมด-จะเข้าพรรษาต้นหรือพรรษาหลังก็ใช้ได้ทั้งนั้น-อย่างนี้มิใช่หรือ?

ก็ท่านเพิ่งบอกไว้หยกๆ ว่า ภิกษุผู้เข้าพรรษาหลังไม่มีสิทธิ์รับกฐิน แต่แล้วกลับมาบอกว่า ถ้าพระไม่ครบ ก็ให้ไปนิมนต์ภิกษุผู้เข้าพรรษาหลังจากวัดอื่นมาร่วมพิธีให้ครบ

ก็ถ้าภิกษุจากวัดอื่นก็ใช้ได้ ทำไมไม่เอาภิกษุผู้เข้าพรรษาต้นซึ่งมีสิทธิ์รับกฐินอยู่แล้ว ไปเอาภิกษุผู้เข้าพรรษาหลังซึ่งไม่มีสิทธิ์รับกฐินมาร่วมพิธีทำไมกัน

พิจารณาด้วยเหตุผลดังนี้ จะเห็นได้ชัดเจนว่า คำว่า “ภิกษุผู้เข้าพรรษาหลัง” ในที่นี้หมายถึงภิกษุผู้เข้าพรรษาหลังในวัดเดียวกันเท่านั้น ไม่ใช่จากต่างวัด

อาจกล่าวได้ว่า แม้จะไม่มีสิทธิ์รับกฐินเพราะเข้าพรรษาหลัง-แต่เพราะเหตุที่จำพรรษาในวัดเดียวกันนั่นเองท่านจึงอนุโลมให้ไปช่วยเป็นคณปูรกะทำให้พระที่เข้าพรรษาต้นสามารถรับกฐินได้ตามสิทธิ์

———————

มีข้อเยื้องแย้งที่ควรทราบไว้ นั่นคือ ภาษาบาลีในอรรถกถาตรงข้อความนี้ —-

ปุริมิกาย อุปคตานมฺปน สพฺเพ ปจฺฉิมิกา คณปูรกา โหนฺติ
อานิสํสํ น ลภนฺติ อานิสํโส อิตเรสํเยว โหติ ฯ สเจ ปุริมิกาย อุปคตา จตฺตาโร วา โหนฺติ ตโย วา เทฺว วา เอโก วา อิตเร คณปูรเก กตฺวา กฐินํ อตฺถริตพฺพํ ฯ

มีผู้เสนอหลักฐานว่า ข้อความที่ว่า —

ปุริมิกาย อุปคตานมฺปน สพฺเพ ปจฺฉิมิกา คณปูรกา โหนฺติ

แปลว่า – และภิกษุทั้งปวงผู้เข้าพรรษาหลังเป็นคณปูรกะของภิกษุผู้เข้าพรรษาต้นก็ได้

อรรถกถาของบางสำนักไม่มีคำว่า “ปจฺฉิมิกา” คือข้อความเป็น —

ปุริมิกาย อุปคตานมฺปน สพฺเพ คณปูรกา โหนฺติ

แปลว่า – และภิกษุทั้งปวงเป็นคณปูรกะของภิกษุผู้เข้าพรรษาต้นก็ได้

ดังนี้จะเห็นได้ว่า ความหมายต่างกัน กล่าวคือ ถ้าไม่มีคำว่า “ปจฺฉิมิกา” ความหมายก็จะเป็นว่า ภิกษุทั้งหมดสามารถนิมนต์มาเพื่อให้ครบ ๕ รูปแล้วรับกฐินได้

กรณีไม่มีคำว่า “ปจฺฉิมิกา” นี่แหละ เป็นเหตุให้มีผู้ตีความว่า ภิกษุทั้งหมด-จะเป็นภิกษุที่มาจากวัดไหนๆ ก็ตาม-สามารถนิมนต์มาเพื่อให้ครบ ๕ รูปแล้วรับกฐินได้

ถ้าดูประโยคภาษาบาลีให้ชัดๆ จะเห็นว่า ข้อความตอนนี้ในคัมภีร์ท่านกำลังพูดถึงกรณีพระที่มีสิทธิ์และไม่มีสิทธิ์รับกฐิน

กรณีพระที่ไม่มีสิทธิ์รับกฐินท่านก็บอกว่า คือพระเช่นไรบ้าง แล้วก็ระบุไว้ชัดเจนว่า-พระที่จำพรรษาวัดอื่นด้วย (ดูคำสรุปข้อ ๔ ข้างต้น)

ท่านจะขัดขาตัวเองทำไมว่า-เอาภิกษุจากวัดอื่นมาเป็นคณปูรกะได้ ในเมื่อข้างต้นโน้นท่านบอกไว้เองว่า “แม้ภิกษุที่จำพรรษาในวัดอื่นก็ไม่ได้”

———————

ขอเรียนเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องว่า ประเด็นทั้งปวงที่เขียนมานี้ ท่านผู้ใดจะเห็นแย้งเป็นอย่างอื่น กรุณาไปแย้งกับพระคัมภีร์

อย่ามาทะเลาะกับผม

ผมไม่ใช่เจ้าของความคิดเห็น

ผมเป็นเพียงอัญเชิญพระคัมภีร์มาให้ศึกษากันเท่านั้น

และขอย้ำว่า
การศึกษาพระธรรมวินัยให้เข้าใจแล้วปฏิบัติให้ถูกต้อง
เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาพระศาสนา

………….

วันที่ ๗๓ เบื้องหน้าแต่พรรษากาล

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย
๘ ตุลาคม ๒๕๖๑
๑๑:๐๕