สิตางศุ์

อ่านว่า สิ-ตาง

ประกอบด้วย สิต + อังศุ

(๑) “สิต”

บาลีเป็น “สีต” (สี-ตะ) รากศัพท์มาจาก สิ (ธาตุ = เสพ) + ต ปัจจัย, ทีฆะ อิ ที่ สิ เป็น อี (สิ > สี)

: สิ + ต = สิต > สีต แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งอันผู้ถูกความร้อนเผาชอบ” หมายถึง เย็น, หนาว (cold, cool)

คำแปลตามศัพท์ว่า “สิ่งอันผู้ถูกความร้อนเผาชอบ” นั้น ต้องจับความหมายให้ชัด มิเช่นนั้นอาจงงหรือไม่เข้าใจ คือต้องแยกเป็น (๑) “ผู้ถูกความร้อนเผา” คือผู้ที่โดนแดดแผดเผาจะรู้สึกร้อน เมื่อร้อนก็ต้องการความเย็น คือชอบความเย็น เพราะฉะนั้น ความเย็นจึงเป็น (๒) “สิ่งอัน-ผู้ถูกความร้อนเผา-ชอบ”

อนึ่ง โปรดสังเกตว่า คำนี้บาลีเป็น “สีต” สี- สระ อี ไม่ใช่ “สิต” สิ- สระ อิ

(๒) 
“อังศุ” บาลีเป็น “อํสุ” (สันสกฤต ศ ศาลา, บาลี ส เสือ) อ่านว่า อัง-สุ รากศัพท์มาจาก อม (ธาตุ = ไป, เป็นไป) + อุ ปัจจัย, แปลง มฺ ที่สุดธาตุเป็นนิคหิต (อมฺ > อํ), ลง ส อาคมระหว่างธาตุกับปัจจัย (อมฺ > อํ + ส + อุ)

: อม > อํ + ส = อํส + อุ = อํสุ แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่ไปได้สุดทิศทาง” หมายถึง รังสี, รัศมี, แสง, แสงสว่าง (a ray)

นอกจากนี้ “อํสุ” ในบาลียังหมายถึง เส้นด้าย (a thread) อีกด้วย

บาลี “อํสุ” สันสกฤตเป็น “อํศุ” สํสกฤต-ไท-อังกฤษ อภิธาน บอกไว้ว่า –

“อํศุ : (คำนาม) แสงแดด, ความงาม, เครื่องแต่งตัว, ปลายด้าย, แดด; sunbeam, splendour, dress, end of thread, the sun.”

ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –

“อังศุ : (คำนาม) สาย, ทาง, เส้น, แถว; แสง, รัศมี. (สันสกฤต. อํศุ; บาลี. อํสุ).”

สีต + อํสุ = สีตํสุ (สี-ตัง-สุ) แปลว่า “ผู้มีรัศมีเย็น” หมายถึง ดวงจันทร์ (the moon)

“สีตํสุ” เขียนแบบสันสกฤตเป็น “สิตํศุ”

“สิตํศุ” เขียนแบบไทย แปลงนิคหิตเป็น ง แล้วยืดเสียง อัง เป็น อาง เป็น “สิตางศุ” (สิ-ตาง-สุ)

“สิตางศุ” ต้องการให้อ่านเพียง 2 พยางค์ คือ สิ-ตาง จึงใส่การันต์ที่ -ศุ เป็น “สิตางศุ์”

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้สั้นๆ ดังนี้ –

“สิตางศุ์ : (คำนาม) พระจันทร์. (ส.).”

อภิปราย :

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 มีคำว่า “สิต-” และ “สิตะ” บอกไว้ดังนี้ –

(1) สิต- : (คำวิเศษณ์) ขาว. (ป., ส.).

(2) สิตะ : (คำวิเศษณ์) ยิ้ม, ยิ้มแย้ม. (ป.; ส. สฺมิต).

และมีคำว่า “สีต-” “สีตล-” และ “สีตลรัศมี” บอกไว้ดังนี้ –

(1) สีต- : (คำวิเศษณ์) เย็น, หนาว. (ป.).

(2) สีตล- : (คำวิเศษณ์) เย็น, หนาว. (ป.).

(3) สีตลรัศมี : (คำวิเศษณ์) มีรัศมีเย็น หมายถึง พระจันทร์ คู่กับ อุษณรัศมี มีรัศมีร้อน หมายถึง พระอาทิตย์.

โปรดสังเกตว่า “สิต” (สิ- สระ อิ) พจนานุกรมฯ ไม่ได้แปลว่า เย็น, หนาว แต่แปลว่า ขาว คำที่แปลว่า เย็น, หนาว คือ “สีต” (สี- สระ อี)

แต่พอมาถึงคำที่แปลตามศัพท์ว่า “มีรัศมีเย็น” ซึ่งหมายถึง “พระจันทร์” ควรจะเป็น “สีตางศุ์” (สี- สระ อี) เหมือนคำว่า “สีตลรัศมี” กลับใช้เป็น “สิตางศุ์” (สิ- สระ อิ) = สิต + อํศุ ซึ่งพจนานุกรมฯ ก็บอกไว้เองว่า “สิต” แปลว่า ขาว “สิตางศุ์” (สิ- สระ อิ) จึงควรจะแปลว่า “มีรัศมีขาว” ซึ่งน่าจะไม่ได้หมายถึง พระจันทร์

อย่างไรก็ตาม สํสกฤต-ไท-อังกฤษ อภิธาน มีคำว่า “สิต” บอกความหมายไว้ดังนี้ –
(สะกดตามต้นฉบับ)

“สิต : (คำนาม) สีขาว; ดาวพระศุกร์; ศร; เงิน; จันทน์; น้ำตาลฟอก; มัลลิอารเบีย; จันทรประภา; สุรา; นางงาม; หญ้าอันมีช่อสีขาว, หญ้าคา; white colour; the planet Venus; an arrow; silver; sandal; clayed or candied sugar; Arabian jasmine; moonlight; spirituous liquor; a handsome woman; bent grass with white blossoms.”

ถ้าถือตาม สํสกฤต-ไท-อังกฤษ อภิธาน “สิตางศุ์” ก็อาจจะไม่ผิด เพราะความหมายหนึ่งของ “สิต” คือ “จันทรประภา” (moonlight)

ถ้าเป็นดังนี้ ก็พึงสังเกตต่อไป คือ –

“สีตลรัศมี” แปลว่า “มีรัศมีเย็น” หมายถึง พระจันทร์
“สิตางศุ์” แปลว่า “มีรัศมีขาว” ก็หมายถึง พระจันทร์

ตกลงว่า พระจันทร์นี้มีรัศมีเย็นด้วย มีรัศมีขาวด้วย

“สิตางศุ์” ถ้าใช้เป็นชื่อคน-โดยเฉพาะชื่อสตรี-ก็นับว่าเป็นชื่อที่ไพเราะ และมีความหมายดี

…………..

ดูก่อนภราดา!

: รูปงามนามเพราะ กำไรเหนาะๆ ไปแล้วครึ่งหนึ่ง
: แต่ถ้าประมาท ก็ยังมีโอกาสขาดทุนอีกครึ่งหนึ่ง

——————
(ตามคำขอของ Ronbanchob Ron Apiratikul)