ทำอย่างไรพุทธบริษัทจึงจะศึกษาพระไตรปิฎกกันมากขึ้น (๔)
…………………………….
เอกสารประกอบการเสวนาวิชาการ 
เรื่อง “พระไตรปิฎกคงอยู่ พระพุทธศาสนายั่งยืน”
…………………………….

ผมได้รับเชิญจากสถาบันพระไตรปิฎกศึกษาให้ไปร่วมกิจกรรมเสวนาวิชาการ เรื่อง “พระไตรปิฎกคงอยู่ พระพุทธศาสนายั่งยืน” เมื่อวันที่ ๕ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๒ ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วังน้อย

ผมเขียนบทความเป็นเอกสารประกอบการเสวนาส่งให้ผู้จัดไปแล้ว ขออนุญาตนำมาเผยแพร่ต่อ เพื่อให้ญาติมิตรทราบว่าผมคิดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้

——————
ตอน ๔
——————

ปัญหาของสถาบันพระไตรปิฎกศึกษาควรจะอยู่ที่ไหน

กระบวนการศึกษาพระไตรปิฎก?
หรือกระบวนการทำให้คนศึกษาพระไตรปิฎก?

ถ้าสถาบันพระไตรปิฎกศึกษามีขอบเขตพันธกิจเพียงแค่-จะจัดการศึกษาอย่างไรเมื่อมีคนเข้ามาศึกษาพระไตรปิฎก —

ถ้ามีหน้าที่แค่นี้ ก็เป็นแค่ปัญหาภายในของสถาบันพระไตรปิฎกศึกษา คนในสถาบันก็หาทางแก้ปัญหากันไป-ไม่ว่าจะในแง่วิชาการหรือแง่การบริหารจัดการ

คนภายนอกไม่จำเป็นจะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องอะไรด้วย

ผลที่เกิดขึ้น ก็ไม่ต่างไปจากผลงานของสถาบันการศึกษาทั่วไป คือผลิตผู้ที่ได้ใบรับรองจำนวนหนึ่งออกสู่สังคม

…………..

ในแนวคิดของผม (นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย) สถาบันพระไตรปิฎกศึกษาจะมีความหมายมากกว่านี้ หรืออาจกล่าวได้ว่า-จะมีคุณค่ามหาศาล-ถ้าหากก้าวออกไปรับผิดชอบในกระบวนการทำให้คนศึกษาพระไตรปิฎก

กระบวนการทำให้คนศึกษาพระไตรปิฎก หมายถึงการหาวิธีทุกอย่างเพื่อทำให้ชาวพุทธหันมาศึกษาพระไตรปิฎกในฐานะเป็นกิจประจำวัน

สถาบันพระไตรปิฎกศึกษาต้องก้าวออกไปทำงานนี้ในวงกว้าง ไม่ใช่ทำเพียงแค่เป็นกิจกรรมชนิดหนึ่งในกระบวนการจัดการศึกษาของ มจร

แต่ควรเป็นงานของคณะสงฆ์ เป็นงานของชาติ เป็นงานระดับชาติ

สถาบันพระไตรปิฎกศึกษาควรเป็นศูนย์กลาง หรือหน่วยบัญชาการในการรณรงค์ให้ชาวพุทธหันมานิยมศึกษาพระไตรปิฎกในฐานะเป็นกิจประจำวัน-ประจำชีวิต

กลุ่มเป้าหมายหลักที่ต้องจัดการก่อนก็คือกลุ่มพระภิกษุสามเณร

ทำอย่างไรที่จะให้พระภิกษุสามเณรในคณะสงฆ์ไทยศึกษาพระไตรปิฎกเป็นกิจวัตรหลัก

ไม่ใช่ศึกษาเพื่อใบรับรอง 
แต่เป็นการศึกษาเพื่อความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง 
เพื่อนำไปสู่การประพฤติปฏิบัติที่ถูกต้อง

ศึกษาเพื่อความมั่นคงยั่งยืนของพระศาสนา
ศึกษาเพื่อเป็นพุทธบูชา

นั่นหมายถึงเราจะต้องตีฝ่าวงล้อมของค่านิยม “เรียนเพื่อใบรับรอง” หรือเพื่อสถานะทางสังคม ที่กำลังครอบงำสังคมทั้งชาวโลกและชาววัดอยู่อย่างหนาแน่นออกไปให้ได้

ถ้าเรายังไม่เป็นอิสระจากค่านิยมนี้ การศึกษาพระไตรปิฎกก็มืดมน

นั่นแปลว่า การรู้ดีปฏิบัติชอบในพระพุทธศาสนาก็จะมืดมนตามไปด้วย

ถ้ามองไปที่เหตุ ก็ควรต้องช่วยกันคิดว่า – ทำอย่างไรพุทธบริษัทจึงจะศึกษาพระไตรปิฎกกันมากขึ้น

ถ้ามองไปที่ผล ก็ควรต้องช่วยกันคิดว่า – ทำอย่างไรชาวพุทธจึงจะรู้จักพระพุทธศาสนาที่ถูกต้อง

หรือถ้ามองรอบๆ ตัวเราเฉพาะในเมืองไทย ก็ควรจะต้องช่วยกันหาคำตอบว่า ทำอย่างไรคนไทยจึงจะมีความรู้เกี่ยวกับพระธรรมวินัยที่ถูกต้องและอย่างทั่วถึง

สถาบันพระไตรปิฎกศึกษาจะมีความหมายเพียงไร ขึ้นอยู่กับว่าจะสามารถเป็นผู้นำในการตอบโจทย์เหล่านี้ได้มากน้อยเพียงไร

(มีต่อตอน ๕-จบ)
…………………………………
นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย
๘ สิงหาคม ๒๕๖๒
๑๐:๒๓