ทองย้อย แสงสินชัย

ทำอย่างไรพุทธบริษัทจึงจะศึกษาพระไตรปิฎกกันมากขึ้น (๕)
…………………………….
เอกสารประกอบการเสวนาวิชาการ 
เรื่อง “พระไตรปิฎกคงอยู่ พระพุทธศาสนายั่งยืน”
…………………………….

ผมได้รับเชิญจากสถาบันพระไตรปิฎกศึกษาให้ไปร่วมกิจกรรมเสวนาวิชาการ เรื่อง “พระไตรปิฎกคงอยู่ พระพุทธศาสนายั่งยืน” เมื่อวันที่ ๕ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๒ ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วังน้อย

ผมเขียนบทความเป็นเอกสารประกอบการเสวนาส่งให้ผู้จัดไปแล้ว ขออนุญาตนำมาเผยแพร่ต่อ เพื่อให้ญาติมิตรทราบว่าผมคิดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้

————
สรุปแนวคิด
————

ข้อ ๑ ทุกวันนี้ในเมืองไทยก็มีการศึกษาพระไตรปิฎกหรือพระธรรมวินัยกันอยู่ ไม่ใช่ไม่มี แต่เป็นการศึกษาตามศรัทธา จัดการศึกษาโดยปัจเจกชน สำนักใครสำนักมัน ต่างตนต่างทำ ขาดเอกภาพ จึงต้องช่วยกันคิดว่าควรทำอย่างไรกับการศึกษาแบบนี้

ข้อ ๒ คณะสงฆ์ก็จัดการศึกษาพระธรรมวินัย ไม่ใช่ไม่จัด การเรียนนักธรรม เรียนบาลี คือการศึกษาที่คณะสงฆ์จัดขึ้น แต่เป็นเพียง “จัดการสอบ” หรือการวัดผลเท่านั้น ไม่ใช่ “จัดการสอน” คือบริหารจัดการกระบวนการให้ความรู้

คณะสงฆ์ต้องก้าวหน้ากว่านี้ คือต้องบริหารจัดการกระบวนการให้ความรู้ด้วย ไม่ใช่ทำแค่จัดการสอบ

ข้อ ๓ ข้อบกพร่องที่สำคัญของการศึกษาที่ทำกันอยู่ก็คือ เป็นการศึกษาเพื่อใบรับรอง ความรู้เป็นเพียงผลพลอยได้ จึงต้องปฏิรูปกันอย่างขนานใหญ่ ต้องสร้างปรัชญาการศึกษาขึ้นมาใหม่ คือ การศึกษาเพื่อความรู้ที่แท้จริง ใบรับรองเป็นเพียงผลพลอยได้ ต้องพลิกทัศนคติตรงนี้ให้ได้

ข้อ ๔ โดยเฉพาะการศึกษาด้านบาลีนั้น เราเริ่มต้นถูกที่ แต่เดินผิดทาง คือเราผลิตผู้จบบาลี แต่ไม่ได้เอาไปใช้งานเกี่ยวกับการศึกษาพระธรรมวินัย นี่เป็นความสูญเปล่าอย่างยิ่ง ต้องแก้ตรงนี้ด้วย คือต้องช่วยกันคิดว่าจะผลิตผู้จบบาลีเอาไปใช้งานอะไร ต้องคิดงาน หางาน และใช้งาน

ข้อ ๕ (1) บ้านเมืองของเรามีพร้อมแล้วทุกอย่าง –

บุคลากรก็มี
เครื่องมือก็มี
ทุนดำเนินการก็มี
ตำแหน่งหน้าที่ก็มี
เนื้องานที่จะต้องทำก็มี

ขาดอยู่อย่างเดียว คือความคิดที่จะทำงาน ไม่มี

และ (2) ธรรมชาติอย่างหนึ่งของเรา-โดยเฉพาะของคณะสงฆ์-ก็คือ พอใจที่จะทำงานตามคำสั่งเท่านั้น ขาดความริเริ่มที่จะ “คิดงาน” ขึ้นมาเองแทบจะโดยสิ้นเชิง

โดยข้อเท็จจริงทั้งสองประการนี้ ถ้าจะให้การปฏิรูปการศึกษาเกิดขึ้นได้จริง ต้องหาวิธี –
(1) ทำให้ผู้มีอำนาจ “สั่ง” มาที่คณะสงฆ์
(2) แล้วคณะสงฆ์ก็จะสั่งมายังผู้ปฏิบัติ
พร้อมกันนั้นก็ต้องไม่ลืม
(3) ให้มีการกำกับดูแลติดตามอย่างใกล้ชิดด้วย ไม่ใช่สั่งแล้วปล่อย แล้วอ้างว่า “สั่งแล้ว” ดังที่นิยมประพฤติกันทั่วไป

ทั้งหมดนี้ต้องมีผู้นำหรือหน่วยนำ ซึ่งนี่ก็เป็นปัญหาใหญ่เรื่องหนึ่ง คือเรามีความคิดที่จะทำ แต่ขาดผู้นำ ขาดหน่วยงานที่จะเป็นหน่วยนำ เป็นหัวหอกหรือผู้รับผิดชอบในการวิ่งเต้นติดต่อประสานงานทั้งปวง

สังคมเราพร้อมที่จะสนับสนุนหรือวิ่งตาม-ถ้ามีตัวนำ
เรามีตัวนำแล้วหรือยัง
ใครจะเป็นตัวนำ
สถาบันพระไตรปิฎกศึกษาพร้อมหรือยังที่จะทำหน้าที่นี้?

ข้อ ๖ ในระหว่างที่ยังคิดอะไรไม่ออก หรือยังทำอะไรไม่ได้ สิ่งที่เราแต่ละคนสามารถทำได้ทันทีเดี๋ยวนี้ ไม่ต้องรอให้ใครสั่ง และไม่ต้องรออะไร ก็คือ

(1) ศึกษาหาความรู้ในพระธรรมวินัย/พระไตรปิฎกไว้ตลอดเวลา

(2) เผยแพร่ความรู้ที่ถูกต้องที่ได้มาทุกวิธีเท่าที่จะสามารถทำได้ เริ่มที่คนคนใกล้ตัว คนรอบข้าง คนในแวดวง ไปจนถึงสังคมทั่วไป

(3) และต้องไม่ละเลยการปฏิบัติตามพระธรรมวินัยที่ได้ศึกษาแล้วในชีวิตประจำวัน-ในชีวิตจริง

เป้าหมายของการศึกษาพระไตปิฎกอยู่ตรงนี้-ตรงที่เอาไปปฏิบัติในชีวิตจริง ต้องไปให้ถึงเป้าหมาย และไปให้ถูกเป้าหมายด้วย

…………………………………
นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย
๙ สิงหาคม ๒๕๖๒
๐๙:๒๙