ทำอย่างไรพุทธบริษัทจึงจะศึกษาพระไตรปิฎกกันมากขึ้น (๑)
…………………………….
เอกสารประกอบการเสวนาวิชาการ 
เรื่อง “พระไตรปิฎกคงอยู่ พระพุทธศาสนายั่งยืน”
…………………………….

ผมได้รับเชิญจากสถาบันพระไตรปิฎกศึกษาให้ไปร่วมกิจกรรมเสวนาวิชาการ เรื่อง “พระไตรปิฎกคงอยู่ พระพุทธศาสนายั่งยืน” เมื่อวันที่ ๕ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๒ ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วังน้อย

ผมเขียนบทความเป็นเอกสารประกอบการเสวนาส่งให้ผู้จัดไปแล้ว ขออนุญาตนำมาเผยแพร่ต่อ เพื่อให้ญาติมิตรทราบว่าผมคิดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้

——————
ตอน ๑
——————

ปัญหาสำคัญที่กำลังเกิดขึ้นในวงการพระศาสนาเราเวลานี้ คือ พุทธบริษัทไม่ศึกษาพระธรรมวินัย

ชาวพุทธที่เป็นชาวบ้านมีข้ออ้างว่า ต้องทำมาหากิน

แต่ชาวพุทธที่เป็นชาววัดซึ่งไม่ต้องมีธุระเรื่องการทำมาหากิน แต่มีธุระโดยตรงที่จะต้องศึกษา ก็ไม่ศึกษาด้วยเหมือนกัน

กุลบุตรผู้หนึ่งเมื่อสมัยพุทธกาล ไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนามาก่อน ภายหลังได้ฟังพระพุทธองค์แสดงธรรม เกิดเลื่อมใส ออกบวช

บวชแล้วทูลถามว่า คนที่บวชเข้ามาในพระศาสนานี้ทำธุระอะไรกันบ้าง

พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า ทำธุระ ๒ เรื่อง คือ –

๑ คันถธุระ เรียนพระธรรมวินัย
๒ วิปัสสนาธุระ ปฏิบัติพระธรรมวินัย คือเอาพระธรรมวินัยที่เรียนแล้วไปปฏิบัติขัดเกลาจิตให้ปลอดจากกิเลส

——————

ณ เวลานี้ แหล่งที่รวบรวมพระธรรมวินัยไว้คือ คัมภีร์ต่างๆ เรียกเป็นคำรวมว่า พระไตรปิฎก

เรียนพระธรรมวินัยก็คือเรียนพระไตรปิฎก

จะเรียนจากครูบาอาจารย์ก็ได้ แต่ครูบาอาจารย์ท่านไม่ได้ตรัสรู้พระธรรมวินัยเอง ท่านต้องเรียนมาอีกทีหนึ่ง จะเรียนมาจากครูบาอาจารย์เป็นทอดๆ กันมา หรือจะเรียนแบบไหนก็ตาม เมื่อสืบไปจนถึงต้นเค้าแล้ว พระธรรมวินัยที่เรียนกันมาก็มาจากพระไตรปิฎกนั่นเอง

พูดอย่างนี้ก็จะมีท่านจำพวกหนึ่งออกมาท้วงว่า คำก็พระไตรปิฎก สองคำก็พระไตรปิฎก อ้างแต่พระไตรปิฎกอยู่นั่นแล้ว คิดเองไม่เป็นหรือไง

เรื่องนี้ต้องคิดให้เป็น เห็นให้ถูก

คือพระพุทธศาสนาที่เรานับถือกันอยู่นี้เป็นของที่มีมาก่อนแล้ว และหลักคำสอนทั้งปวงในพระพุทธศาสนา ที่ภาษาวิชาการเรียกกันว่าข้อมูลชั้นปฐมภูมิ (Primary Source) คือพระไตรปิฎก

เราก็ต้องไปตั้งหลักกันที่พระไตรปิฎก ไม่มีที่อื่นจะให้ไปเริ่มต้นได้อีก

ต่อจากพระไตรปิฎกยังมีอรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา อัตถโยชนา เรื่อยมาจนถึงโปราณอาจริยมติ – เหล่านี้มีมาก่อนเราเกิดทั้งสิ้น

เราไม่ใช่คนแรกที่ได้ฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า แต่มีคนได้ฟังมาก่อนเรา ฟังแล้วขบคิดพิจารณามาก่อนเรา ลงมือปฏิบัติมาก่อนเรา เกิดผลเป็นอะไรอย่างไรท่านได้สัมผัสมาก่อนเรา แล้วบันทึกไว้เป็นข้อมูลให้คนรุ่นเราศึกษาเพื่อไม่ต้องลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง

ข้อมูลเหล่านี้ เราจะละเลยมิได้ หากแต่ควรแก่การศึกษาเรียนรู้ทั้งสิ้น

ต่อจากนั้นจึงมาถึงตอนสำคัญ คือ เมื่อรู้หลักฐานข้อมูลทั้งหมดแล้ว ตัวเราเองคิดอย่างไร เชื่อหรือไม่เชื่อ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ตรงนี้แหละที่เป็นสิทธิโดยสมบูรณ์ของเรา เป็นขั้นตอนที่เราจะได้ใช้สติปัญญาของเราให้เต็มที่ ไม่มีใครบังคับให้ต้องเชื่ออย่างนั้น ต้องทำอย่างนี้

ที่บอกว่าให้รู้จักคิดเอง ก็คือต้องมาเริ่มต้นคิดกันตรงนี้

ไม่ใช่ไม่เรียน ไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น ตั้งต้นขึ้นมาก็-คิดเอาเองทันที

แบบนั้นต้องไปตั้งตัวเป็นศาสดา ตั้งศาสนาของตัวเอง

ไม่ต้องมานับถือพระพุทธศาสนา และไม่ต้องมาอิงอาศัยรูปแบบของพระพุทธศาสนาไปเป็นฐานแห่งศรัทธาของใครๆ

แต่เมื่อเข้ามานับถือพระพุทธศาสนา ก็คือเข้ามาศึกษาให้รู้คำสอนของพระพุทธเจ้า-ตามขั้นตอนที่ว่าข้างต้น

ต่อจากนั้นก็ลงมือปฏิบัติตามที่ได้ศึกษามาอย่างถูกต้อง

ที่ผิดพลาดและเกิดปัญหาอยู่ในเวลานี้ก็คือ เข้ามาอยู่ในพระพุทธศาสนาแล้ว แต่ไม่ศึกษาพระไตรปิฎก (อย่าลืม-ตามขั้นตอนที่ว่าข้างต้น) หากแต่แสดงทฤษฎีของตัวเอง แสดงหลักปฏิบัติตามที่ตัวเองเข้าใจ แล้วประกาศว่านี่แหละคือคำสอนของพระพุทธเจ้าที่แท้จริง

ท่านจำพวกนี้บางทีก็อ้างหลักตรรกะมาสนับสนุนด้วย คืออ้างว่า เราในสมัยนี้ล้วนแต่เกิดไม่ทันพระพุทธเจ้า ดังนั้นจึงไม่มีใครสามารถชี้ขาดได้ว่าคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้าคืออะไรอย่างไร และดังนั้น ทฤษฎีและการปฏิบัติที่ฉันแสดงอยู่นี้จึงย่อมจะเป็นคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้าได้

น่าฟัง และมีเหตุผล ใช่ไหม?

ที่ว่า-เราเกิดไม่ทันพระพุทธเจ้า-นั่นจริง

แต่ที่ว่า-ไม่มีใครสามารถชี้ขาดได้ว่าคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้าคืออะไรอย่างไร-นี่ไม่จริง

เพิ่งบอกไปเดี๋ยวนี้เองว่า หลักคำสอนทั้งปวงในพระพุทธศาสนา (Primary Source) คือพระไตรปิฎก

นั่นแปลว่าหลักคำสอนต้นเดิมของพระพุทธเจ้านั้นมีอยู่ ไม่ใช่ไม่มี

ยังไม่ต้องยืนยันว่าเป็นคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้าหรือไม่ใช่

แต่ยืนยันได้แน่นอนว่าเป็นคำสอนต้นเดิมของพระพุทธเจ้าที่มีบันทึกไว้เป็นหลักฐาน

ระบบหรือวิธีศึกษาวิทยาการทั้งปวงที่เป็นมาตรฐานของชาวโลกก็คือ ศึกษาจากหลักฐานต้นเดิมก่อน แล้วศึกษาจากหลักฐานที่รองๆ ต่อกันมา

ครบถ้วนหมดจดดีแล้ว จึงมาถึงความเห็น ความเชื่อ หรือสติปัญญาของตัวผู้ศึกษาเองว่า จะเห็นอย่างไร จะเชื่ออย่างไร ตลอดจนจะปฏิบัติอย่างไรต่อสิ่งที่ตนได้ศึกษามา

แต่ไม่ว่าตัวเองจะเห็นอย่างไร เชื่ออย่างไร หรือปฏิบัติอย่างไร หลักคำสอนเดิมที่มีมาก็จะยังคงอยู่อย่างนั้น

ผู้ศึกษามีสิทธิ์ที่จะประกาศว่า คำสอนในพระไตรปิฎกตอนนั้นตอนโน้น-หรือพระไตรปิฎกเล่มนั้นเล่มโน้น-หรือแม้แต่พระไตรปิฎกทั้งสิ้น เชื่อไม่ได้ ไม่ใช่คำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า

แต่ไม่มีสิทธิ์เลยแม้แต่น้อยที่จะไปลบล้าง หรือล้มล้าง หรือเอาความเห็นความเชื่อของตัวเองเข้าไปใส่แทนที่พระไตรปิฎก แล้วประกาศว่านี่แหละคือคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า

ก็ตัวเองเพิ่งอ้างไปหยกๆ ว่า-ไม่มีใครสามารถชี้ขาดได้ว่าคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้าคืออะไรอย่างไร

แล้วทำไมตอนนี้เกิดจะมาชี้ขาดได้ขึ้นมาละว่า-ที่ฉันว่านี่แหละคือคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า?

ผู้ศึกษาที่ได้รับการอบรมสั่งสอนมาดีแล้วเขาเพียงแต่จะบอกไปตรงๆ ว่า พระไตรปิฎกว่าอย่างนี้ๆ แต่ความเห็นของฉันว่าอย่างนี้ๆ – นี่คือมารยาทของผู้เจริญแล้ว

ต่อจากนั้น ใครจะเชื่อพระไตรปิฎก หรือจะเชื่อทฤษฎีใหม่ของใคร ก็เป็นสิทธิของผู้นั้นที่จะเลือกเอา

(มีต่อตอน ๒)
…………………………………
นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย
๖ สิงหาคม ๒๕๖๒
๑๖:๒๒