ทุกขอริยสัจจ์ อันเป็น 1 ในอริยสัจจ์ 4 ที่พุทธองค์ ทรงตรัสรู้เป็นไฉน?

ทุกข์ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้นั้น ใช่ทุกขเวทนาทางกายทางใจหรือไม่? ก็ในเมื่อแม้นแต่สัตว์เดรัจฉานก็ยังรู้ได้เลย เช่น พวกนกเมื่อแหล่งหากินเดิมอาหารไม่พอกิน หรือแหล่งที่อยู่เดิมอากาศหนาวหรือร้อนเกิน พวกนกก็ยังรู้จักแสวงหาแหล่งใหม่ เพื่อบรรเทาความทุกข์กายนั้นเอง หรือถูกกักขังสิ้นอิสระภาพ แม้นด้วยกรงทองคำก็รู้สึกทุกข์ใจได้อยู่ดี แสดงว่าไม่ใช่ทุกขเวทนาทั้งทางกายและทางใจแน่นอน และเพราะไม่มีการละกิเลสใดๆ เลย กลับเป็นปัจจัยให้ตัณหาที่อยากเป็นอยู่สุขสบายเกิดขึ้นอย่างหนักหน่วงตามกำลังของทุกขเวทนานั้นๆ แล้วสุขเวทนาทางกาย และทางใจละ ซึ่งแม้นแต่สัตว์เดรัจฉานก็รู้ได้เองเหมือนกัน เช่น ถ้าได้อยู่ในแหล่งที่อาศัยอาหารอุดมสมบูรณ์หาได้ง่าย หรือแหล่งที่อยู่นั้น มีอากาศสบายๆไม่หนาวเกินไป ไม่ร้อนเกินไป ก็สุขกาย หรือ เมื่อได้อยู่ครองคู่กับตัวที่มันรักก็สุขใจ แสดงว่าไม่ใช่สุขเวทนาทั้งทางกายและทางใจแน่นอนอีกเช่นกัน เพราะเมื่อสุขเวทนาทั้งทางกายและทางใจวิปริตแปรผันไปกลับเป็นปัจจัยให้เกิดทุกขเวทนาขึ้น เพื่อให้เห็นสภาพของทุกขเวทนาได้ชัดเจนขึ้นจึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ทุกขทุกข์” แปลว่าเป็นทุกข์ที่ทนได้ยาก คือ เป็นทุกข์ขณะตั้งอยู่เรียกสุขเวทนาว่า “วิปริณามทุกข์” แปลว่าเป็นทุกข์เพราะการแปรผ้นไป คือ เป็นทุกข์ขณะดับไป ความว่าทุกข์ที่พุทธองค์ทรงตรัสรู้ต้องไม่เป็นปัจจัยกับกิเลสใดๆ เลย ตรงกันข้ามกลับสะดุ้งสะเทือนต่อกิเลสจนสำรอก คือ ละได้เป็นสมุจเฉทปหานในมรรคนั้นๆ นั่นเอง คือสังขารทุกข์ ที่มีอยู่ประจำในสังขารธรรม ได้แก่ทุกขสัจจ์ องค์ธรรม คือ โลกียจิต 81 เจตสิกที่ประกอบ 51 (เว้นโลภะในฐานะเป็นสมุทัยสัจจ์) และรูป 28 รวม 160 สรุปได้ธรรม 2 ประเภท คือ นาม 1 และ รูป 1 เป็นทุกข์เพราะความบีบคั้นด้วยความเกิดขึ้นก็พลันดับลงไปทันทีของสังขารธรรม (ทุกขสัจจ์) ที่พระบรมศาสดาทรงนำมาจำแนกเป็นวิปัสสนาภูมิ 6 มี ขันธ์ 5 อายตนะ 12 ธาตุ 18 เป็นต้น หรือ เป็น สติปัฏฐาน 4 หรือ อินทรีย์สังวรนั้นเอง เพื่อให้เหมาะสมกับ อัธยาศัย กิเลส ปัญญา จริต เป็นต้น ที่แตกต่างกันของบุคคลที่จะเข้าถึงส้งขารทุกข์ได้
ความว่าเป็นทุกข์ที่เห็นได้โดยการปฏิบัติที่ถูกต้องเท่านั้นจึงเป็นทุกข์ที่เห็นกันได้ยาก ต่างกับทุกขทุกข์ (ทุกขเวทนา) และ วิปริณามทุกข์ (สุขเวทนา) ที่ไม่ต้องอาศัยการปฏิบัติก็เห็นกันได้ง่ายๆ โดยทั่วไปอยู่แล้ว

ถามว่า ก็เวทนาไม่ว่าจะ ทุกขเวทนา หรือ สุขเวทนา หรือ อุเบกขาเวทนาก็ตาม ก็เป็นสังขารธรรมอยู่แล้วก็ย่อมเป็นสังขารทุกข์ได้เช่นกันไม่ใช่หรือ?

ตอบว่า ใช่ แต่สภาพที่ปรากฏต่างกัน เพราะทุกขเวทนาในฐานะเป็นทุกขทุกข์ และ สุขเวทนาในฐานะเป็นวิปริณามทุกข์ ไม่มีการปฏิบัติเพื่อกันวิปัลลาส มีสักกายทิฏฐิ (ความเห็นว่า มีตัวตน) เป็นต้น ไม่ให้อิงอาศัยความรู้สึกเลย ส่วนเวทนาและสังขารธรรมที่เหลือจะมีสภาพปรากฏเป็นสังขารทุกข์ได้ต้องล้วนแต่มีการปฏิบัติ เพื่อกันวิปัลลาสไม่ให้อิงอาศัยความรู้สึกได้ เริ่มตั้งแต่ การปฏิบัติกำหนดแยกนามแยกรูป เพื่อทำลายฆนสัญญา (ความสำคัญว่าเป็นกลุ่มก้อน) ดุจการแยกบ้านออกเป็นส่วนๆ ความรู้สึกว่าเป็นบ้านก็หายไป ในวิปัสสนาญาณแรก คือ “นามรูปปริจเฉทญาณ” (ญาณที่กำหนดแยกนามรูป) เมื่อฆนสัญญาถูกทำลายแล้ว ก็เป็นเหตุให้เห็นปัจจัยของสังขารธรรม คือเห็นการเกิดขึ้นของสังขารธรรมในวิปัสสนาญาณที่สอง คือ “ปัจจยปริคคหญาณ” (ญาณที่จับเอาปัจจัยได้) พอญาณเฉียบไวขึ้นก็จะเห็นการดับของสังขารธรรมในวิปัสสนาญาณที่สามคือ “สัมมสนญาณ” (ญาณที่เห็นสังขารธรรมดับชัดเจน) พอญาณคมกล้าและเฉียบไวเพิ่มขึ้นก็จะเห็นทั้งการเกิดทั้งการดับของสังขารธรรมในอารมณ์เดียวกัน ในวิปัสสนาญาณทื่สี่ คือ “อุทยัพพยญาณ”(ญาณที่เห็นทั้งการเกิดทั้งการดับของสังขารธรรมในอารมณ์เดียวกัน) ความว่าสันตติ (ความสืบต่อกันของสังขารธรรม) ถึงแม้นจะเป็นไปสือต่อกันรวดเร็วมากก็ตาม แต่อุทยัพพยญาณก็คมกล้าเฉียบไวรู้ได้ทันความไวของสันตติ เหตุเพราะมีความเจริญพัฒนาอานุภาพเริ่มตั้งญาณแรกเป็นต้นมานั้นเอง เป็นดุจการดูฟิล์มหนังเป็นแต่ละแผ่นฟีล์ม ความเป็นตัวตน มีพระเอกต่อยกับผู้ร้ายเป็นต้น ก็หายไป จักปรากฏเห็นเพียงสภาวธรรม หามีตัวตนไม่ เช่น การเห็น ตามปกติ ก็สำคัญว่าเราเห็น แต่พอตัวตนหลุดหายไป ก็จะเป็นจักขุวิญญาณเห็นเป็นต้น โดยที่ไม่ต้องนึกเอาคิดเอาเลย คือ เห็นประจักษ์

แม้นทวารอินทรีย์ที่เหลือก็เป็นนัยนี้ และเพราะความสำคัญว่าเป็นตัวตนหลุดหายไปนั้นเอง แม้นทวารกรรม มีอิริยาบทน้อยใหญ่ทั้งหลาย ก็จะรู้สึกเป็นภาระทุกข์ที่จำต้องบำบัดทุกข์ในอิริยาบทเก่าด้วยอิริยาบทใหม่ร่ำไป ดุจพยาบาล (อิริยาบทใหม่) ตัองคอยบำบัดคนไข้เรื้อรัง (อิริยาบทเก่า) ไม่รู้จักจบจักสิ้น ความว่าสังขารทุกข์ปลอดจากการครอบงำความรู้สึกของฆนสัญญา สันตติ และภาระทุกข์ของอิริยาบถได้นั้นเอง ความยินดี ยินร้ายจึงเข้าอาศัยไม่ได้เลย ส่วนทุกขทุกข์ และ วิปริณามทุกข์ก็มีนัยตรงกันข้าม ความยินดียินร้ายจึงยังเข้าอาศัยได้อยู่ ทุกข์จึง มี 3 ประเภทตามสภาพอาการที่เป็นไปแตกต่างกัน สมดังพระพุทธพจน์ ที่ทรงตรัสไว้ว่า

“ติสโส อิมา ภิกฺขเว ทุกขตา. กตมา ติสโส.ทุกขทุกขตา สงฺขารทุกขตา วิปริณามทุขตา”( สํ. มหา 19/82)

ความว่า ” ภิกษุทั้งหลาย ความเป็นทุกข์ มี 3 อย่าง เหล่านี้ ความเป็นทุกข์ 3 อย่างอะไรบ้าง? ได้แก่ ความเป็นทุกขทุกข์ ความเป็นสังขารทุกข์ ความเป็นวิปริณามทุกข์แล”

(นิสสยอักษรปัลลวะ อักษรสิงหล อักษรขอม อักษรธรรมล้านช้าง อักษรโรมัน)

Source Page : สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ