พระผู้มีพระภาคทรงแสดงอายตนะภายนอก ว่าเป็นธรรมที่เกื้อกูลแก่อุปาทาน ส่วนฉันทราคะในอายตนะภายนอกเป็นอุปาทาน

[๑๒๓] “ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมที่เกื้อกูลแก่อุปาทานและอุปาทาน เธอทั้งหลายจงฟัง
ธรรมที่เกื้อกูลแก่อุปาทาน เป็นอย่างไร และอุปาทาน เป็นอย่างไร
คือ รูปที่พึงรู้แจ้งทางตาที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ชวนให้รัก ชักให้ใคร่ พาใจให้กำหนัดมีอยู่ เหล่านี้เราเรียกว่า ธรรมที่เกื้อกูลแก่อุปาทาน

ฉันทราคะในรูปนั้นชื่อว่าอุปาทาน ฯลฯ

รสที่พึงรู้แจ้งทางลิ้น ฯลฯ

ธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้งทางใจที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ชวนให้รัก ชักให้ใคร่ พาใจให้กำหนัดมีอยู่ เหล่านี้เราเรียกว่า ธรรมที่เกื้อกูลแก่อุปาทาน

ฉันทราคะในธรรมารมณ์นั้นชื่อว่าอุปาทาน”
………….
อุปาทานิยธัมมสูตร สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๘
http://www.84000.org/tipitaka/_mcu/m_siri.php?B=18&siri=103
สูตรที่ ๙ และที่ ๑๐ เมื่อท่านกล่าวโดยอนิฏฐารมณ์ ก็เป็นอันกล่าวโดยบุคคลผู้ตรัสรู้.
อรรถกถาสังโยชนสูตรที่ ๙ – อุปาทานสูตรที่ ๑๐http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=18&i=190
………
หมายเหตุ อายตนะภายนอก คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์