#มุ่งหน้าสู่สังกัสสะนคร

#ธุดงค์เดินธรรมยาตราพุทธภูมิอินเดียเนปาลมา 72 วัน (ตั้งแต่ 28 ธค 61)

#พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสสอนว่า
“สิ่งทั้งหลายล้วนไม่เที่ยง”

#คณะพระธุดงค์จำนวน 120 รูป ในโครงการเดินธุดงค์ตามรอยบาทพระศาสดาพุทธภูมิอินเดีย เนปาล เป็นรุ่นที่ 6/2561-2562 เป็นปีที่ 6

#วันที่ 72 แห่งการเดินธุดงค์ธรรมยาตราตามรอยบาทพระพุทธบรมศาสดาพุทธภูมิอินเดีย เนปาล
คณะเดินออกจากโรงเรียนสถานที่อันเป็นที่หลับนอน เดินตามถนนเส้นเล็ก ๆๆ ที่กำลังทำใหม่ เดินมาเรื่อยๆๆๆ ทิวทัศน์ข้างทางเป็นทุ่งข้าวสารี สลับบ้านเรือนผู้คน มีการถามไถ่บ้างเป็นบางช่วงบางตอนในขณะที่เดิน
เส้นนี้มีทั้งนิลกาย และนกยูงให้เห็น ซึ่งสัตว์ 2 ชนิดนี้ เป็นสัตว์คุ้มครอง รักษา

#คณะพระธุดงค์พักค้างที่ โรงเผาศพ

#มุ่งหน้าสู่สังกัสสะนคร

#เกร็ดเล็กๆๆ ก่อนถึงสังกัสสะนคร
(ในพระไตรปิฏก)

๒. เรื่องยมกปาฏิหาริย์ [๑๔๙] 
ข้อความเบื้องต้น 

พระศาสดาทรงปรารภเทวดาและพวกมนุษย์เป็นอันมาก ที่พระทวารแห่งสังกัสสนคร ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “เย ฌานปฺปสุตา ธีรา” เป็นต้น. ก็เทศนาตั้งขึ้นแล้วในกรุงราชคฤห์.

เศรษฐีได้ไม้จันทน์ทำบาตร 
ความพิสดารว่า สมัยหนึ่ง เศรษฐีชาวกรุงราชคฤห์ให้ขึงข่ายมีสัณฐานคล้ายขวด เพื่อความปลอดภัย๑- และเพื่อรักษาอาภรณ์เป็นต้น ที่หลุดไปด้วยความพลั้งเผลอแล้ว เล่นกีฬาทางน้ำในแม่น้ำคงคา.
____________________________
๑- เพื่อเปลื้องอันตราย.

ในกาลนั้น ต้นจันทน์แดงต้นหนึ่ง เกิดขึ้นที่ริมฝั่งตอนเหนือของแม่น้ำคงคา มีรากถูกน้ำในแม่น้ำคงคาเซาะโค่นหักกระจัดกระจายอยู่บนหินเหล่านั้นๆ. ครั้งนั้น ปุ่มๆ หนึ่งมีประมาณเท่าหม้อ ถูกหินครูดสี ถูกคลื่นน้ำซัด เป็นของเกลี้ยงเกลา ลอยไปโดยลำดับ อันสาหร่ายรวบรัดมาติดที่ข่ายของเศรษฐีนั้น.
เศรษฐีกล่าวว่า “นั่นอะไร?” ได้ยินว่า “ปุ่มไม้” จึงให้นำปุ่มไม้นั้นมาให้ถากด้วยปลายมีด เพื่อจะพิจารณาว่า “นั่นชื่ออะไร?”
ในทันใดนั่นเอง จันทน์แดงมีสีดังครั่งสดก็ปรากฏ. ก็เศรษฐียังไม่เป็นสัมมาทิฏฐิ ไม่เป็นมิจฉาทิฏฐิ วางตนเป็นกลาง. เขาคิดว่า “จันทน์แดงในเรือนของเรามีมาก เราจะเอาจันทน์แดงนี้ทำอะไรหนอแล?” ทีนั้น เขาได้มีความคิดอย่างนี้ว่า “ในโลกนี้ พวกที่กล่าวว่า ‘เราเป็นพระอรหันต์’ มีอยู่มาก เราไม่รู้จักพระอรหันต์แม้สักองค์หนึ่ง เราจักให้ประกอบเครื่องกลึงไว้ในเรือน ให้กลึงบาตรแล้ว ใส่สาแหรกห้อยไว้ในอากาศประมาณ ๖๐ ศอก โดยเอาไม้ไผ่ต่อกันขึ้นไปแล้ว จะบอกว่า ‘ถ้าว่า พระอรหันต์มีอยู่ จงมาทางอากาศแล้ว ถือเอาบาตรนี้’ ผู้ใดจักถือเอาบาตรนั้นได้ เราพร้อมด้วยบุตรภรรยาจักถึงผู้นั้นเป็นสรณะ.”
เขาให้กลึงบาตรโดยทำนองที่คิดไว้นั่นแหละ ให้ยกขึ้นโดยเอาไม้ไผ่ต่อๆ กันขึ้นไปแล้ว กล่าวว่า “ในโลกนี้ ผู้ใดเป็นพระอรหันต์ ผู้นั้นจงมาทางอากาศ ถือเอาบาตรนี้.”

ครูทั้ง ๖ อยากได้บาตรไม้จันทน์ 
ครูทั้งหกกล่าวว่า “บาตรนั้นสมควรแก่พวกข้าพเจ้า ท่านจงให้บาตรนั้นแก่พวกข้าพเจ้าเสียเถิด.”
เศรษฐีนั้นกล่าวว่า “พวกท่านจงมาทางอากาศแล้ว เอาไปเถิด.”
ในวันที่ ๖ นิครนถ์นาฏบุตรส่งพวกอันเตวาสิกไปด้วยสั่งว่า “พวกเจ้าจงไป จงพูดกะเศรษฐีอย่างนี้ว่า ‘บาตรนั่นสมควรแก่อาจารย์ของพวกข้าพเจ้า ท่านอย่าทำการมาทางอากาศ เพราะเหตุแห่งของเพียงเล็กน้อยเลย นัยว่า ท่านจงให้บาตรนั่นเถิด.” พวกอันเตวาสิกไปพูดกะเศรษฐีอย่างนั้นแล้ว.
เศรษฐีกล่าวว่า “ผู้ที่สามารถมาทางอากาศแล้วถือเอาได้เท่านั้น จงเอาไป.”

นาฏบุตรออกอุบายเอาบาตร 
นาฏบุตรเป็นผู้ปรารถนาจะไปเอง จึงได้ให้สัญญาแก่พวกอันเตวาสิกว่า “เราจักยกมือและเท้าข้างหนึ่ง เป็นทีว่าปรารถนาจะเหาะ พวกเจ้าจงร้องบอกเราว่า ‘ท่านอาจารย์ ท่านจะทำอะไร? ท่านอย่าแสดงความเป็นพระอรหันต์ที่ปกปิดไว้ เพราะเหตุแห่งบาตรไม้แก่มหาชนเลย’ ดังนี้แล้ว จงพากันจับเราที่มือและเท้าดึงไว้ ให้ล้มลงที่พื้นดิน.” เขาไปในที่นั้นแล้ว กล่าวกะเศรษฐีว่า “มหาเศรษฐีบาตรนี้สมควรแก่เรา ไม่สมควรแก่ชนพวกอื่น ท่านอย่าชอบใจการเหาะขึ้นไปในอากาศของเรา เพราะเหตุแห่งของเพียงเล็กน้อย จงให้บาตรแก่เราเถิด.”
เศรษฐี. ผู้เจริญ ท่านต้องเหาะขึ้นไปทางอากาศแล้ว ถือเอาเถิด.
ลำดับนั้น นาฏบุตรกล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้น พวกเจ้าจงหลีกไปๆ” กันพวกอันเตวาสิกออกไปแล้ว กล่าวว่า “เราจักเหาะขึ้นไปในอากาศ” ดังนี้แล้ว ก็ยกมือและเท้าขึ้นข้างหนึ่ง. ทีนั้น พวกอันเตวาสิกกล่าวกับอาจารย์ว่า “ท่านอาจารย์ ท่านจะทำชื่ออะไรกันนั่น? ประโยชน์อะไรด้วยคุณที่ปกปิดไว้ อันท่านแสดงแก่มหาชน เพราะเหตุแห่งบาตรไม้นี้” แล้วช่วยกันจับนาฏบุตรนั้นที่มือและเท้า ดึงมาให้ล้มลงบนแผ่นดิน. เขาบอกกะเศรษฐีว่า “มหาเศรษฐี อันเตวาสิกเหล่านี้ไม่ให้เหาะ ท่านจงให้บาตรแก่เรา.”
เศรษฐี. ผู้เจริญ ท่านต้องเหาะขึ้นไปถือเอาเถิด.
พวกเดียรถีย์ แม้พยายามด้วยอาการอย่างนี้สิ้น ๖ วันแล้ว ยังไม่ได้บาตรนั้นเลย.

ชาวกรุงเข้าใจว่าไม่มีพระอรหันต์ 
ในวันที่ ๗ ในกาลที่ท่านพระมหาโมคคัลลานะและท่านพระปิณโฑลภารทวาชะไปยืนบนหินดาดแห่งหนึ่งแล้วห่มจีวร ด้วยตั้งใจว่า “จักเที่ยวไปเพื่อบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์” พวกนักเลงคุยกันว่า “ชาวเราเอ๋ย ในกาลก่อน ครูทั้ง ๖ กล่าวว่า ‘พวกเราเป็นพระอรหันต์ในโลก’ ก็เมื่อเศรษฐีชาวกรุงราชคฤห์ให้ยกบาตรขึ้นไว้แล้วกล่าวว่า ‘ถ้าว่า พระอรหันต์มีอยู่, จงมาทางอากาศแล้ว ถือเอาเถิด’ วันนี้เป็นวันที่ ๗ แม้สักคนหนึ่งชื่อว่าเหาะขึ้นไปในอากาศด้วยแสดงตนว่า ‘เราเป็นพระอรหันต์’ ก็ไม่มี วันนี้ พวกเรารู้ความที่พระอรหันต์ไม่มีในโลกแล้ว.”
ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้ยินถ้อยคำนั้นแล้ว จึงกล่าวกะท่าน พระปิณโฑลภารทวาชะว่า “อาวุโส ภารทวาชะ ท่านได้ยินถ้อยคำของพวกนักเลงเหล่านี้ไหม? พวกนักเลงเหล่านี้พูดเป็นทีว่าจะย่ำยีพระพุทธศาสนา ก็ท่านมีฤทธิ์มากมีอานุภาพมาก ท่านจงไปเถิด จงมาทางอากาศแล้วถือเอาบาตรนั้น.”
ปิณโฑลภารทวาชะ. อาวุโส โมคคัลลานะ ท่านเป็นผู้เลิศกว่าบรรดาสาวกผู้มีฤทธิ์ ท่านจงถือเอาบาตรนั้น แต่เมื่อท่านไม่ถือเอา ผมจักถือเอา.

พระปิณโฑลภารทวาชะแสดงปาฏิหาริย์ 
เมื่อพระมหาโมคคัลลานะกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านจงถือเอาเถิดผู้มีอายุ” ท่านปิณโฑลภารทวาชะก็เข้าจตุตถฌาน มีอภิญญาเป็นบาท ออกแล้ว เอาปลายเท้าคีบหินดาดประมาณ ๑ คาวุต ให้ขึ้นไปในอากาศเหมือนปุยนุ่น แล้วหมุนเวียนไปในเบื้องบนพระนครราชคฤห์ ๗ ครั้ง. หินดาดนั้นปรากฏดังฝาละมีสำหรับปิดพระนครไว้ประมาณ ๓ คาวุต. พวกชาวพระนครกลัว ร้องว่า “หินจะตกทับข้าพเจ้า” จึงทำเครื่องกั้นมีกระด้งเป็นต้นไว้บนกระหม่อม แล้วซุกซ่อนในที่นั้นๆ. ในวาระที่ ๗ พระเถระทำลายหินดาด แสดงตนแล้ว.
มหาชนเห็นพระเถระแล้ว กล่าวว่า “ท่านปิณโฑลภารทวาชะผู้เจริญ ท่านจงจับหินของท่านไว้ให้มั่น อย่าให้พวกข้าพเจ้าทั้งหมดพินาศเสียเลย.”
พระเถระเอาปลายเท้าเหวี่ยงหินทิ้งไป. แผ่นหินนั้นไปตั้งอยู่ในที่เดิมนั่นเอง. พระเถระได้ยืนอยู่ในที่สุดแห่งเรือนของเศรษฐี. เศรษฐีเห็นท่านแล้ว หมอบลงแล้ว กราบเรียนว่า “ลงเถิด พระผู้เป็นเจ้า” นิมนต์พระเถระผู้ลงจากอากาศให้นั่งแล้ว ให้นำบาตรลง กระทำให้เต็มด้วยวัตถุอันมีรสหวาน ๔ อย่างแล้ว ได้ถวายแก่พระเถระ. พระเถระรับบาตรแล้วบ่ายหน้าสู่วิหาร ไปแล้ว.
ลำดับนั้น ชนเหล่าใดที่อยู่ในป่าบ้าง อยู่ในบ้านบ้าง ไม่เห็นปาฏิหาริย์ของพระเถระ ชนเหล่านั้นประชุมกันแล้ววิงวอนพระเถระว่า “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงแสดงปาฏิหาริย์แม้แก่พวกผม” ดังนี้แล้ว ก็พากันติดตามพระเถระไป.
พระเถระนั้นแสดงปาฏิหาริย์แก่ชนเหล่านั้นๆ พลางได้ไปยังพระวิหารแล้ว.

พระศาสดาทรงห้ามไม่ให้ภิกษุทำปาฏิหาริย์ 
พระศาสดาทรงสดับเสียงมหาชนที่ติดตามพระเถระนั้นอื้ออึงอยู่ จึงตรัสถามว่า “อานนท์ นั่นเสียงใคร?” ทรงสดับว่า “พระเจ้าข้า พระปิณโฑลภารทวาชะเหาะขึ้นไปในอากาศแล้ว ถือเอาบาตรไม้จันทน์ นั่นเสียงในสำนักของท่าน”
จึงรับสั่งให้เรียกพระปิณโฑลภารทวาชะมา ตรัสถามว่า “ได้ยินว่า เธอทำอย่างนั้นจริงหรือ?” เมื่อท่านกราบทูลว่า “จริง พระเจ้าข้า”
จึงตรัสว่า “ภารทวาชะ ทำไม เธอจึงทำอย่างนั้น?” ทรงติเตียนพระเถระ แล้วรับสั่งให้ทำลายบาตรนั้น ให้เป็นชิ้นน้อยชิ้นใหญ่แล้ว รับสั่งให้ประทานแก่ภิกษุทั้งหลาย เพื่อประโยชน์แก่อันบดผสมยาตา แล้วทรงบัญญัติสิกขาบทแก่พระสาวกทั้งหลาย เพื่อต้องการไม่ให้ทำปาฏิหาริย์.
ฝ่ายพวกเดียรถีย์ได้ยินว่า “ทราบว่า พระสมณโคดมให้ทำลายบาตรนั้นแล้ว ทรงบัญญัติสิกขาบทแก่สาวกทั้งหลาย เพื่อต้องการมิให้ทำปาฏิหาริย์” จึงเที่ยวบอกกันในถนนในพระนครว่า “สาวกทั้งหลายของพระสมณโคดม ไม่ก้าวล่วงสิกขาบทที่ทรงบัญญัติ แม้เพราะเหตุแห่งชีวิต ถึงพระสมณโคดมก็จักรักษาสิกขาบทที่ทรงบัญญัตินั้นเหมือนกัน บัดนี้ พวกเราได้โอกาสแล้ว” แล้วกล่าวว่า “พวกเรารักษาคุณของตน จึงไม่แสดงคุณของตนแก่มหาชน เพราะเหตุแห่งบาตรไว้ในกาลก่อน เหล่าสาวกของพระสมณโคดมแสดงคุณของตนแก่มหาชน เพราะเหตุแห่งบาตร พระสมณโคดมรับสั่งให้ทำลายบาตรนั้นแล้ว ทรงบัญญัติสิกขาบทแก่เหล่าสาวก เพราะพระองค์เป็นบัณฑิต บัดนี้ พวกเราจักทำปาฏิหาริย์กับพระสมณโคดมนั่นแล.”

พระศาสดาทรงประสงค์จะทำปาฏิหาริย์ 
พระเจ้าพิมพิสารทรงสดับถ้อยคำนั้นแล้ว เสด็จไปยังสำนักพระศาสดา กราบทูลว่า “พระเจ้าข้า ได้ทราบว่าพระองค์ทรงบัญญัติสิกขาบทแก่เหล่าสาวก เพื่อต้องการไม่ให้ทำปาฏิหาริย์เสียแล้วหรือ?”
พระศาสดา. ขอถวายพระพร มหาบพิตร.
พระราชา. บัดนี้ พวกเดียรถีย์พากันกล่าวว่า ‘พวกเราจักทำปาฏิหาริย์กับด้วยพระองค์’ บัดนี้ พระองค์จักทรงทำอย่างไร?
พระศาสดา. เมื่อเดียรถีย์เหล่านั้นกระทำ อาตมภาพก็จักกระทำ มหาบพิตร.
พระราชา. พระองค์ทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้วมิใช่หรือ?
พระศาสดา. มหาบพิตร อาตมภาพมิได้บัญญัติสิกขาบทเพื่อตน สิกขาบทนั้นนั่นแล อาตมภาพบัญญัติไว้เพื่อสาวกทั้งหลาย.
พระราชา. สิกขาบท เป็นอันชื่อว่าอันพระองค์ทรงบัญญัติในสาวกทั้งหลายอื่น เว้นพระองค์เสียหรือ? พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. มหาบพิตร ถ้าเช่นนั้น อาตมภาพจักย้อนถามพระองค์นั่นแหละในเพราะเรื่องนี้ มหาบพิตร ก็พระอุทยานในแว่นแคว้นของพระองค์มีอยู่หรือ?
พระราชา. มี พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. มหาบพิตร ถ้าว่ามหาชนพึงบริโภคผลไม้ เป็นต้นว่า ผลมะม่วงในพระอุทยานของพระองค์, พระองค์พึงทรงทำอย่างไร แก่เขา?
พระราชา. พึงลงอาชญา พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. ก็พระองค์ย่อมได้เพื่อเสวยหรือ?
พระราชา. พระเจ้าข้า อาชญาไม่มีแก่หม่อมฉัน หม่อมฉันย่อมได้เพื่อเสวยของๆ ตน.
พระศาสดา. มหาบพิตร อาชญาแม้ของอาตมภาพย่อมแผ่ไปในแสนโกฏิจักรวาล เหมือนอาชญาของพระองค์ที่แผ่ไปในแว่นแคว้นประมาณ ๓๐๐ โยชน์ อาชญาไม่มีแก่พระองค์ผู้เสวยผลไม้ทั้งหลายเป็นต้น ว่าผลมะม่วงในพระอุทยานของพระองค์ แต่มีอยู่แก่ชนเหล่าอื่น ขึ้นชื่อว่า การก้าวล่วงบัญญัติ คือสิกขาบท ย่อมไม่มีแก่ตน แต่ย่อมมีแก่สาวกเหล่าอื่น อาตมภาพจึงจักทำปาฏิหาริย์.
พวกเดียรถีย์ฟังถ้อยคำนั้นแล้ว ปรึกษากันว่า “บัดนี้ พวกเราฉิบหายแล้ว ได้ยินว่า พระสมณโคดมทรงบัญญัติสิกขาบทเพื่อเหล่าสาวกเท่านั้น ไม่ทรงบัญญัติไว้เพื่อตน ได้ยินว่า ท่านปรารถนาจะทำปาฏิหาริย์เองทีเดียว พวกเราจักทำอย่างไรกันเล่า?” พระราชาทูลถามพระศาสดาว่า “เมื่อไร พระองค์จักทรงทำปาฏิหาริย์? พระเจ้าข้า.”
พระศาสดา. มหาบพิตร โดยล่วงไปอีก ๔ เดือนต่อจากนี้ไป วันเพ็ญเดือน ๘ จักทำ.
พระราชา. พระองค์จักทรงทำที่ไหน? พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. อาตมภาพจักอาศัยเมืองสาวัตถีทำ มหาบพิตร.
มีคำถามสอดเข้ามาว่า ก็ทำไม พระศาสดาจึงอ้างที่ไกลอย่างนี้?
แก้ว่า เพราะที่นั้นเป็นสถานที่ทำมหาปาฏิหาริย์ของพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์. อีกอย่างหนึ่ง พระองค์อ้างที่ไกลทีเดียว แม้เพื่อประโยชน์จะให้มหาชนประชุมกัน.
พวกเดียรถีย์ฟังถ้อยคำนั้นแล้วกล่าวว่า “ได้ยินว่า ต่อจากนี้โดยล่วงไป ๔ เดือน พระสมณโคดมจักทำปาฏิหาริย์ ณ เมืองสาวัตถี บัดนี้ พวกเราไม่ละเทียว จักติดตามพระองค์ไป มหาชนเห็นพวกเราแล้ว จักถามว่า “นี่อะไรกัน?” ทีนั้น พวกเราจักบอกแก่เขาว่า “พวกเราพูดไว้แล้วว่า ‘จักทำปาฏิหาริย์กับพระสมณโคดม’ พระสมณโคดมนั้นย่อมหนีไป พวกเราไม่ให้พระสมณโคดมนั้นหนี จึงติดตามไป”
พระศาสดาเสด็จเที่ยวไปบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ออกมาแล้ว. ถึงพวกเดียรถีย์ก็ออกมาข้างหลังของพระองค์นั่นแล อยู่ใกล้ที่ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำภัตกิจ ในวันรุ่งขึ้นพวกเดียรถีย์บริโภคอาหารเช้าในที่ๆ ตนอยู่แล้ว. เดียรถีย์เหล่านั้นถูกพวกมนุษย์ถามว่า “นี่อะไรกัน?” จึงบอกโดยนัยแห่งคำที่กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.
ฝ่ายมหาชนคิดว่า “พวกเราจักดูปาฏิหาริย์” ดังนี้แล้วได้ติดตามไป.
พระศาสดาบรรลุถึงพระนครสาวัตถีโดยลำดับ.
เดียรถีย์เตรียมทำปาฏิหาริย์แข่ง
แม้พวกเดียรถีย์ก็ไปกับพระองค์เหมือนกัน ชักชวนอุปัฏฐากได้ทรัพย์แสนหนึ่งแล้ว ให้ทำมณฑปด้วยเสาไม้ตะเคียน๑- ให้มุงด้วยอุบลเขียว นั่งพูดกันว่า “พวกเราจักทำปาฏิหาริย์ในที่นี้.”
____________________________
๑- ขทิร ในที่บางแห่งแปลว่า ไม้สะแก.

ครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จเข้าไปเฝ้าพระศาสดา กราบทูลว่า “พวกเดียรถีย์ให้ทำมณฑปแล้ว พระเจ้าข้า, แม้ข้าพระองค์จะให้ทำมณฑปเพื่อพระองค์.”
พระศาสดา. อย่าเลยมหาบพิตร ผู้ทำมณฑปของอาตมภาพมี.
พระราชา. คนอื่นใครเล่า เว้นข้าพระองค์เสีย จักอาจทำได้ พระเจ้าข้า?
พระศาสดา. ท้าวสักกเทวราช.
พระราชา. ก็พระองค์จักทรงทำปาฏิหาริย์ที่ไหนเล่า? พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. ที่ควงไม้คัณฑามพพฤกษ์ มหาบพิตร.
พวกเดียรถีย์ได้ยินว่า “ได้ข่าวว่า พระสมณโคดมจักทำปาฏิหาริย์ที่ควงไม้มะม่วง” จึงบอกพวกอุปัฏฐากของตน ให้ถอนต้นมะม่วงเล็กๆ โดยที่สุดแม้งอกในวันนั้น ในที่ระหว่างโยชน์หนึ่ง แล้วให้ทิ้งไปในป่า.
ในวันเพ็ญเดือน ๘ พระศาสดาเสด็จเข้าไปภายในพระนคร. ผู้รักษาสวนของพระราชา ชื่อคัณฑะ เห็นมะม่วงสุกผลใหญ่ผลหนึ่ง ในระหว่างกลุ่มใบที่มดดำมดแดงทำรังไว้ ไล่กาที่มาชุมนุมด้วยความโลภในกลิ่นและรสแห่งมะม่วงนั้น ให้หนีไปแล้ว ถือเอาเพื่อประโยชน์แด่พระราชา เดินไปเห็นพระศาสดาในระหว่างทาง คิดว่า “พระราชาเสวยผลมะม่วงนี้แล้ว พึงพระราชทานกหาปณะแก่เรา ๘ กหาปณะ หรือ ๑๖ กหาปณะ กหาปณะนั้นไม่พอเพื่อเลี้ยงชีพในอัตภาพหนึ่งของเรา ก็ถ้าว่า เราจักถวายผลมะม่วงนี้แด่พระศาสดา นั่นจักเป็นคุณนำประโยชน์เกื้อกูลมาให้แก่เราตลอดกาลไม่มีสิ้นสุด.”
เขาน้อมถวายผลมะม่วงนั้นแด่พระศาสดา.
พระศาสดาทอดพระเนตรดูพระอานนทเถระแล้ว. ลำดับนั้น พระเถระนำบาตรที่ท้าวมหาราชทั้ง ๔ ถวายออกมาแล้ว วางที่พระหัตถ์ของพระองค์.
พระศาสดาทรงน้อมบาตรเข้าไปรับมะม่วงแล้ว ทรงแสดงอาการเพื่อประทับนั่งในที่นั้นนั่นแหละ. พระเถระได้ปูจีวรถวายแล้ว. ลำดับนั้น เมื่อพระองค์ประทับนั่งบนจีวรนั้นแล้ว พระเถระกรองน้ำดื่ม แล้วขยำมะม่วงสุกผลนั้น ได้ทำให้เป็นน้ำปานะถวาย. พระศาสดาเสวยน้ำปานะผลมะม่วงแล้วตรัสกะนายคัณฑะว่า “เธอจงคุ้ยดินร่วนขึ้นแล้ว ปลูกเมล็ดมะม่วงนี้ในที่นี้นี่แหละ.” เขาได้ทำอย่างนั้นแล้ว.

ประวัติคัณฑามพพฤกษ์ 
พระศาสดาทรงล้างพระหัตถ์บนเมล็ดมะม่วงนั้น. พอเมื่อพระหัตถ์อันพระองค์ทรงล้างแล้วเท่านั้น ต้นมะม่วงมีลำต้นเท่าศีรษะไถ (งอนไถ) มีประมาณ ๕๐ ศอก โดยส่วนสูงงอกขึ้นแล้ว กิ่งใหญ่ ๕ กิ่ง คือใน ๔ ทิศๆ ละกิ่ง เบื้องบนกิ่งหนึ่ง ได้มีประมาณกิ่งละ ๕๐ ศอกเทียว. ต้นมะม่วงนั้นสมบูรณ์ด้วยช่อและผล ได้ทรงไว้ซึ่งพวงแห่งมะม่วงสุกในที่แห่งหนึ่ง ในขณะนั้นนั่นเอง.
พวกภิกษุผู้มาข้างหลัง มาขบฉันผลมะม่วงสุกเหมือนกัน.
พระราชาทรงสดับว่า “ข่าวว่า ต้นมะม่วงเห็นปานนี้เกิดขึ้นแล้ว” จึงทรงตั้งอารักขาไว้ด้วยพระดำรัสว่า “ใครๆ อย่าตัดต้นมะม่วงนั้น.” ก็ต้นมะม่วงนั้นปรากฏชื่อว่า “คัณฑามพพฤกษ์ ” เพราะความที่นายคัณฑะปลูกไว้. แม้พวกนักเลงเคี้ยวกินผลมะม่วงสุกแล้วพูดว่า “เจ้าพวกเดียรถีย์ถ่อยเว้ย พวกเจ้ารู้ว่า ‘พระสมณโคดมจักทรงทำปาฏิหาริย์ที่โคนต้นคัณฑามพพฤกษ์’ จึงสั่งให้ถอนต้นมะม่วงเล็กๆ แม้ที่เกิดในวันนั้นในร่วมในที่โยชน์หนึ่ง ต้นมะม่วงนี้ ชื่อว่าคัณฑามพะ” แล้วเอาเมล็ดมะม่วงที่เป็นเดนประหารพวกเดียรถีย์เหล่านั้น.

ท้าวสักกะทำลายพิธีของพวกเดียรถีย์ 
ท้าวสักกะทรงสั่งบังคับวาตวลาหกเทวบุตรว่า “ท่านจงถอนมณฑปของพวกเดียรถีย์เสียด้วยลม แล้วให้ลม (หอบไป) ทิ้งเสียบนแผ่นดินที่ทิ้งหยากเยื่อ.” เทวบุตรนั้นได้ทำเหมือนอย่างนั้นแล้ว. ท้าวสักกะสั่งบังคับสุริยเทวบุตรว่า “ท่านจงขยายมณฑลพระอาทิตย์ ยัง (พวกเดียรถีย์) ให้เร่าร้อน.” แม้เทวบุตรนั้นก็ได้ทำเหมือนอย่างนั้นแล้ว. ท้าวสักกะทรงสั่งบังคับวาตวลาหกเทวบุตรอีกว่า “ท่านจงยังมณฑลแห่งลม (ลมหัวด้วน) ให้ตั้งขึ้นไปเถิด.” เทวบุตรนั้นทำอยู่เหมือนอย่างนั้น โปรยเกลียวธุลีลงที่สรีระของพวกเดียรถีย์ที่มีเหงื่อไหล. พวกเดียรถีย์เหล่านั้นได้เป็นเช่นกับจอมปลวกแดง. ท้าวสักกะทรงสั่งบังคับแม้วัสสวลาหกเทวบุตรว่า “ท่านจงให้หยาดน้ำเม็ดใหญ่ๆ ตก.” เทวบุตรนั้นได้ทำเหมือนอย่างนั้นแล้ว. ทีนั้น กายของพวกเดียรถีย์เหล่านั้นได้เป็นเช่นกับแม่โคด่างแล้ว. พวกเขาแตกหมู่กัน หนีไปในที่เฉพาะหน้าๆ นั่นเอง.
เมื่อพวกเขาหนีไปอยู่อย่างนั้น ชาวนาคนหนึ่งเป็นอุปัฏฐากของปูรณกัสสป คิดว่า “บัดนี้ เป็นเวลาทำปาฏิหาริย์แห่งพระผู้เป็นเจ้าของเรา เราจักดูปาฏิหาริย์นั้น” แล้วปล่อยโค ถือหม้อยาคูและเชือก ซึ่งตนนำมาแต่เช้าตรู่เดินมาอยู่ เห็นปูรณะหนีไปอยู่เช่นนั้น จึงกล่าวว่า “ท่านขอรับ ผมมาด้วยหวังว่า ‘จักดูปาฏิหาริย์ของพระผู้เป็นเจ้า’ พวกท่านจะไปที่ไหน?”
ปูรณะ. ท่านจะต้องการอะไรด้วยปาฏิหาริย์ ท่านจงให้หม้อและเชือกนี้แก่เรา.
เขาถือเอาหม้อและเชือกที่อุปัฏฐากนั้นให้แล้ว ไปยังฝั่งแม่น้ำ เอาเชือกผูกหม้อเข้าที่คอของตนแล้ว กระโดดลงไปในห้วงน้ำ ยังฟองน้ำให้ตั้งขึ้นอยู่ ทำกาละในอเวจีแล้ว.
พระศาสดาทรงนิรมิตจงกรมแก้วในอากาศ. ที่สุดด้านหนึ่งของจงกรมนั้น ได้มีที่ขอบปากจักรวาลด้านปาจีนทิศ, ด้านหนึ่งได้มีที่ขอบปากจักรวาลด้านปัศจิมทิศ. พระศาสดาเมื่อบริษัทมีประมาณ ๓๖ โยชน์ประชุมกันแล้ว ในเวลาบ่ายเสด็จออกจากพระคันธกุฎี ด้วยทรงดำริว่า “บัดนี้ เป็นเวลาทำปาฏิหาริย์” แล้ว ได้ประทับยืนที่หน้ามุข.

#################

ดูอัลบัมภาพล่าสุด
– ธุดงค์ธรรมยาตรา อินเดีย-เนปาล ๒๕๖๒ (๕๐) ธุดงค์ธรรมยาตรา อินเดีย-เนปาล ปี ๒๕๖๒(๕๐)

ดูอัลบัมภาพทั้งหมด

– ธุดงค์ธรรมยาตรา อินเดีย-เนปาล ๒๕๖๒ (๑) https://goo.gl/z8MFG6
– ธุดงค์ธรรมยาตรา อินเดีย-เนปาล ๒๕๖๒ (๒) https://goo.gl/LByT37
– ธุดงค์ธรรมยาตรา อินเดีย-เนปาล ๒๕๖๒ (๓) https://goo.gl/CHcQi9
– ธุดงค์ธรรมยาตรา อินเดีย-เนปาล ๒๕๖๒ (๔) https://goo.gl/UEseYL
– ธุดงค์ธรรมยาตรา อินเดีย-เนปาล ๒๕๖๒ (๕) https://goo.gl/Pnu9vv
– ธุดงค์ธรรมยาตรา อินเดีย-เนปาล ๒๕๖๒ (๖) https://goo.gl/wB9ke5
– ธุดงค์ธรรมยาตรา อินเดีย-เนปาล ๒๕๖๒ (๗) https://goo.gl/i32GV7
– ธุดงค์ธรรมยาตรา อินเดีย-เนปาล ๒๕๖๒ (๘) https://goo.gl/St94WF
– ธุดงค์ธรรมยาตรา อินเดีย-เนปาล ๒๕๖๒ (๙) https://goo.gl/3yWGPx
– ธุดงค์ธรรมยาตรา อินเดีย-เนปาล ๒๕๖๒ (๑๐) https://goo.gl/MKXfGk
– ธุดงค์ธรรมยาตรา อินเดีย-เนปาล ๒๕๖๒ (๑๑) https://goo.gl/tKGir2
– ธุดงค์ธรรมยาตรา อินเดีย-เนปาล ๒๕๖๒ (๑๒) https://goo.gl/heoHqW
– ธุดงค์ธรรมยาตรา อินเดีย-เนปาล ๒๕๖๒ (๑๓) https://goo.gl/j1fTts
– ธุดงค์ธรรมยาตรา อินเดีย-เนปาล ๒๕๖๒ (๑๔) https://goo.gl/x1VArj
– ธุดงค์ธรรมยาตรา อินเดีย-เนปาล ๒๕๖๒ (๑๕) https://goo.gl/Qa9LLa
– ธุดงค์ธรรมยาตรา อินเดีย-เนปาล ๒๕๖๒ (๑๖) https://goo.gl/yKfHxJ
– ธุดงค์ธรรมยาตรา อินเดีย-เนปาล ๒๕๖๒ (๑๗) https://goo.gl/f4aiis
– ธุดงค์ธรรมยาตรา อินเดีย-เนปาล ๒๕๖๒ (๑๘) https://goo.gl/7QTqRi
– ธุดงค์ธรรมยาตรา อินเดีย-เนปาล ๒๕๖๒ (๑๙) https://goo.gl/9avQGk
– ธุดงค์ธรรมยาตรา อินเดีย-เนปาล ๒๕๖๒ (๒๐) https://goo.gl/fqdz6H
– ธุดงค์ธรรมยาตรา อินเดีย-เนปาล ๒๕๖๒ (๒๑) https://goo.gl/pHVqZV
– ธุดงค์ธรรมยาตรา อินเดีย-เนปาล ๒๕๖๒ (๒๒) https://goo.gl/4AudvR
– ธุดงค์ธรรมยาตรา อินเดีย-เนปาล ๒๕๖๒ (๒๓) https://goo.gl/c71rN8
– ธุดงค์ธรรมยาตรา อินเดีย-เนปาล ๒๕๖๒ (๒๔) https://goo.gl/U94a7s
– ธุดงค์ธรรมยาตรา อินเดีย-เนปาล ๒๕๖๒ (๒๕) https://goo.gl/LTNuWw
– ธุดงค์ธรรมยาตรา อินเดีย-เนปาล ๒๕๖๒ (๒๖) https://goo.gl/zcdmG7
– ธุดงค์ธรรมยาตรา อินเดีย-เนปาล ๒๕๖๒ (๒๗) https://goo.gl/Ea3n6a
– ธุดงค์ธรรมยาตรา อินเดีย-เนปาล ๒๕๖๒ (๒๘) https://goo.gl/j4pBgQ
– ธุดงค์ธรรมยาตรา อินเดีย-เนปาล ๒๕๖๒ (๒๙) https://goo.gl/Ec4pmh
– ธุดงค์ธรรมยาตรา อินเดีย-เนปาล ๒๕๖๒ (๓๐) https://goo.gl/wBKnjG
– ธุดงค์ธรรมยาตรา อินเดีย-เนปาล ๒๕๖๒ (๓๑) https://goo.gl/yJX9HA
– ธุดงค์ธรรมยาตรา อินเดีย-เนปาล ๒๕๖๒ (๓๒) https://goo.gl/YPdqP9
– ธุดงค์ธรรมยาตรา อินเดีย-เนปาล ๒๕๖๒ (๓๓) https://goo.gl/PxNCQ1
– ธุดงค์ธรรมยาตรา อินเดีย-เนปาล ๒๕๖๒ (๓๔) https://goo.gl/oHCiN4
– ธุดงค์ธรรมยาตรา อินเดีย-เนปาล ๒๕๖๒ (๓๕) https://goo.gl/LDzEgQ
– ธุดงค์ธรรมยาตรา อินเดีย-เนปาล ๒๕๖๒ (๓๖) https://goo.gl/ofU5Y3
– ธุดงค์ธรรมยาตรา อินเดีย-เนปาล ๒๕๖๒ (๓๗) https://goo.gl/dywBjP
– ธุดงค์ธรรมยาตรา อินเดีย-เนปาล ๒๕๖๒ (๓๘) https://goo.gl/KV9znR
– ธุดงค์ธรรมยาตรา อินเดีย-เนปาล ๒๕๖๒ (๓๙) https://goo.gl/o7zwTa
– ธุดงค์ธรรมยาตรา อินเดีย-เนปาล ๒๕๖๒ (๔๐) https://goo.gl/RPSSNJ
– ธุดงค์ธรรมยาตรา อินเดีย-เนปาล ๒๕๖๒ (๔๑) https://goo.gl/QSpWXe
– ธุดงค์ธรรมยาตรา อินเดีย-เนปาล ๒๕๖๒ (๔๒) https://goo.gl/ssuwmf
– ธุดงค์ธรรมยาตรา อินเดีย-เนปาล ๒๕๖๒ (๔๓) https://goo.gl/ypHmCo
– ธุดงค์ธรรมยาตรา อินเดีย-เนปาล ๒๕๖๒ (๔๔) https://goo.gl/4HSKps
– ธุดงค์ธรรมยาตรา อินเดีย-เนปาล ๒๕๖๒ (๔๕) https://goo.gl/9wg8LM
– ธุดงค์ธรรมยาตรา อินเดีย-เนปาล ๒๕๖๒ (๔๖) https://goo.gl/91G2ST
– ธุดงค์ธรรมยาตรา อินเดีย-เนปาล ๒๕๖๒ (๔๗) https://goo.gl/bNxaMR
– ธุดงค์ธรรมยาตรา อินเดีย-เนปาล ๒๕๖๒ (๔๘) https://goo.gl/ThXusS
– ธุดงค์ธรรมยาตรา อินเดีย-เนปาล ๒๕๖๒ (๔๙) ธุดงค์ธรรมยาตรา อินเดีย-เนปาล ปี ๒๕๖๒๖(๔๙)