กรอบของพระสงฆ์ไทย

————————

เวลาเรามองพระสงฆ์ เราคิดอะไร?

ผมเป็นคนโชคดีที่ได้เห็นสังคมสองสมัย คือสมัยเก่าที่ผู้คนเคารพพระสงฆ์อย่างยิ่ง และสมัยปัจจุบันที่ผู้คนมองพระสงฆ์แทบไม่ต่างจากคนธรรมดา

ผมเคยอยู่ในสมัยที่ผู้คนพบพระสงฆ์ตามถนนหนทาง ก็จะนั่งลง ประนมมือ จนท่านเดินผ่านไปแล้วจึงลุกขึ้นไปต่อ

มาจนถึงสมัยปัจจุบันที่ผู้คนเดินสวนกับพระสงฆ์เหมือนสวนกับคนทั่วไป และถ้าเป็นทางเท้าหรือทางแคบ พระสงฆ์จะต้องเป็นฝ่ายหลีกทาง

ที่โชคดีอีกอย่างหนึ่งคือ ผมใช้ชีวิตเป็นชาววัด ๒๐ ปี ซึ่งนานพอที่จะเข้าใจชีวิตจิตใจ-โดยเฉพาะวิธีคิด-ของชาววัด และนานพอที่จะรู้ว่าชาววัดมองชาวบ้านอย่างไรและทำไมจึงมองอย่างนั้น

เมื่อมาเป็นชาวบ้าน ก็มีโอกาสได้สัมผัสคลุกคลีกับสังคมหลากหลายชั้นชน ได้รู้ว่าชาวบ้านมองชาววัดอย่างไรและทำไมจึงมองอย่างนั้น

ผมได้ข้อสรุปว่า การพยายามเข้าใจกันและมองกันด้วยสายตาแห่งความเป็นมิตร-เป็นสิ่งที่ดีที่สุด

แต่เป็นสิ่งที่สังคมเราขาดแคลนมากที่สุด

ต่อไปนี้เป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่ชาววัดกับชาวบ้านควรมองให้ถูกให้ตรงกับความเป็นจริง นั่นคือ พระสงฆ์ไทยต้องอยู่ในกรอบอะไรบ้าง

พระเดชพระคุณพระธรรมปัญญาภรณ์ (ไพบูลย์ ชินวํโส ป.ธ.๗) เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุ ราชบุรี และเจ้าคณะจังหวัดราชบุรี ท่านพูดอยู่เสมอว่า พระสงฆ์ไทยต้องปฏิบัติตามกรอบถึง ๔ ชั้น คือ

๑ พระธรรมวินัย
๒ กฎหมายบ้านเมือง
๓ กฎ-ระเบียบของคณะสงฆ์ไทย และ
๔ จารีตประเพณี

มองย้อนขึ้นไปตั้งแต่จารีต

พูดด้วยตัวอย่างน่าจะเข้าใจชัดและเร็วกว่า

ตัวอย่างเช่น พระสงฆ์เถรวาทในไทยต้องโกนคิ้ว – นี่คือจารีต

เวลาถกเถียงกันเรื่องนี้ มักจะมีผู้อ้างว่า พระธรรมวินัยบอกแต่ว่าภิกษุต้องปลงผมและหนวด ไม่ได้บอกว่าต้องโกนคิ้ว เพราะฉะนั้นพระจึงไม่จำเป็นต้องโกนคิ้ว และการไม่โกนคิ้วก็ไม่ผิดพระธรรมวินัย

คำอ้างนี้ถูกต้องสำหรับพระในประเทศอื่น หรือพระในประเทศไทย แต่สังกัดนิกายอื่น

แต่ถ้าเป็นพระเถรวาทสังกัดคณะสงฆ์ไทย ท่านต้องโกนคิ้วด้วยครับเพราะนี่เป็นจารีตของพระไทย

และจารีตนี้ไม่ขัดต่อพระธรรมวินัย

ถ้าอ้างว่าพระธรรมวินัยไม่ได้บอกให้โกนคิ้ว
ก็อ้างได้เช่นกันว่า พระธรรมวินัยก็ไม่ได้บอกว่าห้ามโกนคิ้ว

อีกเรื่องหนึ่งคือรับของจากสตรีต้องมีผ้ารอง-คือไม่รับจากมือโดยตรง-นี่ก็เป็นจารีต

ก็คงมีผู้อ้างเช่นเคยว่า พระธรรมวินัยไม่ได้ห้ามรับจากมือสตรีโดยตรง

แต่พระธรรมวินัยก็ไม่ได้บังคับไว้ว่าต้องรับจากมือโดยตรง-ไม่ใช่หรือ

เพราะฉะนั้น พระประเทศไหนจะรับจากมือสตรีโดยตรง ก็รับไป แต่ถ้าเป็นพระไทย ต้องใช้ผ้ารอง

เพราะฉะนั้น เวลาเถียงกันเรื่องนี้ ขอความกรุณาอย่าอ้างแต่พระธรรมวินัย ต้องดูจารีตด้วย มิเช่นนั้นจะพูดกันไม่จบ

จะเป็นพระไทยด้วย แต่ไม่ปฏิบัติตามจารีตไทยด้วย อย่างนี้ไม่เป็นการยุติธรรมต่อจารีตไทย

ในเมื่อจารีตนั้นไม่ขัดต่อพระธรรมวินัย ต้องถือจารีตเป็นสำคัญ
ถ้าไม่อยากปฏิบัติตามจารีตไทย ก็อย่ามาเป็นพระไทย-พูดกันตรงๆ แบบนี้แหละ

สมควรย้ำว่า ต้องเป็นจารีตที่ไม่ขัดต่อพระธรรมวินัยเท่านั้น จารีตที่ขัดต่อพระธรรมวินัย เอามาอ้างไม่ได้

เช่น-สมมุติว่า-บางพื้นถิ่น ประชาชนนิยมถวายข้าวค่ำแก่พระสงฆ์ แบบนี้ขัดต่อพระธรรมวินัย จะยกมาอ้างว่าเป็นจารีตไม่ได้

จารีตประเพณีแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน อย่าว่าถึงแต่ละประเทศเลย ในประเทศเดียวกันเอง-เช่นเมืองไทยของเรา-ก็ยังยักเยื้องกันไปในแต่ละพื้นถิ่น

แต่หลักสำคัญ-ต้องไม่ขัดต่อพระธรรมวินัย

———————-

กฎ-ระเบียบคณะสงฆ์ไทย

ผมบวชเณรที่วัดหนองกระทุ่ม อำเภอปากท่อ หลวงปู่ป๋อง-พระครูขันตยาภิรัต-เป็นพระอุปัชฌาย์ บวชเสร็จหลวงปู่ก็สั่งให้ไปอยู่กับหลวงลุงดีที่เขาพลอง

หลวงลุงดีเป็นพระวัดหนองกระทุ่ม หลวงปู่ส่งไปเป็นเจ้าอาวาสวัดไพรสะเดาซึ่งเป็นวัดสร้างใหม่ พอวัดไพรสะเดามั่นคงดีแล้วหลวงลุงดีก็ขอกลับวัดหนองกระทุ่ม หลวงปู่สั่งให้ไปอยู่ที่เขาพลอง ไปเฝ้ารักษากุฏิของสงฆ์

ก่อนหน้านั้น ที่ถ้ำเขาพลองมีพระรูปหนึ่งมาพักจำพรรษา แล้วเกิดบอกหวยใต้ดินแม่นขึ้นมา ผู้คนแห่ไปขอหวยมืดฟ้ามัวดิน แม่นจนเจ้ามือไม่รับแทง มีเจ้าภาพสร้างกุฏิสองชั้นถวายไว้หน้าถ้ำ

ภายหลังพระรูปนั้นเกิดฟั่นเฟือนอย่างไรไม่ทราบหายตัวไป กุฏิหลังนั้นก็เลยถูกทิ้งร้าง

เขาพลองอยู่ในเขตปกครองของหลวงปู่ (หลวงปู่เป็นเจ้าคณะตำบล) หลวงปู่ก็เลยให้หลวงลุงดีไปอยู่ที่นั่น มีกุฏิหลังเดียว ไม่ใช่วัด ไม่ใช่สำนักสงฆ์ แต่เป็นเหมือนส่วนแยกของวัดหนองกระทุ่ม

เล่ามายาวเพียงเพื่อจะบอกว่า ผมไปอยู่กับหลวงลุงดีทำหน้าที่เหมือนเณรอุปัฏฐาก หลวงลุงสั่งไว้ข้อหนึ่งว่า วันพระอย่าออกจากวัดไปไหน

ตอนนั้นยังไม่รู้เหตุผล แต่ก็ปฏิบัติตามโดยดี วันพระตัดกิจทั้งปวงในภายนอก อยู่เฝ้ากุฏิตลอดวัน

อีกหลายปีต่อมา ผมไปอ่านหนังสือแถลงการณ์คณะสงฆ์จึงได้ทราบว่ามีประกาศคณะสงฆ์เป็นใจความว่า ตามวัดต่างๆ วันพระมักมีญาติโยมมาทำบุญ คณะสงฆ์จึงสั่งให้พระเณรอย่าออกจากวัดไปไหนๆ ให้อยู่วัดต้อนรับญาติโยม-เป็นที่มาขอคำสั่ง-วันพระห้ามออกจากวัด

หลวงลุงดีท่านเคยเป็นเจ้าอาวาส ท่านจึงรู้เรื่องนี้และถือปฏิบัติเคร่งครัดสืบต่อมา

นี่เป็นตัวอย่างเล็กๆ เพียงเรื่องเดียวที่แสดงให้เห็นว่า พระสงฆ์ไทยต้องปฏิบัติตามกฎ-ระเบียบของคณะสงฆ์ด้วย

ใครจะอ้างว่าพระธรรมวินัยไม่ได้ห้ามออกนอกวัดในวันพระ เพราะฉะนั้นพระเณรออกนอกวัดวันพระจึงไม่ผิด

ไม่ผิดพระธรรมวินัย แต่ผิดระเบียบคณะสงฆ์ไทย (ถ้าระเบียบหรือคำสั่งนี้ยังไม่ยกเลิก)

ตัวอย่างอื่นๆ โปรดช่วยกันนึกว่ามีอะไรอีกบ้างที่คณะสงฆ์สั่งไม่ให้ทำ แต่ไปทำเข้า หรือสั่งให้ทำ แต่ไม่ทำ

ไม่ใช่พระธรรมวินัยก็จริง แต่ผิดนะครับ

———————-

ส่วนกฎหมายของบ้านเมืองนั้นไม่ต้องสงสัย เลี่ยงไม่ออกแน่นอน

ตัวอย่างเช่นกฎหมายว่าด้วยการเกณฑ์ทหาร

เท่าที่จำได้ ชายไทยทุกคนเมื่ออายุ ๑๗ หรือ ๑๘ ต้องไปขึ้นทะเบียนทหาร

ตอนอายุ ๑๗-๑๘ ผมเป็นเณร วันหนึ่งเจอสัสดีอำเภอปากท่อ ท่านถามว่าเณรอายุเท่าไร พอบอกอายุ ท่านชี้หน้า บอกว่า ไปขึ้นทะเบียนทหารซะดีๆ

ผมก็ต้องไปขึ้นทะเบียนทหารทั้งผ้าเหลือง-ตามกฎหมาย

กฎหมายบอกว่า ชายไทยทุกคนเมื่ออายุ ๒๑ ต้องไปไล่ทหาร-อันนี้พูดภาษาชาวบ้านนะครับ ไม่ใช่ชายไทยยกขบวนไปขับไล่ทหาร-ภาษาราชการดูเหมือนจะเรียกว่า-ไปรับการตรวจคัดเลือกเข้าเป็นทหารกองประจำการ

เมื่อก่อนเราจะเห็นว่า เมื่อถึงฤดูไล่ทหารจะมีพระไปไล่ทหารด้วยแทบทุกหน่วย ทั้งนี้เพราะสมัยก่อนชายไทยพออายุครบบวช-คือ ๒๐-ก็ต้องบวช ใครไม่บวช ผิดปกติ และทุกคนบวชเอาพรรษา คือบวชก่อนเข้าพรรษา แล้วอยู่ไปจนรับกฐินแล้ว คือประมาณหลังลอยกระทงจึงจะสึก หมายถึงว่า-ถ้าจะสึก แต่ถ้ายังสบายใจอยู่ก็จะอยู่ไปเรื่อยๆ บางทีบวชถึง ๒ พรรษา ๓ พรรษาจึงสึกก็มี เป็นเรื่องปกติ

เพราะฉะนั้น สมัยก่อนจึงมีชายไทยอายุถึงเกณฑ์ต้องไปไล่ทหาร แต่บวชแล้วยังไม่สึก ยังเป็นพระอยู่ พระรูปนั้นก็ต้องไปไล่ทหารด้วย เพราะพระก็คือชายไทยคนหนึ่ง

สมัยนี้ไม่ค่อยได้เห็นพระไปไล่ทหาร สาเหตุก็เพราะชายไทยสมัยนี้บวชเร็วสึกเร็ว บวชอยู่ไม่ทันถึงเวลาไล่ทหารก็สึกก่อนแล้ว

ไม่มีพระรูปไหนอ้างว่า พระธรรมวินัยไม่ได้บัญญัติให้พระไปไล่ทหาร เพราะฉะนั้น พระไม่ไปไล่ทหารจึงไม่ผิด

อ้างแบบนั้น ก็-คุกสิขอรับ

ถ้าจะไม่ไปไล่ทหาร ก็ต้องยื่นเรื่องขอผ่อนผันตามระเบียบที่ทางราชการกำหนดไว้ว่ากรณีไหนบ้างที่ผ่อนผันได้ เช่น ถ้าเป็นพระก็ต้องสอบได้นักธรรมชั้นตรีขึ้นไป-อย่างนี้เป็นต้น

แต่ถ้าสึกเมื่อไร ก็โดนเมื่อนั้น คือต้องไปไล่ทหารในฤดูกาลต่อไปทันที เว้นแต่จะอายุเกิน-ดูเหมือนกำหนดอายุไว้ที่ไม่เกิน ๓๐

ตอนอายุ ๒๑ ผมก็ยังบวชอยู่ ผมก็ทำเรื่องขอผ่อนผันตามระเบียบ

นี่คือตัวอย่างที่-พระต้องปฏิบัติตามกฎหมายบ้านเมือง

ว่าไปทำไมมี พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ที่ใช้อยู่ทุกวันนี้ นี่ก็คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดว่า พระต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่ทางบ้านเมืองเป็นฝ่ายบัญญัติ และพระเป็นฝ่ายปฏิบัติตาม

ในเวลานี้ผู้ปกครองบ้านเมืองยังเป็นสัมมาทิฐิอยู่ ก็ออกกฎหมายที่เกื้อกูลพระสงฆ์เป็นอันดี

แต่ถ้าเกิดในอนาคตผู้ปกครองบ้านเมืองเป็นมิจฉาทิฐิ ออกกฎหมายบีบคั้นพระสงฆ์ขึ้นมา อะไรจะเกิดขึ้น

เช่นออกกฎหมายห้ามพระออกบิณฑบาต
ห้ามพระรับกิจนิมนต์
ห้ามสร้างวัด (แต่สร้างศาสนสถานในศาสนาอื่นได้)
แต่ละวัดห้ามมีพระเกิน ๔ (สี่) รูป

ฯลฯ

หรือออกกฎหมายพิเรนทร์ให้พระต้องมีภรรยา รูปไหนไม่มีภรรยา ต้องสึก

พระพุทธศาสนา-ในฐานะเป็นองค์กร-ต้องอยู่ในสังคม คืออยู่ในบ้านเมือง ถ้าผู้ปกครองบ้านเมืองไม่นับถือแล้วบีบคั้นอีกด้วย พระก็อยู่ยาก

ไม่มีใครทำลายพระพุทธศาสนาได้-ก็จริงอย่างที่ชอบอ้างกัน แต่มีคนที่สามารถทำลายองค์กรสงฆ์ได้ ทำลายกิจกรรมของสงฆ์ได้ และแม้แต่ทำลายตัวพระสงฆ์เองก็ได้

ไม่มีองค์กร ไม่มีกิจกรรม ไม่มีพระสงฆ์ พระพุทธศาสนาก็ปรากฏตัวสู่สายตาสังคมในฐานะเป็นกระบวนการไม่ได้

อาจจะยังมีอยู่ได้ในจิตใจและในความประพฤติส่วนตัวของผู้คนแต่ละคน

แต่เมื่อดูแนวโน้มในปัจจุบันแล้ว จิตใจและความประพฤติของผู้คนในสังคมไทยดูจะอยู่ห่างไกลจากคำสอนในพระพุทธศาสนาเป็นอันมาก

นี่แหละที่เป็นสิ่งบอกเหตุว่าพระพุทธศาสนาอาจจะสูญสิ้นไปจากแผ่นดินไทยได้ไม่ยากเลย

ที่ว่ามานี้เป็นการคิดแถมให้นะครับ แถมต่อมาจากเรื่องพระสงฆ์ต้องปฏิบัติตามกฎหมายของบ้านเมือง

———————-

ทีนี้ก็มาถึงตัวพระธรรมวินัยอันเป็นกรอบใหญ่และสำคัญที่สุด

กรอบทั้ง ๓ ที่กล่าวมา คือ จารีต กฎ-ระเบียบคณะสงฆ์ และกฎหมายของบ้านเมือง อาจถูกเปลี่ยนแปลงได้ตามกาละและเทศะ

แต่กรอบพระธรรมวินัยนั้นเปลี่ยนไม่ได้

บรรพบุรุษของพระสงฆ์เถรวาท คือพระอรหันตเถระ ๕๐๐ ที่ประชุมกันทำปฐมสังคายนาภายหลังพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานได้ ๓ เดือนได้ลงมติกันชัดเจนแล้วว่าจะรักษาพระธรรมวินัยไว้ให้ตรงตามที่พระบรมศาสดาได้ตรัสสั่งสอนไว้

เรื่องนี้น่าสนใจเป็นพิเศษ ขออนุญาตยกไปเขียนเป็นอีกเรื่องหนึ่งในชื่อ “หลักการของเถรวาท”

ผู้สนใจโปรดศึกษารายละเอียดทั้งหมดของเรื่องได้จากพระไตรปิฎกภาษาบาลีฉบับสยามรัฐ เล่ม ๗ ข้อ ๖๑๔-๖๒๙ พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปลชุด ๙๑ เล่ม เล่มที่ ๙ หน้า ๕๐๙-๕๒๙

ปัญหามีอยู่ตรงที่ว่าสงฆ์ฝ่ายเถรวาท-โดยเฉพาะสงฆ์ในประเทศไทย-ศึกษาพระธรรมวินัยที่ถืออยู่ในนิกายของตนเข้าใจชัดเจนแล้วประพฤติปฏิบัติถูกต้องตรงกันแค่ไหน

ถ้ารู้เป้าหมายของการบวชในพระพุทธศาสนาว่าอยู่ที่ไหน และเข้าใจเข้าถึงเจตนารมณ์ของสิกขาบทแต่ละข้อ การปฏิบัติตามพระธรรมวินัยก็จะโปร่งโล่งเกื้อกูลต่อการปฏิบัติธรรม คือจะไม่เห็นเป็นว่า-พระธรรมวินัยกลายเป็นอุปสรรคต่อการบรรลุเป้าหมายในการบวชไปเสียเอง

———————-

กรอบของพระสงฆ์นั้นเป็นเหมือนหญ้าปากคอก คืออยู่ใกล้ตัวจนมองข้าม ลืมนึกถึงความสำคัญ และบางทีก็หลงทางเสียเอง

อย่างกรณีจารีต เคยได้ยินพระไทยถกเถียงกันเรื่องโกนคิ้ว อ้างกันอยู่แต่ว่าในพระไตรปิฎกไม่ได้บอกให้โกนคิ้ว เพราะฉะนั้นพระก็ไม่จำเป็นต้องโกนคิ้ว

ถ้าไม่จับหลักให้ดีก็คงจะมีผู้เห็นตามไปด้วยเป็นอันมาก

เมื่อรู้-เข้าใจกรอบของพระสงฆ์ไทยอย่างนี้แล้ว เวลาชาวบ้านมองพระ หรือพระกับพระมองกันเอง ก็ควรจะมีหลักในการมอง ไม่ตัดสินด้วยความเข้าใจเอาเองอย่างที่คนสมัยนี้มักนิยมทำ

แต่เหนืออื่นใดก็คือมองกันด้วยความเป็นมิตร มุ่งเกื้อกูลกันและกัน ปรารถนาให้แต่ละฝ่ายแต่ละท่านทำหน้าที่ของตนให้เต็มกำลัง ให้กำลังใจกันและกันให้ก้าวหน้าไปในพระธรรมวินัยตามควรแก่อุปนิสัยสามารถ ช่วยกันปฏิบัตินำพาพระศาสนาให้ดำเนินไปอย่างมั่นคง เมื่อหมดรุ่นหนึ่งก็ส่งมอบให้แก่รุ่นต่อไป ให้พระศาสนาดำรงอยู่เพื่ออำนวยประโยชน์สุขแก่โลกตราบนานเท่านาน

เวลาเรามองพระสงฆ์ ขอให้คิดอย่างนี้

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย
๖ กรกฎาคม ๒๕๖๐
๑๐:๕๖