ด้วยความเคารพ อาจจะมองคนละมุม (มองตามหลักการพุทธศาสนา)

โดยหลักการแล้ว ถ้าดูจากพุทธพจน์ที่ว่า

– ไม่ทำบาปทั้งปวง (สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง)
– ทำกุศลให้ถึงพร้อม (กุสะลัสสูปะสัมปะทา)
– ทำใจให้หมดจดผ่องแผ้ว (สะจิตตะปริโยทะปะนัง)
– ทั้งหมดนี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ฯ (เอตัง พุทธานะสาสะนัง)

จะเห็นว่า ไม่ทำบาปทั้งปวงแล้วต้องทำกุศลให้ถึงพร้อมและทำใจให้หมดจดผ่องแผ้วด้วย
– ไม่ทำบาปทั้งปวง จะยังไม่ถึงคำว่า “ทำกุศลให้ถึงพร้อม”
โดยทั่วไป คำว่า “บาป” พระพุทธเจ้าตรัสหมายเอาระดับทุจริตกรรมที่เป็นอกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ คือ
– กายทุจริตกรรม ๓, วจีทุจริตกรรม ๔, มโนทุจริตกรรม ๓
– หรือเมื่อว่าโดยกิเลส ๓ ระดับ ก็จะเป็นเพียงกิเลส ๒ ระดับ คือ
๑) วีติกกมกิเลส คือกิเลสอย่างหยาบ ได้แก่ที่ก้าวล่วงออกมาทางกาย วาจา (คือการผิดศีล นั่นเอง)
๒) ปริยุฏฐานกิเลส ได้แก่กิเลสที่กรุ้มรุมจิตใจจำพวกนิวรณ์ธรรม

ส่วนคำว่า การทำกุศลให้ถึงพร้อมนั้น มุ่งหมายเอากุศลที่ไม่เป็นไปในวัฏฏะ (วิวัฏฏะคามีกุศล) คือ มรรคกุศล ได้แก่มรรคจิตทั้ง ๔ คือ
    – โสดาปัตติมรรค
    – สกทาคามิมรรค
    – อนาคามิมรรค
    – อรหัตตมรรค
มรรคทั้ง ๔ อย่างนี้ ทำการประหาร “อนุสัยกิเลส” อันเป็นกิเลสระดับที่ ๓ ซึ่งกิเลสชนิดนี้เกิดขึ้นในขันธสันดาน คือความสืบต่อแห่งนาม-รูป

“อนุสัยกิเลส” นี้ เป็นอกุศลก็จริง แต่ไม่ปิดกั้นกำเนิดแห่งมนุษย์ ไม่ปิดกั้นกำเนิดเทวภูมิ ๖ และไม่ปิดกั้นพรหมโลก ทั้งรูปพรหม-อรูปพรหม ฯ คือทั้งมนุษย์,เทวดาและพวกพรหมทั้งหลาย ที่ยังเป็นปุถุชน และแม้เป็นพระเสกขบุคคล ๓ ล้วนมีอนุสัยกิเลสทั้งนั้น, “อนุสัยกิเลส” นั้น ไม่สามารถปิดกั้นการบังเกิดในกำเนิดมนุษย์,เทวดาและพรหมได้ ฯ

(***ส่วนอกุศลกรรมบถ ๑๐ ปิดกั้นกำเนิดมนุษย์,เทวดา,และพรหมทั้งหมด หมายความว่า “อกุศลกรรมบถมีอำนาจส่งผลในขณะปฏิสนธิกาล ทำให้สัตว์ไปบังเกิดในอบายภูมิ ๔ ได้”)

ในข้อที่ว่า “ทำใจให้หมดจดผ่องแผ้ว สะจิตตะปริโยทะปะนัง)” นั้น ว่าโดยสูงสุด ได้แก่ผู้ที่ได้บรรลุอรหัตตมรรคแล้ว อยู่ในฐานะ อรหัตตผลบุคคล จัดได้ว่าเป็นผู้มีใจผ่องแผ้วหมดจดทุกประการ เพราะไม่มีอนุสัยกิเลสแล้ว
(ระหว่าง “การทำกุศลให้ถึงพร้อม, และการทำใจให้หมดจดนั้น มีความเกี่ยวเนื่องกันโดยความเป็นเหตุ-ผล)
เพราะฉะนั้น “ไม่ทำบาปทั้งปวงแล้ว” ต้องทำวิวัฏฏะคามีกุศลให้ถึงพร้อมด้วย…จึงจะถูก ฯ

ข้อสังเกต – การทำจิตให้เป็นบุญ หรือถึงพร้อมด้วยกุศลนั่นแหละ ชื่อว่าเป็นการละบาป, ถ้าจิตไม่เป็นบุญ ไม่เป็นกุศล (โดยเฉพาะวิวัฏฏะคามีกุศล) จะไม่สามารถละบาปใด ๆ ได้เลย…ฯ เหมือนการเกิดขึ้นแห่งมรรจิต ย่อมทำกิจพร้อมกัน ๔ อย่าง คือ
      – กำหนดรู้ทุกข์
      – ละสมุทัย
      – ทำนิโรธให้แจ้ง
      – และทำมรรคให้เจริญ

ในทางตรงกันข้าม ในขณะที่ละบาป คือไม่ทำบาปบางชนิด จิตอาจไม่เป็นบุญก็ได้ เช่น ละบาปทางกาย ทางวาจา ด้วยการมีศีล ไม่ฆ่าสัตว์,ไม่ลักทรัพย์ไม่ประพฤติผิดในกาม… ใจอาจจะเกิดบาปอกุศลอยู่ก็ได้ เช่นโกรธต่อคนอื่น แต่ไม่ฆ่าเขาเพราะกลัวผิดศีล คือสามารถเว้นบาปที่เป็นวีติกกมะได้ แต่ไม่สามารถเว้นบาปที่กลุ้มรุมจิตใจที่เรียกว่าพยาบาทได้….เป็นต้น ฯ

ส่วนข้อความที่หลวงปู่ชา ท่านเขียนไว้  ท่านคงจะหมายเอาเพียงแค่ว่า “บุคคลที่ทำบุญ ให้ทานทุกวัน ๆ แต่ไม่ละบาป คือรักษาศีลเลย ให้แต่ทานอย่างเดียว, การทำบุญให้ทานเช่นนั้น ไม่สำคัญกว่าการละบาป คือการมีศีล…ฯ 

====================
VeeZa
๙ ธันวาคม ๒๕๖๐