ไม่สวมรองเท้า จัดว่าอุกฤษฏ์// เสี่ยงบาดเจ็บ
ถามว่า “การปฏิบัติแบบอุกฤษฏ์เช่นนี้ จัดเป็นอัตตกิลมถานุโยค คือการทำตนให้ลำบาก หรือไม่?” ตอบว่า “ไม่”
เพราะเหตุว่า “การปฏิบัติที่เรียกว่า อัตตกิลมถานุโยค” นั้น …
– เป็นการปฏิบัติของพวกอัญญเดียรถีย์ คือพวกนอกพุทธศาสนา
– การปฏิบัติของคนพวกนั้น มักเจือด้วยมิจฉาทิฏฐิ คือเข้าใจว่า การทำตนให้ลำบาก เป็นทางพ้นทุกข์ได้ (สีลพตปรามาส ยึดมั่นในศีลพรตนั้น)

ส่วนการปฏิบัติในทางพุทธศาสนา แม้จะลำบากเพียงใด ก็ไม่จัดว่าเป็นอัตตกิลมถานุโยค เพราะเหตุว่า …
– การปฏิบัตินั้น อยู่บนพื้นฐานของ ศีล สมาธิ ปัญญา หรือองค์มรรค ๘ ซึ่งจัดว่าเป็นมัชฌิมาปฏิปทา
ตัวอย่างเช่น พระจักขุบาลเถระ ปฏิบัติเนสัชชิกธุดงค์ คือ ไม่นอน // อยู่ในอิริยาบถ ๓ คือ ยืน เดิน นั่ง เท่านั้น… ไม่นอนตลอด ๓ เดือน // นี่จัดว่าอุกฤษฎ์ แต่ไม่เป็นอัตตกิลมถานุโยค เพราะอยู่ในศีล สมาธิ ปัญญา ตามแนวทางพุทธศาสนา …
* ในธุดงค์ ๑๓ ข้อ มีข้อที่อุกฤษฏ์ ปฏิบัติได้ยากหลายข้อ เช่น ธุดงค์อยู่ในที่แจ้งเป็นวัตร, อยู่ในป่าช้าเป็นวัตร, ฉันมื้อเดียวเป็นวัตร…… เป็นต้น

*อีกประการหนึ่ง การปฏิบัติในธุดงค์วัตรแต่ละข้อ ก็มีขั้นธรรมดา และขั้นอุกกฤษฎ์ในตัว*

คำว่า “ธุดงค์” แปลว่า องค์คุณเป็นเครื่องขัดเกลากิเลส  (ธุต+องฺค = ธุตงฺค,  ธุดงค์)

จริง ๆ แล้ว “การเดิน” ไม่จัดอยู่ในธุดงค์ ๑๓ ข้อ แต่ถ้าจะปฏิบัติธุดงค์อื่น ๆ ร่วมกับการเดิน ก็สามารถทำได้ เช่น
– การเดิน ก็ถือว่า ปฏิบัติอยู่ในที่แจ้งได้
– ในช่วงระยะเวลาที่เดิน ก็ถือฉันครั้งเดียวได้
– ถือ ฉันเฉพาะในบาตรเป็นวัตร ได้
– ถือ ผ้าสามผืนเป็นวัตร ได้
………….. เป็นต้น

คำว่า “ศีล กับ วัตร” นั้นมีความต่างกัน
คำว่า “ศีล” มีความหมายหลายอย่าง แต่ที่มุ่งหมายเอาในพุทธศาสนา คือ
– ระเบียบข้อปฏิบัติอันเป็นไปทางกาย วาจา ตามสิกขาบท
– ระเบียบข้อปฏิบัติอันเกี่ยวเนื่องด้วยวัตถุ สิ่งของ หรือกาลเวลา เช่น การใช้จีวร, การใช้บาตร, การเดินทาง, การจำพรรษา…เป็นต้น (สำหรับนักบวช)
– เจตนา ที่จะงดเว้นจากอกุศลธรรมทางกาย วาจา
– วิรตี คือการงดเว้น มุ่งหมายเอาตัวสภาวะธรรมที่เป็นตัวงดเว้นจริง ๆ ที่จัดว่าเป็นศีล (ตัวเจตนา เป็นองค์ประกอบของวิรตี เท่านั้น)

ส่วนคำว่า “วัตร” หรือบางครั้งก็เขียนเป็น “พรต” คือแปลง ว ให้เป็น พ (ไม่ใส่ไม้หันอากาศ) ก็กลายเป็น พรต หมายถึงข้อปฏิบัติที่ไม่เกี่ยวกับสิกขาบท เช่น
– อุปัชฌาย์วัตร ข้อปฏิบัติที่สัทธิวิหาริกพึงกระทำต่อพระอุปัชฌาย์
– สัทธิวิหาริกวัตร ข้อปฏิบัติที่พระอุปัชฌาย์พึงกระทำต่อสัทธิวิหาริก
– อาจาริยวัตร ข้อปฏิบัติที่อันเตวาสิกพึงกระทำต่ออาจารย์
– อันเตวาสิกวัตร ข้อปฏิบัติที่อาจารย์พึงกระทำต่ออันเตวาสิก
…………… เป็นต้น

* ข้อปฏิบัติของธุดงค์ ก็จัดเป็นวัตร ไม่จัดเป็นศีล บางทีท่านจะเรียกธุดงค์ว่า “ธุดงควัตร” 

ในสมัยใหม่ พวกที่ถือมังสวิรัติ (เว้นเนื้อ ไม่กินเนื้อ) ก็จัดเป็นข้อวัตร บางคนก็ถือข้อวัตรแบบนี้ ชนิดเลยเถิด เข้าใจผิดคิดว่าเป็นศีล  เข้าใจผิดคิดว่าเป็นผู้วิเศษ เป็นผู้เหนือกว่าบุคคลอื่น เป็นเครื่องให้หลุดพ้น ก็มี…ถ้าไม่ปฏิบัติแบบนี้จะไม่หลุดพ้น…เป็นต้น  ถ้ายึดมั่นถือมั่น ก็กลายเป็น “ปรามาส ยึดมั่น” หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “อุปาทาน ยึดมั่น”

* ขัอวัตรปฏิบัติที่นอกพุทธศาสนา … จัดเป็น พรต และเจือด้วยมิจฉาทิฏฐิ เช่น ข้อวัตรปฏิบัติของพวกเดียรถีย์ มีนุ่งลมห่มฟ้า, นอนบนหนาม, นอนในน้ำ…ประพฤติอย่างโค, ประพฤติอย่างสุนัข …เป็นต้น

แม้ข้อวัตรปฏิบัตรที่เข้าข่ายทำตนให้ลำบาก ที่พระพุทธเจ้าก่อนจะตรัสรู้ก็เคยปฏิบัติมาแล้วพร้อมกับปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ เช่น อดอาหาร, กลั้นลมหายใจ… เป็นต้น ก็เป็นอัตตกิลมถานุโยค

เพราะฉะนั้น ตอนที่พระพุทธเจ้าหลังจากตรัสรู้แล้วเสด็จมาโปรดพระปัญจวัคคีย์ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ท่านต้องมาปรับความเห็นของพระปัญจวัคคีย์ก่อน คือให้เลิกยึดถือข้อวัตร (พรต) นั้นเสีย เพราะเป็นอัตตกิลมถานุโยค ไม่เป็นประโยชน์…. ให้หันมาปฏิบัติทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา)
– การปรับความเห็น ก็คือการปรับมิจฉาทิฏฐิ ให้เป็นสัมมาทิฏฐิ
ดังนั้นในองค์มรรค ๘ ท่านจึงกล่าวถึงตัวปัญญา คือ สัมมาทิฏฐิ และสัมมาสังกัปปะขึ้นก่อน… ก็เพราะเหตุนี้นี่เอง
– จะเห็นได้ว่า องค์คุณของพระอริยบุคคลขั้นต้น คือพระโสดาบันบุคคล ก็คือการตัดความสงสัย, ละสักกายทิฏฐิ, และละศีลพตปรามาส
– พระพุทธเจ้า ทรงทำให้ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ คลายความสงสัย ตัดความสงสัยในพระองค์ คือท่านทั้ง ๕ ในตอนแรกยังสงสัยในพระองค์ว่า ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า, ได้บรรลุโมกขธรรม จริงหรือไม่? พอพระพุทธเจ้าตรัสเตือนว่า ถ้อยคำว่าที่ว่า “เราได้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณแล้ว จะแสดงธรรมแก่พวกท่าน, พวกท่านเคยได้ยินที่ไหนหรือยัง ? พระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ พอได้ยินคำเช่นนี้ก็ฉุกคิดได้ว่าไม่เคยได้ฟังคำกล่าวเช่นนี้มาก่อน ก็เลยคลายมานะ คลายความสงสัยลง…. พอคลายมานะ,ทิฏฐิลงไป ยอมนั่งลงรับฟังพระธรรม…
เมื่อท่านโกณฑัญญะ หนึ่งในพระปัญจวัคคีย์ ได้ดวงตาเห็นธรรม บรรลุเป็นพระโสดาบัน ก็ถือว่าตัดความสงสัยวิจิกิจฉาได้หมดสิ้นเป็นสมุจเฉท, ละสักกายทิฏฐิ, ละศีลพรตที่ตนยึดถือมาได้โดยเด็ดขาด….

ธุดงควัตร ๑๓ ข้อ (ข้อปฏิบัติเกี่ยวกับการถือธุงค์)

หมวดที่ ๑ จีวรปฏิสังยุตต์ (เกี่ยวกับจีวร)

1.) การถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร คือการใช้แต่ผ้าเก่าที่คนเขาทิ้งเอาไว้ตามกองขยะบ้าง ข้างถนนบ้าง ผ้าห่อศพบ้าง นำผ้าเหล่านั้นมาซัก ย้อมสี เย็บต่อกันจนเป็นผืนใหญ่แล้วนำมาใช้ งดเว้นจากการใช้ผ้าใหม่ทุกชนิด (บังสุกุล = คลุกฝุ่น)

2.) การถือผ้า 3 ผืน (ไตรจีวร) เป็นวัตร คือการใช้ผ้าเฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น อันได้แก่ สบง(ผ้านุ่ง) จีวร(ผ้าห่ม) สังฆาฏิ(ผ้าสารพัดประโยชน์ เช่น คลุมกันหนาว ปูนั่ง ปูนอน ปัดฝุ่น ใช้แทนสบง หรือจีวรเพื่อซักผ้าเหล่านั้น ปัจจุบันภิกษุไทยมักใช้พาดบ่าเมื่อประกอบพิธีกรรม)

 

หมวดที่ ๒ ปิณฑปาตปฏิสังยุตต์ (เกี่ยวกับบิณฑบาต )

3.) การถือบิณฑบาตเป็นวัตร คือการบริโภคอาหารเฉพาะที่ได้มาจากการรับบิณฑบาตเท่านั้น ไม่บริโภคอาหารที่คนเขานิมนต์ไปฉันตามบ้าน

4.) ถือการบิณฑบาตตามลำดับบ้านเป็นวัตร คือจะรับบิณฑบาตโดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ไม่เลือกว่าเป็นบ้านคนรวยคนจน ไม่เลือกว่าอาหารดีไม่ดี มีใครใส่บาตรก็รับไปตามลำดับ ไม่ข้ามบ้านที่ไม่ถูกใจไป

5.) ถือการฉันในอาสนะเดียวเป็นวัตร คือ ในแต่ละวันจะบริโภคอาหารเพียงครั้งเดียว เมื่อนั่งแล้วก็ฉันจนเสร็จ หลังจากนั้นก็จะไม่บริโภคอาหารอะไรอีกเลย นอกจากน้ำดื่ม

6.) ถือการฉันในบาตรเป็นวัตร คือจะนำอาหารทุกชนิดที่จะบริโภคในมื้อนั้น มารวมกันในบาตร แล้วจึงฉันอาหารนั้น เพื่อไม่ให้ติดในรสชาดของอาหาร

7.) ถือการห้ามภัตที่ถวายภายหลังเป็นวัตร คือเมื่อรับอาหารมามากพอแล้ว ตัดสินใจว่าจะไม่รับอะไรเพิ่มอีกแล้ว หลังจากนั้นถึงแม้มีใครนำอะไรมาถวายเพิ่มอีก ก็จะไม่รับอะไรเพิ่มอีกเลย ถึงแม้อาหารนั้นจะถูกใจเพียงใดก็ตาม

 

หมวดที่ ๓ เสนาสนปฏิสังยุตต์ (เกี่ยวกับเสนาสนะ )

8.) ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร คือจะอยู่อาศัยเฉพาะในป่าเท่านั้น จะไม่อยู่ในหมู่บ้านเลย เพื่อไม่ให้ความพลุกพล่านวุ่นวายของเมืองรบกวนการปฏิบัติ หรือเพื่อป้องกันการพอกพูนของกิเลส

9.) ถือการอยู่โคนไม้เป็นวัตร คือจะพักอาศัยอยู่ใต้ต้นไม้เท่านั้น งดเว้นจากการอยู่ในที่มีหลังคาที่สร้างขึ้นมามุงบัง

10.) ถือการอยู่กลางแจ้งเป็นวัตร คือจะอยู่แต่ในที่กลางแจ้งเท่านั้น จะไม่เข้าสู่ที่มุงบังใดๆ เลย แม้แต่โคนต้นไม้ เพื่อไม่ให้ติดในที่อยู่อาศัย

11.) ถือการอยู่ในป่าช้าเป็นวัตร คือจะงดเว้นจากที่พักอันสุขสบายทั้งหลาย แล้วไปอาศัยอยู่ในป่าช้า เพื่อจะได้ระลึกถึงความตายอยู่เสมอ ไม่ประมาท

12.) ถือการอยู่ในเสนาสนะที่เขาจัดไว้ให้เป็นวัตร คือเมื่อใครชี้ให้ไปพักที่ไหน หรือจัดที่พักอย่างใดไว้ให้ ก็พักอาศัยในที่นั้นๆ โดยไม่เลือกว่าสะดวกสบาย หรือถูกใจหรือไม่ และเมื่อมีใครขอให้สละที่พักที่กำลังพักอาศัยอยู่นั้น ก็พร้อมจะสละได้ทันที

13.) ถือการนั่งเป็นวัตร คือจะงดเว้นอิริยาบถนอน จะอยู่ใน 3 อิริยาบทเท่านั้น คือ ยืน เดิน นั่ง จะไม่เอนตัวลงให้หลังสัมผัสพื้นเลย ถ้าง่วงมากก็จะใช้การนั่งหลับเท่านั้น เพื่อไม่ให้เพลิดเพลินในการนอน

 

===================
VeeZa

๗ มกราคม ๒๕๖๑