“ดีแล้วอาวุโส ท่านเข้าใจตอบปัญหาดีมาก
ปัญหาบางอย่างด่วนตัดสินชี้ขาดไม่ได้
พระบรมศาสดาทรงแสดงวิธีแก้ปัญหาไว้ ๔ แบบ
“แบบที่ ๑ เรียกว่า เอกังสพยากรณ์ 
หมายถึง การแก้ปัญหาแง่เดียว
ในกรณีที่ปัญหานั้นเป็นเอกังสพยากรณียปัญหา


ยกตัวอย่างเช่นมีคนถามว่า
การฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม ฯลฯ
ดีหรือไม่ดี อย่างนี้ตอบได้ทันทีว่าไม่ด

“แบบที่ ๒ เรียกว่า วิภัชชพยากรณ์ 
คือการตอบแยกเช่นถามว่า 
สตรีกับบุรุษฝ่ายไหนดีกว่า ฉลาดกว่า 
หรือใจเป็นกุศลกว่า 

อย่างนี้เราจะตอบว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งดีกว่าไม่ได้

เพราะถ้าจะตอบว่า
สตรีดีกว่าฉลาดกว่าหรือใจเป็นกุศลกว่า
ก็ขัดกับความจริง เพราะฉะนั้นปัญหาอย่างนี้
จึงควรตอบว่าสตรีบางคนดีกว่า ฉลาดกว่า

ใจเป็นกุศลกว่าบุรุษบางคน
และบุรุษบางคนดีกว่า ฉลาดกว่า
และใจเป็นกุศลกว่าสตรีบางคน
อย่างนี้จึงจะไม่ผิดความจริ

“แบบที่ ๓ เรียกว่า ปฏิปุจฉาพยากรณ์
คือการถามย้อนเสียก่อนแล้วจึงตอบ 
อย่างที่ข้าพเจ้าได้ถามท่านมาแล้วเมื่อสักครู่นี้ 
หรืออีกตัวอย่างหนึ่งเช่นเมื่อเขาถามว่าเมื่อความสุขเกิด

ความทุกข์หายไปไหน เราลองย้อนเขาดูว่า
เมื่อแสงสว่างเกิดขึ้นความมืดหายไปไหน
ถ้าเขาตอบปัญหาของเราได้
ก็เป็นอันตอบปัญหาของเขาเองไปด้วย

“แบบที่ ๔ เรียกว่า ฐปนพยากรณ์ 
ในกรณีที่ปัญหาเป็นฐปนียปัญหา
คือหมายความว่าไม่ตอบเลย 

ในเมื่อพิจารณาเห็นว่า
การตอบปัญหาเช่นนั้นไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์

อย่างที่มีผู้ทูลถามพระพุทธองค์ว่า
โลกเที่ยงหรือไม่เที่ยงเป็นต้น
เป็นปัญหาที่ไม่ทรงพยากรณ์เรียกว่าฐปนะหรือฐปนียะ

“อาวุโส เหล่านี้คือแบบ
แห่งการตอบปัญหา ๔ ประการ

เพราะฉะนั้นท่านที่กล่าวว่า
ปัญหานี้มิใช่ปัญหาที่จะตอบโดยแง่เดียว
นั้นเป็นการถูกต้องแล้ว

“อาวุโส แต่ในกรณีที่มีสาเหตุ
พร้อมทั้งสองประการคือทั้งบุพเพสันนิวาส
และการเอื้อเฟื้อช่วยเหลือกันในปัจจุบัน
ความรักย่อมจะมีความรุนแรง
มั่นคงเหนียวแน่นเป็นธรรมดา

วิธีที่จะมิให้เกิดความรัก
หรือมิให้ความรักย่ำยีจิตใจได้
ก็ด้วยการสำรวมตาหูเป็นต้น
ที่เรียกว่าสำรวมอินทรีย์
มิให้ความยินดียินร้ายรั่วไหลเข้าสู่จิตใจได้
เพราะได้เห็นรูปด้วยตาเป็นต้น

“เพราะการไม่สำรวมระวังนี่เอง 
ความรักย่อมตั้งลงได้แม้ในฐานะที่ไม่ควรตั้งลง”

———-

#วรรณกรรมแสงเทียน
ท่านอาจารย์วศิน อินทสระ

เครดิตภาพ ศิลปินแห่งชาติ จักรพันธุ์ โปษยกฤต