ทฤษฎีทางพุทธฯ
อารมณ์ มี ๒ อย่าง คือ

– อารมณ์ธรรมดา ๆ ไม่มีอำนาจดึงดูดใจมากนัก (สามัญญอารมณ์)
– อารมณ์ที่ยิ่ง เรียกว่า “อธิบดีอารมณ์” (อารัมมณาธิปติ) มีอำนาจดึงดูดความสนใจและครอบงำจิตได้…ยิ่งถ้าจิตนั้นมีพื้นฐานเอนเอียง หรือหนักไปในทางทางใดทางหนึ่ง…(จริต ๖ ราคะ,โทสะ,โมหะ,วิตก,ศรัทธา,พุทธิ) อารมณ์นั้น ๆ ย่อมมีอำนาจและเป็นแรงผลักดัน หรือกระตุ้นให้จิต และธรรมบางอย่างที่แฝงอยู่กับจิต (เจตสิก) มีพลังมากยิ่งขึ้น ในการที่จะผลักดันให้เกิดปฏิกิริยาต่ออารมณ์ หรือสิ่งเร้า นั้น ๆ ได้มากยิ่งขึ้น

ในเคสของสตรีที่แต่งกายโป๊ หรือกึ่ง ๆ โป๊…ย่อมเป็นอารมณ์ดึงดูดใจแก่ชายหนุ่มหรือบุคคลทั่วไปได้ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ได้อบรมจิต ผู้มีจิตที่เกลือกกลั้วอยู่กับกามคุณอารมณ์อยู่แล้ว (หนักไปทางราคจริต) เมื่อมีอารมณ์นั้น ๆ มากระตุ้น ย่อมเกิดความกำหนัดอย่างแรงกล้า ความกำหนัดนั้นเมื่อเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยอำนาจแห่งโลภะชวนะวิถี ซึ่งเกิดวนเวียนไปมา… ย่อมมีพลัง มีความรุนแรง สามารถผลักดันให้เกิดการกระทำออกมาทางกาย หรือทางวาจาได้ เช่น
– ทางวาจา : พูดพาดพิงทางเพศ ความต้องการทางเพศ…พูดเกี้ยว, พูดหยอกทีเล่นทีจริง…ซึ่งก็พาดพิงการมีเพศสัมพันธ์
– ทางกาย : อาจจะมีการเพ่งมอง…การจับต้อง แตะ สัมผัส….ทำสีหน้าท่าทางอย่างใดอย่างหนึ่ง
– ทางใจ คิดฝันกลางวันไปต่าง ๆ นานา ด้วยอำนาจแห่งความกำหนัดในอารมณ์นั้น ๆ

หญิงหรือชาย ย่อมทำตนเอง ให้เป็นอารมณ์ที่เรียกว่า “ธรรมดา ๆ” กับอารมณ์ที่พิเศษที่เรียกว่า “อธิบดีอารมณ์” ได้ อยู่แล้ว เช่น
– การแต่งตัว : โดยปกติ ถ้าไม่ได้แต่งหน้าแต่งตา….ใส่เสื้อผ้ามิดชิด …เสื้อผ้าที่สีซีด ๆ ไม่ฉูดฉาด… บุคคลที่ได้พบเห็นก็ไม่ค่อยคิดอะไร…เรียกว่า รูปร่างหน้าตา…เสื้อผ้าอาภรณ์ ไม่เป็นอธิบดีอารมณ์ เป็นเพียงอารมณ์ธรรมดา ใคร ๆ พบเห็นก็ไม่คิดอะไรมาก…ไม่กระตุ้นความสนใจแต่อย่างใด
– แต่ถ้ามีการแต่งหน้าแต่งตา…มีการใส่เสื้อผ้าที่ผิดแผกจากธรรมดาไป…เป็นต้นว่าสีฉูดฉาด, ผ้าบาง ๆ เพื่อให้มองเห็นทะลุไปยังเนื้อหนังมังสา….เสื้อผ้ารัดรูป, หรือเสื้อผ้าน้อยชิ้น … ให้เห็นอวัยวะต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดอารมณ์ทางเพศ เช่น โชว์นม, โชว์สะดือ, โชว์อวัยวะเพศ …. อารมณ์เช่นนั้น จัดว่าเป็นอธิบดีอารมณ์ คือมีอำนาจในการช่วยกระตุ้นให้เกิดความกำหนัดทางทางเพศได้…
(คำว่า อารมณ์ในที่นี้ หมายถึง รูปร่าง-หน้าตา-เสื้อผ้า-กิริยาอาการ…ที่เป็นสิ่งทำให้จิตของตนและของผู้อื่นเข้าไปรับรู้)

ถามว่า “การแต่งตัวเช่นนั้น ของพวกเธอทั้งหลาย เป็นความผิดหรือไม่ ? ก็ต้องตอบว่า ไม่เป็นความผิดอะไรของพวกเธอ ในทางโลก และกฎหมายของทางโลก…(แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับวัฒนธรรม, สังคมนั้น ๆ เป็นตัวกำหนดด้วย)
แต่มองในแง่ของความเป็นเหตุเป็นผล…ในอนาคต ย่อมเกิดคำถามว่า “เธอเล็งผลอะไร…และผลอะไรจะเกิดขึ้นบ้างในการแต่งตัวเช่นนั้น” …ตรงนี้ต้องศึกษา…. ข้อสันนิษฐานเบื้องต้น มีอยู่ว่า “พวกเธอแต่งตัวในลักษณะเช่นนั้น (แต่งสวย,โป๊,…) เพื่อจุดประสงค์ในการดึงดูดใจแก่เพศตรงข้าม หรือแก่บุคคลอื่น ๆ ใช่หรือไม่? และเมื่อเป็นแรงจูงใจ ดึงดูดใจแก่ผู้อื่น พวกเธอย่อมเล็งเห็นผลบางอย่างที่จะเกิดขึ้น เพราะอาศัยการแต่งตัวอย่างนั้น อยู่แล้ว….

การเล็งเห็นผลของการแต่งตัวนั้น อาจเป็นมุมมองของสังคมภายนอก…แต่ในสังคมสมัยใหม่ ที่เกลื่อนกล่นไปด้วยแนวคิด ความมีอิสระเสรี ในการกระทำ หรือแสดงออกในลักษณะต่าง ๆ ย่อมเป็นเหตุผลที่มีการอ้างกันได้ในสังคมยุคใหม่…เส้นแบ่งของการแต่งตัวนั้น จึงมีการถกเถียงกันมากว่า ความพอดีนั้น อยู่ตรงไหน ? อย่างไร? ข้อนี้…ต้องเป็นข้อถกเถียงกันอีกยาวนานไ่ม่มีที่สิ้นสุด….

ในทางพุทธฯ การแต่งตัว…จะเป็นไปในลักษณะอย่างไรก็ตาม….ยังไม่เข้าถึงความเป็นกุศลหรืออกุศลกรรมบถ อย่างใดอย่างหนึ่ง…. เป็นเพียงแต่ว่า ถ้ามุ่งหวังความสวยงาม ความดึงดูดใจแก่บุคคลต่าง ๆ หรือเพศตรงข้าม…ย่อมเป็นความหมกมุ่นอยู่ในกามภพ หรือยินดีพอใจในกามภพ … ผลก็คือ ผู้นั้นจะไม่สามารถหลุดพ้นออกจากกามภพ หรือวัฏฏะสงสารได้ และความยินดี-พอใจในการแต่งตัวให้สวยงามนั้น ก็จะเป็นอาสวะที่หมักดอง ให้ตนเองลุ่มหลงมัวเมาอยู่ในสิ่งที่เรียกว่า “ไม่งาม” แต่เกิดความวิปัลลาสว่างาม (สุภสัญญาวิปัลลาส)… เพิ่มขึ้น เรื่อย ๆ จนกลายเป็น “ราคจริตบุคคล”

และกาม คือความลุ่มหลงมัวเมาให้บุคคลติดอยู่นั้น ย่อมทำให้ผู้นั้น…
– จมลงอยู่ในวัฏฏะสงสารคือกาม เรียกว่า “กามโอฆะ”
– ถูกประกอบไว้ในกามภพ เรียกว่า “กามโยคะ”
– ถูกล่ามไว้ด้วยกาม เรียกว่า “อภิชฌากายคันถะ”
– เกิดเป็นความยึดมั่นถือมั่นในกาม เรียกว่า “กามุปาทาน”
– กามนั้นจะปิดกั้นความดีต่าง ๆ เรียกว่า “กามฉันทนิวรณ์”
– กามนั้นจะเป็นประดุจเชือกที่ผูกสัตว์นั้นไว้ในกามภพ เรียกว่า “กามราคสังโยชน์”
– กามนั้น จะทำให้สัตว์นั้นเป็นผู้เศร้าหมอง เรียกว่า “กิเลสกาม”
– และกามนั้นจะนอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาของสัตว์นั้น ๆ ตลอดไป เรียกว่า “กามราคานุสัย”

สาธุชนผู้ได้สดับ พึงหลีกเว้นกาม คือความใคร่ในอารมณ์ต่าง ๆ อันน่าใคร่ … พึงประกอบธรรมเป็นเครื่องออกจากกาม ตามแนวทาง ศีล สมาธิ และปัญญา…ในพุทธศาสนา เถิด….. //

========================
VeeZa
๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๑