กาลามสูตร : ช่วยกันพูดให้ถูก

วันที่ผมเขียนเรื่องนี้เป็นวันพฤหัสบดีที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๖๐
ตอนเช้าผมเข้าไปไหว้พระที่วัดมหาธาตุ ราชบุรี ได้เห็นโรงเรียนเทศบาล ๔ (วัดมหาธาตุวรวิหาร) กำลังเตรียมพิธีไหว้ครู

และขณะที่กำลังสนทนาธรรมกับหลวงพ่อเจ้าอาวาส ท่าน ผอ.โรงเรียนก็ขับรถมารอรับหลวงพ่อไปเป็นประธานในพิธี

ผมก็เลยเกิดแรงขับให้เขียนเรื่องนี้

……………..

ถ้าเอ่ยชื่อ “กาลามสูตร” เชื่อว่าคนส่วนมากจะร้องอ๋อ หลายคนอาจเคยพูดพาดพิงคำว่า “กาลามสูตร” มาแล้วด้วย เช่น –

ผมยึดหลักกาลามสูตร ผมไม่เชื่ออะไรง่ายๆ หรอก

โดนหลอกอีกแล้วสิ ไม่รู้จักใช้กาลามสูตรก็ยังงี้แหละ

ฯลฯ
ฯลฯ

แต่กระนั้น เท่าที่สังเกต คนส่วนมากยังเข้าใจผิดเรื่องกาลามสูตร และเข้าใจผิดในสาระสำคัญเสียด้วย

เริ่มจากชื่อไปก่อน

พระสูตรนี้เคยได้ยินมีคนเรียกว่า “กะลามะสูตร” บ้าง “กาละมะสูตร” บ้าง

ในต้นฉบับบาลีท่านไม่ได้ตั้งชื่อไว้ แต่ในอรรถกถาเรียกชื่อว่า “เกสปุตติยสูตร” หรือ “เกสปุตตสูตร” เพราะทรงแสดงแก่ชาวเกสปุตตนิคม

แต่ชื่อสามัญที่รู้จักกันมากที่สุดคือ “กาลามสูตร” เพราะชาวเกสปุตตนิคมเป็นชนเผ่ากาลามะ

กา-ลา-มะ-

ไม่ใช่ กา-ละ-มะ-

และไม่ใช่ กะ-ลา-มะ-

เรียกชื่อผิดก็ยังพอว่า (แต่ควรเรียกให้ถูก) แต่ที่น่าเป็นห่วงก็คือเข้าใจสาระสำคัญผิดพลาด

คือคนส่วนมากที่นำกาลามสูตรไปอ้าง มักจะเข้าใจว่า กาลามสูตรสอนไม่ให้เชื่อ-

เรื่องที่ชอบยกไปอ้างกันมากว่า กาลามสูตรสอนไม่ให้เชื่อก็คือ ตำรา และครู

กาลามสูตรสอนไม่ให้เชื่อตำรา
กาลามสูตรสอนไม่ให้เชื่อครู
(นอกจากสองเรื่องนี้แล้ว ในตัวพระสูตรยังมีอีก ๘ เรื่อง)

โปรดทราบว่าเป็นการเข้าใจผิดอย่างมหันต์
ใครเอาไปอ้างอย่างนี้ก็เท่ากับอ้างผิดอย่างมหันต์ไปด้วย

เรียกตามสำนวนบาลีก็ว่า “กล่าวตู่พุทธพจน์”

คือพระพุทธเจ้าท่านสอนอย่างหนึ่ง แต่เอาไปพูดเป็นอีกอย่างหนึ่ง

ถือว่าเป็นผิดเป็นโทษที่ร้ายแรงมาก

ผมเคยเห็นท่านผู้มีชื่อท่านหนึ่ง (ถ้าเอ่ยชื่อก็จะมีคนรู้จักไปทั่วประเทศ ท่านได้รับยกย่องให้เป็น–อะไรแห่งชาติด้วย) เอารูปเด็กไหว้ครูมาลงในคอลัมน์ที่ท่านเขียน แล้วก็เอาคำในกาลามสูตรที่ท่านเข้าใจผิดเหมือนคนทั้งหลายนั่นแหละมาลงกำกับไว้เป็นใจความว่า กาลามสูตรสอนไม่ให้เชื่อครู

คือจะบอกเป็นนัยให้รู้ว่า การไหว้ครูนั้นเป็นเรื่องงมงาย โดยยกเอากาลามสูตรที่ตนเข้าใจผิดนั้นมาสนับสนุน

ถอดเป็นสำนวนลูกทุ่งบ้านปากท่อก็ว่า-จะมามัวไหว้ครูหาสวรรค์วิมานอะไรกัน พระพุทธเจ้าท่านสอนไม่ให้เชื่อครู ไม่แหกตาดูกาลามสูตรกันมั่งรึไง-ประมาณนี้

คนส่วนใหญ่ที่ได้อ่านกาลามสูตร ก็คืออ่านจากสำนวนที่ท่านแปลจากบาลีเป็นไทย แต่ผมโชคดีหน่อยที่ครูบาอาจารย์ท่านสอนให้รู้ภาษาบาลีพออ่านออกเขียนได้ จึงพอจะอ่านต้นฉบับบาลีได้เองโดยตรง

ภาษาบาลีนั้นมีกฎเกณฑ์ทางไวยากรณ์ที่รัดกุม เมื่อมีเจตนาจะแสดงความหมายว่าอย่างไร สามารถใช้หลักไวยากรณ์กำกับให้ข้อความนั้นแสดงความหมายตามเจตนานั้นได้อย่างชัดเจน ไม่เบี่ยงเบนไปเป็นอย่างอื่นที่ผิดจากเจตนา

และเพราะ-ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงเลือกที่จะใช้ภาษาบาลีเป็นภาษาที่บันทึกคำสอนในพระพุทธศาสนา เพื่อจะรักษาความเที่ยงตรงถูกต้องตรงตามที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้

ที่เอาไปอ้างว่ากาลามสูตรสอนไม่ให้เชื่อตำรา ตัวบทในบาลีท่านใช้คำว่า –

“มา ปิฏกสมฺปทาเนน”

แปลว่า อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์ (Be not led by the authority of texts)

และที่ว่ากาลามสูตรสอนไม่ให้เชื่อครู ตัวบทบาลีว่า –

“มา สมโณ โน ครูติ”

แปลว่า อย่าปลงใจเชื่อ เพราะนับถือว่า ท่านสมณะนี้เป็นครูของเรา (Be led not by the idea, ‘This is our teacher’)

ทั้งภาษาบาลี ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ (ภาษาอังกฤษจากพจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ของท่าน ป.อ.ปยุตฺโต ข้อ [317]) ไม่มีภาษาไหนบอกเลยว่า อย่าเชื่อตำรา อย่าเชื่อครู

ความหมายในต้นฉบับบาลีนั้นท่านบอกว่า –

อย่าปลงใจเชื่อ “ด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์”
อย่าปลงใจเชื่อ “เพราะนับถือว่าท่านนี้เป็นครูของเรา”

ขออธิบายด้วยสำนวนของผมเอง

สมมุติว่า X คือข้อเท็จหรือข้อจริงในตำรา
สมมุติว่า A คือครูที่เรานับถือ และ B คือครูที่เราไม่นับถือ

สำรับตำรา: หน้าที่ของเราคือพิสูจน์ว่า X เป็นเท็จหรือเป็นจริง ไม่ใช่เพียงแค่รู้ว่าสิ่งนั้นเป็น X หรือเปล่า

เพราะฉะนั้น ถ้าสิ่งที่มีอยู่ใน X เป็นข้อจริง เราก็เชื่อ X ได้ แต่ถ้าสิ่งที่มีอยู่ใน X เป็นข้อเท็จ เราจึงจะไม่เชื่อ X

นั่นคือเชื่อเพราะเท็จหรือเพราะจริง ไม่ใช่เชื่อเพราะเป็น X หรือไม่เชื่อเพราะไม่ใช้ X

สำหรับครู: หน้าที่ของเราคือพิสูจน์ว่า A และ B เอาข้อเท็จหรือข้อจริงมาบอกเรา ไม่ใช่เพียงแค่รู้ว่าผู้ที่มาบออกเราเป็น A หรือเป็น B

ถ้าสิ่งที่ A หรือ B นำมาบอกเราเป็นจริง เราจึงเชื่อ ถ้าเป็นเท็จ เราก็ไม่เชื่อ

ไม่ใช่ว่าถ้า A เป็นคนบอก ไม่ว่าเท็จหรือจริงเราก็เชื่อทั้งนั้น เพราะ A คือครูที่เรานับถือ แต่ถ้า B เป็นคนบอก ไม่ว่าเท็จหรือจริง เราก็ไม่เชื่อทั้งนั้น เพราะ B คือครูที่เราไม่นับถือ

นั่นคือเชื่อเพราะเท็จหรือเพราะจริง ไม่ใช่เชื่อเพราะเป็น A และไม่เชื่อเพราะเป็น B

กาลามสูตรไม่ได้บอกเลยว่า “อย่าเชื่อตำรา”

ตำราเชื่อได้ แต่กาลามสูตรบอกว่า “อย่าเชื่อเพียงเพราะเห็นว่ามันเป็นตำรา”

กาลามสูตรไม่ได้บอกเลยว่า “อย่าเชื่อครู”

ครูก็เชื่อได้ แต่กาลามสูตรบอกว่า “อย่าเชื่อเพียงเพราะเห็นว่าเป็นครู”

เพราะฉะนั้น ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ขอความกรุณาอย่าเที่ยวเอาไปพูดว่า –

กาลามสูตรสอนไม่ให้เชื่อตำรา
กาลามสูตรสอนไม่ให้เชื่อครู

ขอความกรุณาช่วยกันศึกษาตัวกาลามสูตรเต็มๆ ให้เข้าใจจริงๆ เสียก่อนแล้วจึงเอาไปพูดต่อ

แล้วก็อย่าถามผมว่าจะศึกษากาลามสูตรได้ที่ไหน

ถ้ายังไม่รู้ว่าจะศึกษากาลามสูตรได้ที่ไหน ก็ขอให้เข้าไปในวัดใกล้บ้าน ไปนมัสการถามพระท่าน โดยเฉพาะพระที่เป็นเจ้าอาวาส

ถ้าพระท่านไม่ทราบ ก็นมัสการท่านไปว่า แล้วเมื่อไรจะทราบ

และย้ำไปด้วยว่า อีก ๗ วันจะมาขอคำตอบอีกทีนะขอรับ/นะเจ้าคะ

วิธีนี้จะช่วยให้วัดกลับมาเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้พระพุทธศาสนาที่ถูกต้องได้อีกวาระหนึ่ง

ขอแรงช่วยกันหน่อยนะครับ

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย
๑๕ มิถุนายน ๒๕๖๐
๑๙:๒๔