คดีเงินทอนวัด คือ ….คดีที่เจ้าหน้าที่ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พ.ศ.) โกง “เงินวัด” โดยการหักเงินของวัดที่ได้รับจากงบประมาณแผ่นดิน เอาไว้แบ่งปันกันเองในหมู่เจ้าหน้าที่

แต่กลับกลายเป็นว่า ในคดีนี้ พระผู้ใหญ่ ถูกจับ และสึก เพราะ เจ้าหน้าที่โกง ในขณะที่เจ้าหน้าที่โกงทั้งหลาย กลับลอยนวล….

>>>>>>>>>>>>>>

การที่พระผู้ใหญ่จู่ๆ ยอมให้ข้าราชการพ.ศ.ที่ได้รับแต่งตั้งอย่างหวังดีจากรมต.มาช่วยดูแลบริหารการเงินการงานของวัด ก็หวังจะ พึ่งพาให้รับดูแลเรื่องเงินทองที่พระไม่ถนัด และไม่ใช่กิจของพระ ขรก.ที่รับหน้าที่หากทำการใดที่ไม่ถูกหรือโกงกิน พระท่านย่อมไม่รู้

และไม่มีพระใดจะคาดคิดว่า ขรก.ที่มาอาสาทำงานการเงินให้ด้วยหวังดี จะกลายเป็นคนจัดฉากโกงกินเองแล้วโยนความผิดให้พระเพื่อให้พระต้องถูกจับสึกตามขั้นตอนกม.คดีอาญาโดยไม่ทันจะรู้ว่าทำอะไรผิดหรือโดนคนชั่วใส่ร้าย แต่ก็จะโดนจับสึกไปก่อนแล้วแบบนี้

ใครก็มองออกว่า คนที่ทำแบบนี้เป็นเครื่องมือของใคร และใครที่ใหญ่กว่าที่เป็นคนมีอำนาจสั่งย้ายหรือเปลี่ยนหรือปลดขรก.ในตำแหน่งแบบนี้ย่อมจะเป็นคนสั่งการโดยมีการวางแผนตั้งแต่แรก อาศัยความไม่รู้ของพระผู้ใหญ่ที่แต่เดิมก็ไม่เคยมีขรก.ฝ่ายสน.พุทธมาช่วยอะไร

วันดีคืนดีก็มีมา อ้างว่ามาช่วย พอได้มานั่งก็ใช้อำนาจในตำแหน่ง ทำการวางแผนให้มีการจ่ายโอนงบทำนั่นนี่ พระไม่รู้อะไร จะรู้ก็แค่ที่รายงานมา หากขรก. ทำทุจริต แล้วไม่รายงาน หรือทำรายงานเท็จ พระก็ไม่ทราบ ขรก. พ.ศ.มาทำการระยะหนึ่ง แล้วก็ให้ย้ายออกไป

ค่อยมาฟ้องพระผู้ใหญ่ว่ามีส่วนในเรื่องทุจริต โดยที่พระรูปนั้นจะไม่รู้อะไรถ้า ขรก.นั้นทำอะไรโดยไม่รายงาน หรือรายงานเท็จเพื่อลวงให้เซ็นรับเงิน ซึ่งพระนั้นย่อมไม่ตรวจสอบขรก.ที่ทำงานตรงนั้นเพราะถือว่ามาทำงานให้พระพุทธศาสนาโดยคำสั่งของรมต.ที่ต้องหวังดีต่อปท.ชาติ

ดังนั้น หากจู่ๆ ขรก.ที่อดีตเคยรับตำแหน่งทำในจุดนั้นให้ เป็นช่วงเวลาที่มีการผ่านงบนั้นที่กลายเป็นการทำให้พระนั้นต้องคดีอาญาในครั้งนี้จากการฟ้องของขรก.ผู้นั้นที่อยู่และทำหน้าที่รับผิดชอบในช่วงเวลาที่มีการผ่านงบนั้นมาให้พระเซ็นต์เอง แบบนี้ใครกันแน่ที่เป็นผู้ทุจริตที่แท้จริง

คนที่รับทราบเรื่องงบมาก่อนคือขรก.พ.ศ.และเป็นคนส่งเรื่องรายงานแก่พระเพื่อให้ลงนามรับงบนั้น จากนั้น ใครที่นำงบนั้นไปทำการใด ก็คือขรก.พ.ส.คนเดียวกันนี้ใช่หรือไม่ ส่วนการนำงบนั้นไปใช้ตรงตามจุดประสงค์หรือไม่ ก็ต้องตรวจสอบได้ว่า

พระได้รับรายงานเรื่องจริง และสั่งให้ทำตามนั่น หรือสั่งให้ทำเป็นอย่างอื่น เป็นการรายงานเท็จเพื่อไปใช้ทางอื่นแก่พระโดยพระไม่รู้ก็ได้คนที่ทำเองกินเองแล้วโยนเรื่องให้ใครรับผิดก็ได้ มีคนเดียวคือคนที่ฟ้อง

ถ้าคนฟ้องเป็นชาวพุทธ หมายถึงข้าราชการพุทธศาสนา ย่อมมีความกลัวบาป จะไม่ทำการที่เป็นบาป ก็จะทำการทุกอย่างโดยสุจริตและระมัดระวังการฟ้องพระในคดีอาญาเพราะรู้ว่าพระรูปนั้นจะถูกจับสึกก่อนการพิสูจน์ความบริสุทธิ์

มีแต่คนที่ไม่ใช่พุทธที่ไม่รู้คุณค่าของการบวชพระ จึงอาจเผลอทำให้เกิดเรื่องประหารพระได้ แต่ครั้งนี้ คนที่ฟ้องเป็นพราหมณ์ ไม่ใช่พุทธ และทำการฟ้องพระด้วยตัวเอง อ้างความผิดของพระที่ตนพบเห็นในช่วงที่ตนทำงานอยู่ แม้รู้ทั้งรู้ว่า

การฟ้องพระทางอาญา จะทำให้พระต้องถูกจับสึกก่อนการขึ้นศาลพิสูจน์ความจริง แสดงเจตนาว่าตั้งใจทำเพื่อให้เกิดการจับสึกพระ โดยไม่ต้องมีความจริงก็ได้ เช่นนี้ ชัดเจนว่าเขาเป็นเครื่องมือของต่างศาสนาอย่างแน่นอน ทำเพื่ออะไรในสัปดาห์พระพุทธศาสนา??? ตื่นเถิดชาวพุทธ!!!

@Symphony D-Yoh!😄

เครดิต มะลิ ดีค่ะ