คนที่เห็นแก่ได้ ชอบอ้างหลักธรรม เวลาที่อ้าง มักจะอ้างไม่หมดความ แต่จะอ้างเอาส่วนที่เห็นว่าเป็นประโยชน์แก่ตนเอง เพื่อมากล่าวเตือน หรือลักษณะเป็นการแสดงธรรม แสดงโอวาท ทำให้ผู้อื่นเข้าใจว่า ตนเป็นผู้มีความรู้และมีคุณธรรม โดยเฉพาะเรื่องความกตัญญูกตเวที ชอบอ้างกันนักเชียว ….

แต่หลักธรรม คือ “ความกตัญญูกตเวที” นี้ จะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อบุคคลนั้น ๆ ได้มองเห็นว่า ผู้ที่ตนเองจะกตัญญูกตเวทีนั้น เป็นผู้มีคุณที่เคยได้กระทำไว้แก่ตนแล้วในกาลก่อน ซึ่งท่านเรียกว่า “ปุพพการี” (ผู้กระทำซึ่งอุปการะก่อน)
ถ้าใคร ๆ ก็ตาม สักแต่อ้างให้ผู้อื่นมีความกตัญญูและกระทำตอบต่อตนเอง แต่ผู้นั้น ไม่เคยกระทำอุปการะใด ๆ ที่เป็นประโยชน์เห็นประจักษ์ใด ๆ ก่อน ต่อกตัญญูกตเวทีบุคคลนั้นเลย… การอ้างความกตัญญูกตเวทีถ่ายเดียว ก็เป็นสิ่งที่ไร้สาระ เป็นการประพฤติธรรมที่ไม่สุจริต เห็นแก่ได้… เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงตรัสว่า

“ธมฺมญฺจเร สุจริตํ น ตํ ทุจฺจริตํ จเร”
บุคคลควรประพฤติธรรมให้สุจริต, ไม่พึงประพฤติธรรมเป็นทุจริต”

เหมือนบุคคลที่เป็นพ่อ เป็นแม่ เมื่อคลอดลูกแล้ว ก็ปล่อยทิ้ง โยนทิ้ง เอาไปทิ้ง …ไม่เป็นผู้ทำอุปการะ คือการเลี้ยงดูก่อนเลย…จะเรียกร้องให้ลูกนั้น มีความกตัญญูกตเวทีแก่ตนอย่างไรได้…

คุณธรรม คือ “ปุพพการี, และกตัญญูกตเวที” นั้น เป็นธรรมที่ท่านกล่าวถึงบุคคลที่หาได้ยาก คือ คนที่จะกระทำอุปการะก่อน ก็หาได้ยาก, คนที่จะรู้อุปการะที่ท่านทำแล้ว และกระทำตอบแทน ก็จัดว่าหาได้ยาก เช่นเดียวกัน… ธรรมทั้ง ๒ อย่างนี้ จะต้องมาคู่กัน จะอ้างแต่ “กตัญญูกตเวที” โดยไม่กล่าวถึง “ปุพพการี” นั้น ไม่ได้เลย…เพราะ ปุพพการี เป็นคุณธรรมที่เป็นส่วนเหตุ, กตัญญูกตเวที เป็นคุณธรรมในส่วนผล… ผลก็ต้องไหลมาแต่เหตุ,,,จะพูดแต่ผลลอย ๆ โดยไม่อ้างเหตุนั้น เป็นการณ์ไม่สมควรอย่างยิ่ง ….ฯ

แต่เมื่อว่าโดยหลักปรมัตถ์ “ทุกสิ่งทุกอย่าง ย่อมเป็นได้ทั้งเหตุและทั้งผล” คือ เป็นผลของสิ่งหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นเหตุของอีกสิ่งหนึ่ง เช่น ในปฏิจจสมุปบาท “สังขาร เป็นเหตุของ วิญญาณ ในขณะเดียวกัน สังขารเอง ก็เป็นผลของ อวิชชา” (อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา, สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ….ฯ)

———————–
นิติสาระ (เปรียญ)