“พุทธธรรม”

มีบางคน รังเกียจ หรือคัดค้านคำว่า “คนเราเกิดมาเพื่อชดใช้กรรม” ควรทำความเข้าใจตามข้อความนี้…ดังนี้

เวลาเราได้เห็น …รูปภาพ, ข้อความ, ข่าว…ได้ยิน เสียงพูด…เสียงด่า …เสียงร้องเพลง….เป็นต้น แล้วเกิดความชอบ หรือไม่ชอบ หรือโกรธต่อภาพ หรือข้อความที่ได้เห็น หรือเสียงที่ได้ยินนั้น ๆ … จิต หรือวิญญาณ ที่เกิดขึ้นรับ รู้ในอารมณ์ต่าง ๆ เหล่านั้นในขณะที่รับอารมณ์ทางปัญจทวาร (ตา หู จมูก ลิ้น กาย) จัดเป็นวิบากจิต…หรือแม้ทางมโนทวาร จิตที่ทำหน้าที่เป็นมโนทวาร ก็เป็นวิบากจิตเช่นกัน และวิบากจิตนั้นเมื่อรับรู้อารมณ์แล้ว ยังส่งผลหรือเป็นปัจจัยให้เกิดกุศล หรืออกุศลจิตตามมาด้วย…เช่น เห็นแล้วไม่ชอบ ไม่ยินดี ไม่พอใจ โกรธ จิตก็เป็นอกุศล เวทนาก็เป็นโทมนัสเวทนา คือเป็นทุกข์ทางใจ ฯ ถ้าเห็นแล้วเกิดเมตตา กรุณา เกิดปัญญา…เป็นต้น…จิตก็เป็นกุศล ด้วยอำนาจของโยนิโสมนสิการ หรือสติ…เวทนาก็อาจจะเป็นสุข คือเป็นโสมนัส หรือเป็นอุเบกขา เฉย ๆ … (กระบวนการตรงนี้ ยังมีรายละเอียดอีกมาก ตามวิถีจิต จะไม่กล่าวในที่นี้)

และในขณะที่จิตเข้าสู่ภาวะความเป็นกุศล หรืออกุศล ในขณะนั้นจัดเป็นกรรม คือการกระทำ คือตัวเจตนาที่อยู่ในกุศลจิต อกุศลจิตนั่นแหละ ได้ชื่อว่า “กรรม” ตามพระดำรัสว่า “เจตนาหํ ภิกฺขเว กมฺมํ วทามิ” ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวเจตนาว่าเป็นกรรม…ฯ  กรรมที่เกิดขึ้นนี่แหละ ถ้าถึงความเป็นกรรมบถ  ก็จะก่อให้เกิด ปฏิสนธิวิญญาณ และปวัตติวิญญาณในภพต่อไป

(วิบากจิต จิตที่เป็นผลของกุศล หรืออกุศล, ถ้าเป็นผลของกุศล เรียกว่า “กุศลวิบากจิต” / ถ้าเป็นผลของอกุศล ก็เรียกว่า “อกุศลวิบากจิต”)
(วิบากจิตมี ๒ อย่าง คือ ๑. ปฏิสนธิวิบากจิต หรือปฏิสนธิวิญญาณ ทำหน้าที่ปฏิสนธิ คือเกิดในภพใหม่ / ๒. ปวัตติวิบาก, หรือปวัตติวิญญาณ ได้แก่วิบากวิญญาณที่เกิดหลังจากปฏิสนธิมาแล้ว ได้แก่ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ… เป็นต้น )

ถามว่า วิบากจิตนั้นเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ?
ตอบว่า สิ่งที่ช่วยให้วิบากวิญจิต หรือวิบากวิญญาณเหล่านั้น เกิดขึ้นได้ ก็คือ
อดีตกรรม คือเกิดมาจากกุศลกรรม หรืออกุศลกรรมในอดีต (อดีตชาติ)
วัตถุ หมายถึงที่ตั้งของจิต เช่น จักขุปสาท เป็นที่ตั้งของจักษุวิญญาณ… โสตปสาท เป็นที่ตั้งของโสตวิญญาณ….เป็นต้น (หมายเอาในปัญจโวการภูมิ)
อารมณ์ ช่วยกระตุ้น อย่างเช่น มีรูปารมณ์ จักษุวิญญาณจึงเกิดได้ …ฯ เพราะมีเสียง โสตวิญญาณจึงเกิดได้…เป็นต้น
เจตสิก สิ่งที่เกิดพร้อมกับจิต ซึ่งเป็นสัมปยุตตธรรม ก็มีส่วนช่วยให้วิบากวิญญาณนั้น ๆ เกิดขึ้นได้

ข้อที่สำคัญ คือ การเกิดขึ้นของวิบากวิญญาณจิตเหล่านั้น มีปฏิสนธิวิญญาณ เป็นต้น… ถ้าไม่มีกุศล-หรืออกุศลอดีตกรรมแล้ว วิบากวิญญาณนั้น ๆ ก็เกิดขึ้นมาไม่ได้…. // นี่จึงเรียกว่า คนเราเกิดมาเพื่อชดใช้ผลแห่งกรรมในอดีต ฯ หรือผลแห่งกรรมในอดีต (ปฏิสนธิวิญญาณ) ส่งเรามาเกิด… ถ้าไม่มีปฏิสนธิวิญญาณเสียอย่างเดียว ก็ไม่มีการเกิด…เมื่อไม่มีการเกิด…การเห็น การได้ยิน…การรับรู้อารมณ์ต่าง ๆ ที่จะตามมา… ก็มีไม่ได้….// ผู้ที่ตายแล้ว ไม่มีปฏิสนธิวิญญาณไปเกิดในภพภูมิต่าง ๆ อีก ก็คือ “พระอรหันต์” เท่านั้น ฯ

(ในอสัญญสัตตพรหม พรหมที่ไม่มีนามขันธ์ ตัวที่ทำหน้าที่ปฏิสนธิคือ วิบากกัมมชรูป)

มีภาพยนต์เรื่องหนึ่ง ที่มีลักษณะคล้าย ๆ การกล่าวถึงอดีตกรรม(สิ่งที่ทำไว้ในอดีต) ส่งผลมาเกิดในปัจจุบัน หรือนับเป็นโลกอนาคต เมื่อย้อนอดีตไป… ก็คือเรื่อง “Terminator” คนเหล็ก…ฯ คือสร้างหุ่นยนต์ ให้มาเกิดเพื่อมาคุ้มครองรักษาตนเอง ฯ การเกิดขึ้นของหุ่นยนต์ ก็เป็นคล้าย ๆ โอปปติกะกำเนิด คือเกิดผุดขึ้นโตทันที …

(วันนี้ เป็นอนาคตของเมื่อวาน , เมื่อวาน เป็นอดีตของวันนี้…พรุ่งนี้ก็เป็นอนาคตของวันนี้ …และเมื่อถึงวันพรุ่งนี้…วันนี้ก็จะเป็นกลายเป็นอดีต)

คำว่า “เกิดมาเพื่อชดใช้กรรมเก่า” จึงเป็นลักษณะสำนวน คือตนเอง สร้างกุศลกรรม อกุศลกรรมเอง แล้วก็มีผล-วิบากตามมาเพราะอำนาจแห่งกรรมนั้น เมื่อมาเกิดในภพภูมิใหม่ …จะเรียกว่าอะไรก็ได้… ชดใช้กรรมเก่า …เกิดมาเพราะกรรมเก่า … ก็แล้วแต่สำนวนโวหารชาวโลกที่เขาพูดกัน….และข้อสำคัญ  ความสุข – ความทุกข์ หรือคุณวิเศษต่าง ๆ อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่ตนได้รับในปัจจุบันชาตินี้นั้น มีสาเหตุในลักษณะ ๒ นัยะคือ

๑. เกี่ยวเนื่องด้วยผลแห่งกรรม คือการกระทำในอดีต  เช่น คุณสมบัติพิเศษของพระพุทธเจ้า หรือของพระอัครสาวก… เช่น มีความเป็นผู้มีปัญญามาก หรือความเป็นผู้มีฤทธิ์มาก…เป็นต้น  เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า นั่นมิได้เป็นผลแห่งกุศลกรรมในอดีต… แม้พระพุทธเจ้าก็ทรงสั่งสอนเช่นตรัสถึง ปุพเพกตปุญญตา (ความเป็นผู้ได้สั่งสมบุญไว้ในกาลก่อน) เป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่า บุญ-กุศลที่ทำไว้ในกาลก่อน มีผลในปัจจุบัน…. หรือการที่พระองค์ทรงตั้งพระสารีบุตรเป็นอัครสาวกเบื้องขวา ตั้งพระโมคคัลลานะเป็นอัครสาวกเบื้องซ้าย ตามความปรารถนาที่พระอัครสาวกตั้งใจไว้ในอดีตชาตินั่นเอง….มิได้แต่งตั้งตามอำเภอใจ หรือมิได้แต่งตั้งอย่างไม่มีเหตุผล…ฯ

๒. ความสุข (สุขใจ โสมนัสเวทนา) ความทุกข์ (ทุกข์ใจ โทมนัสเวทนา) ในปัจจุบันชาตินี้ ย่อมเกิดด้วยอำนาจแห่งกรรมในปัจจุบันชาตินี้ด้วย หรือเกิดในขณะกระทำกรรมในปัจจุบันชาตินี้ด้วย เช่นทำบาปอกุศลอย่างใดอย่างหนึ่่งแล้ว เกิดความเดือดร้อนใจ ความเดือดร้อนใจหรือทุกข์ใจนี่แหละ เป็นผลมาจากการกระทำอกุศลกรรมในปัจจุบันชาตินี้…ในทางตรงกันข้าม ถ้าทำบุญกุศลอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว เกิดความสุขใจ เป็นโสมนัส ความสุขใจนี้ ก็เกิดมาจากกุศลกรรมในปัจจุบันชาตินี้ เช่นกัน

อีกประการหนึ่ง ในขณะที่กระทำกรรม ความสุขใจ หรือทุกข์ใจ ก็สามารถเกิดขึ้นได้ในขณะนั้น เช่น ได้ฟังเพลงเพราะ ๆ ได้กินอาหารอร่อย ๆ  ก็เกิดความสุขใจในขณะนั้น เพราะในขณะนั้นโลภมูลจิตที่ประกอบด้วยโสมนัสเวทนาเกิดขึ้น ก็ได้ชื่อว่าสุขใจ  และตัวเจตนาที่อยู่ในโลภมูลจิตในขณะนั้น ก็เป็นกรรม  นี่เรียกว่า “กรรม และกิเลส” เกิดขึ้นพร้อมในขณะจิตเดียวกัน… (เจตนา กับ โลภะเจตสิก)

ในฝ่ายของบุญกุศล ก็ทำนองเดียวกัน ขณะที่บุคคลกระทำบุญ มีให้ทาน เป็นต้น ในขณะนั้นเกิดโสมนัส ก็สุขใจ เจตนาในขณะให้ทานนั้นก็เป็นกรรม  หรือหลังจากให้ไปแล้ว ก็โสมนัสยินดีในภายหลังอีก…นี่เรียกว่า สุขโสมนัสเกิดเพราะได้ทำกรรมดีที่เป็นบุญกุศล…

ข้อสำคัญก็คือว่า ความสุขใจ หรือทุกข์ใจที่จะเกิดขึ้นในขณะทำอกุศลกรรม หรือกุศลกรรม  หรือเกิดภายหลังที่ได้กระทำกุศลกรรมหรืออกุศลกรรมเหล่านั้นในปัจจุบันชาตินี้… ก็ต้องผ่านวิบากวิญญาณซึ่งเป็นผลมาจากกรรมในอดีตชาติเสียก่อน … คืออย่างไร
– คือบุคคลจะต้องเกิดมาเสียก่อน ตัวที่ทำหน้าที่เกิดมาเป็นมนุษย์ สัตว์… นั่นคือปฏิสนธิวิญญาณ ที่เป็นผลมาจากอดีตกรรมในอดีตชาติ ขณะเดียวกัน รูปร่างกายโดยมาก ก็เกิดมาจากกรรมในอดีตชาติเช่นเดียวกัน (กรรมชรูป)
– ปวัตติวิญญาณ คือ วิบากจิตทั้งหลาย มีจักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ…สัมปฏิจฉนะ…สันตีรณะ… ตทารัมมณะจิต  เป็นต้น  ล้วนเกิดมาจากอดีตกรรมในอดีตชาติทั้งสิ้น ….

เรียกได้ว่า กุศล อกุศล ความเสวยเวทนาต่าง ๆ ของสัตว์ ไม่ว่าจะสุข หรือทุกข์ ในปัจจุบันชาตินี้…ต้องมีความเกี่ยวเนื่องด้วยกรรม และผลแห่งกรรมในอดีตทั้งสิ้น..ไม่สามารถปฏิเสธได้… //

แม้ในปัจจุบันนี้ เราก็ไม่ได้รังเกียจที่จะพูดว่า “ให้มันไปชดใช้กรรมในคุก – ตารางโน่นเถิด” เมื่อเห็นบุคคลบางคน ทำอาชญากรรมต่าง ๆ ที่ผิดกฎหมายบ้านเมือง แล้วต้องได้รับโทษตามกฎหมาย…

ข้อสำคัญก็คือ ถ้าไม่มีอดีตกรรมแล้ว…ก็ไม่มีปฏิสนธิวิญญาณ, ไม่มีปวัตติวิญญาณ… ไม่มีคำว่า “เกิด” “ปฏิสนธิ” สุข,ทุกข์,โสมนัส,โทมนัส…. หรือบัญญัติโวหารใด ๆ อีกเลย ฯ

————————
VeeZa
๒๗ กรกฎาคม ๒๕๖๐