ความตรงไปตรงมา

——————-

เมื่อใครถูกใครกล่าวหาหรือถูกตำหนิติติงว่ากระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะไม่ควร ผมเคยชี้ชวนให้ญาติมิตรตั้งข้อสังเกตว่า ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหามักนิยมใช้ “ทฤษฎีคาน” ขึ้นตอบโต้ คือจะตอบว่า –

๑ การกระทำเช่นว่านั้น ท่านผู้นั้นท่านผู้โน้นก็เคยทำหรือยังทำอยู่ เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าก็ย่อมจะทำได้เช่นกัน

๒ ท่านผู้นั้นท่านผู้โน้นก็ทำผิดอย่างนั้นๆ ทำไมจึงไม่พากันไปตำหนิติติงด้วยเล่า ถ้าตำหนิข้าพเจ้า ก็ต้องตำหนิท่านผู้นั้นด้วยจึงจะยุติธรรม

ข้อสังเกตก็คือ เมื่อตอบอย่างนี้แล้วผู้ตอบก็จะเข้าใจว่าได้แก้ปัญหาเสร็จแล้ว ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วเนื้อหาสาระในข้อกล่าวหานั้นๆ ยังมิได้ถูกยกขึ้นมาพิจารณาหรืออธิบายตรงๆ เลยว่าถูกผิดเป็นประการใด

ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ตัวอย่างที่ได้เห็นแล้วคือ กรณีหลวงพ่อธัมมชโยสวมเสื้อ

ผมเห็นภาพหลวงพ่อธัมมชโยสวมเสื้อมานานแล้ว แต่ไม่เคยได้ยินว่ามีใครสงสัยกันบ้างหรือเปล่าว่าพระสวมเสื้อได้หรือไม่

ผมก็เลยลองยกขึ้นประเด็น โดยแสดงความคิดเห็นทางเฟซบุ๊ก

ปรากฏว่ามีผู้แสดงความคิดเห็นตอบหลายราย

ส่วนมากแสดงความเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย-ตามความเห็นของตัวเองล้วนๆ

ที่ยกหลวงพ่อหลวงปู่ที่สวมหมวกหรือนุ่งห่มคล้ายๆ กันนั้น รวมทั้งพระสงฆ์ที่แต่งกายแปลกๆ ขึ้นมาแสดงเทียบก็มี

ที่บอกให้ไปตำหนิพระรูปนั้นรูปโน้นด้วย อย่าตำหนิแต่หลวงพ่อธัมมชโยรูปเดียวก็มี

มีอยู่รายหนึ่ง ยกข้อความในพระไตรปิฎกขึ้นมาแสดง ทำให้ได้ทราบว่า ภิกษุสวมเสื้อเป็นอาบัติทุกฎ
ผมเห็นว่านี่คือการแสดงความเห็นที่ตรงประเด็น

คือเมื่อมีปัญหาเกี่ยวกับการกระทำของพระสงฆ์ หลักเบื้องต้นที่จะต้องตรวจสอบคือ พระธรรมวินัย

พระธรรมวินัยแสดงไว้อย่างไร การกระทำของพระสงฆ์เป็นอย่างไร ถูกหรือไม่ถูก ใช้พระธรรมวินัยเป็นหลักวินิจฉัย เรื่องก็ยุติได้ง่าย

ถ้าเรื่องนั้นกรณีนั้น ตรวจสอบครบถ้วนแล้วไม่พบว่ามีพระธรรมวินัยแสดงไว้ จึงค่อยมองหาหลักอื่น เช่น ความเห็นและปฏิปทาของครูบาอาจารย์แต่ปางก่อน

แต่ก็พึงเข้าใจด้วยว่า ความเห็นและปฏิปทาของครูบาอาจารย์แต่ปางก่อนนั้นเรียกตามศัพท์ว่า “อาจริยมติ” (อา-จะ-ริ-ยะ-มะ-ติ) แปลว่า ความเห็นของอาจารย์ ท่านจัดลำดับความสำคัญไว้ปลายแถว

หัวแถวคือพระไตรปิฎก

ต่อมาคืออรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา และอื่นๆ ไล่เรียงลงมาตามอายุ จนถึงอาจริยมติเป็นสุดท้ายปลายแถว

การอ้างอาจริยมติจึงแปลว่า ไม่มีอะไรจะให้อ้างอิงได้อีกแล้ว ซึ่งนั่นก็ต้องแปลว่าได้สืบค้นหลักต่างๆ ตั้งแต่พระไตรปิฎกลงมา อย่างละเอียดถี่ถ้วนหมดแล้วด้วย

พระไตรปิฎกนั้นมีข้อความมาก อย่างที่เรียกกันว่า “แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์” พูดสำนวนปัจจุบันก็ว่ามีเนื้อหามากมายหลายหลาก เฉพาะฉบับภาษาบาลีที่พิมพ์เป็นอักษรไทยก็ ๔๕ เล่ม อรรถกถาอีกประมาณ ๕๐-๗๐ เล่ม ฎีกา อนุฎีกาอีกมากมาย

พระธรรมวินัยอันเป็นเนื้อเป็นตัวของพระศาสนาบันทึกไว้ในคัมภีร์เหล่านี้

ถ้าอยากเข้าใจพระพุทธศาสนาก็ต้องศึกษาคัมภีร์เหล่านี้
เมื่อมีปัญหาเกี่ยวกับความประพฤติและคำสอนก็ต้องใช้หลักในคัมภีร์เหล่านี้เป็นฐานในการวินิจฉัย

ยังไม่ต้องเอาอาจริยมติที่แสดงออกโดยทางบทบรรยายต่างๆ อีกจำนวนมหาศาลมารวมเข้าด้วยแต่ประการใด

—————–

ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ชาวพุทธแทบทั้งหมดในเมืองไทยไม่ได้ศึกษาคัมภีร์พระพุทธศาสนา แต่เข้าสัมผัสพระพุทธศาสนาผ่านทางครูบาอาจารย์ คือนับถือเลื่อมใสท่านผู้นั้นผู้นี้เป็นการส่วนตัว ปฏิบัติตามคำสอนหรือปฏิปทาของท่านนั้นๆ หรือสำนักนั้นๆ หรือแม้แต่ทำไปตามความเข้าใจของตัวเอง หรือทำตามๆ กันไป โดยเชื่อแน่ว่านั่นคือพระพุทธศาสนา

ครั้นมีปัญหาเกิดขึ้นเกี่ยวกับความประพฤติและคำสอน ก็จึงไม่มีหลักที่จะใช้วินิจฉัยตัดสินว่าถูกผิดเป็นอย่างไรกันแน่ นอกจากยึดเอาความเห็นของตัวเองเป็นหลัก

ส่วนหนึ่งก็จะยืนยันยืนหยัดว่าครูบาอาจารย์ของตนถูก คำสอนของสำนักของตนถูก

ส่วนหนึ่ง-อาจเป็นส่วนมากด้วย-ก็เคว้งคว้าง สงสัย ลังเล มึนงง ไม่แน่ใจว่าอะไรถูกอะไรผิดกันแน่ เพราะไม่เคยได้เรียนรู้หลักที่ถูกต้องชัดเจนมาก่อน

ถ้าพอจะคว้าอะไรมายึดได้บ้าง ก็ไม่พ้นปฏิปทาและคำสอนของอาจารย์ที่นั่นที่โน่น อันเป็นที่มาของคำตอบที่ว่า เรื่องนี้หลวงปู่นั่นหลวงพ่อนี่ท่านว่าอย่างนี้ท่านทำอย่างนี้

คือไปจับเอาปลายแถวขึ้นมาอ้าง
ไม่ได้เอ่ยถึงต้นเดิมคือคัมภีร์ที่บันทึกคำสอน

—————–

เวลานี้คนที่อ้างคัมภีร์ถูกเรียกอย่างหมิ่นๆ ว่า “นักคัมภีร์” คือถูกมองว่าเป็นพวกติดคัมภีร์

ซ้ำยกกาลามสูตรมาสำทับว่า พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่ให้เชื่อคัมภีร์

เกิดขบวนการดิสเครดิตคัมภีร์ตามมา
รวมไปถึงสำนักที่ “ไม่เอาอรรถกถา” ก็เกิดขึ้น

พระไตรปิฎกเล่มนั้น พระสูตรนี้ไม่ใช่พระพุทธวจนะ เชื่อไม่ได้

แต่ปฏิปทาและคำสอนของครูบาอาจารย์ของตนที่อยู่ปลายแถวเชื่อได้!!

พระพุทธศาสนาในเมืองไทยจึงถูกแบ่งเป็นสำนักเล็กสำนักน้อยแยกย่อยไปตามครูบาอาจารย์ของใครของมัน ต่างก็สอนและปฏิบัติไปตามมติของตน ไม่ขึ้นแก่กัน

—————–

แนวคิดอย่างหนึ่งที่เริ่มจะพูดกันมากขึ้นก็คือ ปฏิบัติไม่จำเป็นจะต้องตรงกับปริยัติ

ขยายความว่า สิ่งที่ปริยัติแสดงไว้นั้นไม่สามารถนำมาเป็นเครื่องตัดสินผลการปฏิบัติได้

ประสบการณ์จากปฏิบัติสำคัญกว่า แน่นอนกว่า และถูกต้องกว่าสิ่งที่บรรยายไว้ในปริยัติ

แนวคิดนี้เริ่มจะมองหมิ่นนักปริยัติ คือมองเป็นสูตรสำเร็จว่า พวกที่เรียนปริยัติหรือเรียนคัมภีร์เป็นพวกที่ปฏิบัติไม่เป็น ปฏิบัติไม่ได้ หรือไม่ได้ปฏิบัติเหมือนตน

น่าสังเกตว่า คนทั้งหลายมักเข้าใจว่าผู้ศึกษาคัมภีร์เป็นพวกที่ได้แต่เรียนปริยัติอย่างเดียว แต่ปฏิบัติไม่เป็น

ไม่ทราบว่าอะไรทำให้คนคิดไปเช่นนั้น

เท่าที่สังเกต ผู้ที่เรียนปริยัติจนเข้าใจดีแล้ว พอรู้ว่าวิธีปฏิบัติทำได้อย่างไรบ้าง มักพอใจที่จะลงมือปฏิบัติไปเงียบๆ ไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องประกาศตัวหรือเอาป้ายแขวนคอว่าข้าพเจ้าเป็นนักปฏิบัติ

มีแต่ผู้ที่ไม่ได้เรียนทางปริยัติเท่านั้นที่นิยมแสดงตัวว่าเป็นนักปฏิบัติ

แต่ถ้าจะว่ากันไปแล้ว ก็มีแต่ผู้อื่นทั้งนั้นที่ไปเที่ยวบอกกันว่าท่านผู้นั้นผู้โน้นเป็นนักปฏิบัติ ตัวท่านผู้ปฏิบัติจริงๆ ท่านก็ไม่เคยประกาศตัวว่าท่านเป็นนักปฏิบัติ หรือมองว่าผู้เรียนปริยัติเป็นพวกที่ปฏิบัติไม่เป็นแต่ประการใด

เวลานี้เกิดสำนักไม่เอาอรรถกถาแล้ว
ต่อไปก็จะคงเกิดสำนักที่ไม่เอาปริยัติ

ต่อไป พระไตรปิฎกก็โละทิ้งลงถังขยะได้เลย
ใครนึกอยากจะปฏิบัติอะไรอย่างไรก็คิดประดิษฐ์แนวทางขึ้นมาตามสบาย

แล้วก็ยืนยันว่า แนวปฏิบัติของตนนี่แหละคือพระพุทธศาสนาที่แท้จริง

ถึงตอนนั้น (หรืออันที่จริงก็เป็นอยู่แล้วในเวลานี้) พระพุทธศาสนาในเมืองไทยก็จะมีเป็นร้อยๆ พันๆ นิกาย

แต่ละนิกายปฏิบัติไม่เหมือนกันเลย
และทุกนิกายยืนยันว่า นิกายของตนเป็นพระพุทธศาสนาที่แท้จริง

—————–

เราคงห้ามไม่ให้เป็นเช่นนั้นไม่ได้ แต่เราสามารถเลือกจุดยืนของเราได้ นั่นคือศึกษาเรียนรู้ให้รู้จักพระไตรปิฎกและคัมภีร์ประกอบต่างๆ

เพราะเป็นที่ยอมรับ-รับรองทั่วกันแล้วว่า พระไตรปิฎกคือหลักฐานแหล่งรวมที่บันทึกคำสอนของพระพุทธศาสนา

หน้าที่ของเราคือศึกษาให้รู้ว่าพระพุทธศาสนาตามที่บันทึกไว้ในพระไตรปิฎกคืออย่างไร ศึกษาให้เข้าใจชัดว่า อะไรเป็นสิ่งที่ท่านบันทึกไว้ในพระไตรปิฎก อะไรเป็นความคิดเห็นของบุคคลอื่นนอกพระไตรปิฎก

เมื่อเรามีข้อมูลเพียงพอแล้ว ต่อจากนั้น เราจะเชื่อพระไตรปิฎกหรือจะเชื่อความคิดเห็นของผู้อื่น ก็เป็นสิทธิเสรีภาพโดยสมบูรณ์ของเรา ขอเพียงให้แยกให้ชัดเจนไว้เสมอว่า สิ่งที่เราเชื่อนั้นเป็นพระไตรปิฎกหรือเป็นความเห็นของใคร

ยิ่งกว่านั้น ถ้าเราจะสอนจะบอกจะเผยแพร่ ก็ต้องแยกให้ถูกให้ชัดว่าคำสอนหรือแนวปฏิบัติที่เราเอามาบอกเอามาเผยแพร่นั้นเป็นเรื่องในพระไตรปิฎกหรือเป็นของใคร

ผู้ฟังจะได้เข้าใจชัดไปตั้งแต่ต้นว่า เขากำลังฟังคำสอนในพระพุทธศาสนา หรือว่ากำลังฟังคำสอนของใคร

นี่คือที่ผู้รู้ท่านเรียกว่า ความซื่อตรง หรือตรงไปตรงมา

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย
๑๖ เมษายน ๒๕๖๐
๑๒:๑๐