ความยุติธรรมที่ล่าช้าก็คือความไม่ยุติธรรม ( justice delayed is justice denied)
ผมคิดว่าประโยคทองประโยคนี่มาจากพื้นฐานของ มหากฎบัตรแม็กนาคาร์ทา (Magna Carta) น่าจะไม่ใช่ของ วิลเลียม เอวาร์ต แกล็ดสโตน (William Ewart Gladstone) รัฐบุรุษอังกฤษ หรือของ วิลเลียม เพ็น (William Penn) นักปรัชญาชาวอังกฤษ ตามที่คนส่วนมากเข้าใจกันในมหากฎบัตรแม็กนาคาร์ทามีความตอนหนึ่งว่า
“อันว่าสิทธิก็ดี หรือความยุติธรรมก็ดีนั้น เราจักไม่ขายให้แก่ผู้ใด เราจักไม่เพิกเฉยหรือทำให้ล่าช้าต่อผู้ใด”
(To no one will we sell, to no one will we refuse or delay, right or justice)
ผมอยากจะยกคำพูดของ วอร์เรน อี. เบอร์เกอร์ (Warren E. Burger) ประธานศาลสูงสุดแห่งสหรัฐอเมริกา เคยกล่าวว่า
“ศาลทั้งหลายจำเป็นต้องได้รับความเชื่อมั่น เพื่อจะได้ธำรงโครงสร้างแห่งเสรีภาพอันเป็นระเบียบเรียบร้อยของเสรีชน และความเชื่อมั่นประการนี้...อาจย่อยยับไปด้วยโทษสามประการ คือ
1. การที่ผู้คนเริ่มเชื่อว่า ความไร้ประสิทธิภาพและความล่าช้าจะบั่นทอนคุณค่าของคำพิพากษา แม้เป็นคำพิพากษาอันเที่ยงธรรมก็ตาม
2. การที่ผู้คนผู้ถูกแสวงหาประโยชน์ในธุรกรรมเล็ก ๆ น้อยตามประสาชีวิตประจำวันเริ่มพากันเชื่อว่า ศาลจะไม่สามารถพิทักษ์สิทธิตามกฎหมายของพวกเขามิให้ถูกทำลายไปด้วยการฉ้อฉลและการเอื้อมไม่ถึง
3. การที่ผู้คนตั้งต้นเชื่อว่า กฎหมายในความหมายอย่างกว้าง จะไม่บรรลุหน้าที่เบื้องต้นของมันในอันที่จะคุ้มครองพวกเขาและครอบครัวของพวกเขา ในบ้านของพวกเขา ในที่ทำงานของพวกเขา ตลอดจนบนถนนหนทางสาธารณะ

000000

ผมอยากจะเรื่มเล่าเรื่องไทม์ไลน์ของ คุณครูจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร ที่ติดคุกฟรีปีครึ่งในแนวการเรียบเรียงเรื่องราวของผมครับ จะเห็นว่าระบบยุติธรรมของเรานั้นล่าช้ามาก จะเนื่องด้วยเหตุใดก็แล้วแต่ ในมุมมองของผมนั่นคือ “ความยุติธรรมที่ล่าช้าก็คือความไม่ยุติธรรม”

*** เรื่องนี้ผมไม่โทษอะไรศาลเลย เพราะระบบของเราที่ระบบกล่าวหา ไม่ใช่ระบบไต่สวน ถ้าคดีอาญาถึงที่สุดแล้ว ผู้บริสุทธิ์ถูกพิพากษาว่ามีความผิดจริงและให้ลงโทษจำคุก แสดงว่าอาจจะต้องมี พยานเท็จ หลักฐานเท็จ สำนวนเท็จ และ/หรือ สำนวนที่มีความจริงไม่ครบถ้วน จนทำให้สำนวนและหลักฐานนั้นมีน้ำหนักแน่นอนจนศาลเห็นว่าจำเลยทำผิดแบบไร้ข้อสงสัย ดังนั้นจะไปกล่าวหาศาลพิจารณาผิดพลาดคงไม่ถูกต้องนัก เรื่องนี้ต้องโทษต้นทางของระบบยุติธรรมคือตำรวจที่เขียนสำนวนครับ ****

ผมอยากจะเรียบเรียงไทม์ไลน์ตาม บันทึกข้อความของสำนักงานคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ที่ออกหนังสือมาเมื่อวันที่ 11 มค. 2560 สดๆ ในสัปดาห์นี้เอง ซึ่งข้อความต่อไปนี้ไม่ใช่ข้อความเท็จแน่นอน

***********

คดีเกิดในวันที่ 11 มีค. 2548 หรือ 12 ปีมาแล้ว ที่จังหวัดนครพนม โดยมีอุบัติเหตุรถกะบะชนคนตายในเวลากลางคืน แล้วมีพยานเห็นและจดจำทะเบียนรถได้ โดยพยานแจ้งว่าเป็นทะเบียนหมายเลข บค56 สกลนคร ตำรวจจึงทำคดีและทำสำนวนส่งให้อัยการฟ้อง คุณครูจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร

ในเดือน สค. ปี 2549 หรืออีกปีกว่าต่อมา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำคุก คุณครูจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร 3 ปี 2 เดือน

ในเดือน กค. ปี 2552 หรือสองปีกว่าต่อมา ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษายกฟ้อง

ในเดือน กย. ปี 2556 ศาลฏีกาได้พอพากษายืนตามศาลชั้นต้น นับจากวันนั้น คุณครูจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร ต้องเข้าไปใช้ชีวิตในเรือนจำ โดนให้ออกจากราชการหมดสิ้นอนาคตที่รับราชการมากว่าสามสิบปี ลูกเสียโอกาสที่จะเรียนหนังสือ และหมดสิ้นทั้งเกียรติของความเป็นครูที่สะสมมาตลอดชีวิตของการรับราชการอย่างยาวนา

คุณครูจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร พ้นออกมาได้เพราะได้รับพระราชทานอภัยโทษ ในเดือน เมย. ปี 2558 รวมแล้วโดนจำคุก 1 ปี 6 เดือน

ระหว่างที่ คุณครูจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร ถูกจำคุกนั้น ทั้งสามีและหลานได้ร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมไปหลายหน่วยงาน รวมถึงศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม รวมถึงร้องเรียนไปยังผู้บัคคับการตำรวจจังหวัดนครพนม ต่อมาสามีของคุณครูจอมทรัพย์ ได้ขอความช่วยเหลือจากกองทุนยุติธรรม สำนักงานยุติธรรมจังหวัดนครพนม โดยได้ส่งต่อเรื่องไปยังกองพิทักษ์สิทธและเสรีภาพ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เพื่อขอเงินจ้างทนายและค่าธรรมเนียมศาลรื้อฟื้นคดีขึ้นมาใหม่ และหาคนทำผิดที่แท้จริง ในเดือน ตค.ปี 2557

ระหว่านั้น คุณครูจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร ได้โดนญาติผู้ตายฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหายจำนวน 170,000 บาท ซึ่งศาลแพ่งได้พิพากษาให้ คุณครูจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร ชำระค่าเสียหายในจำนวนเงินดังกล่าว ในเดือน มิย. 2557

ระหว่างที่คุณครูจอมทรัพย์ ติดคุกนั้น เพื่อนฝูงและญาติของคุณครูจอมทรัพย์ ได้ช่วยกันสืบหาคนที่ขับรถชนตัวจริง และพบว่า นายสับ วาปี คือผู้ขับรถชนคนตายตัวจริง ที่สืบจนได้ตัวนั้นมาจากพยานบางคนในที่เกิดเหตุได้บอกว่าคนขับรถเป็นชายรูปร่างสูงใหญ่ได้ลงจากรถมาดูก่อนหลบหนีไป จนมาพบตัวของ นายสับ วาปี ผู้ขับรถชนคนตายตัวจริง และนายสับได้เข้ารับสารภาพต่อพนักงานสอบสวน ว่าตนเองเป็นเจ้าของรถกะบะ เลขทะเบียน บค 56 มุกดาหาร และคือผู้ขับรถชนคนตายตัวจริง ในเดือน พค. ปี 2557

ในเดือน พค. ปี 2557 (ก่อนที่ศาลแพ่งจะพิพากษาให้คุณครูจอมทรัพย์ต้องชดใช้เงินค่าเสียหาย) นายสับ วาปี ได้ชำระเงินให้ญาติผู้ตายไปแล้วแทนจำเลยตามจำนวนเงินที่ศาลพิพากษา ทั้งโจทย์ และจำเลย ไม่ติดใจดำเนินคดีทั้งแพ่งและอาญาต่อนายสับอีกต่อไป แล้วได้ลงชื่อไว้ให้ศาลพิจารณา

ในเดือน พย. ปี 2557 นายสับ วาปี ได้สารภาพต่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษว่าตนเองเป็นคนขับรถชนคนตายตัวจริงอีกครั้งหนึ่

ศาลอุทธรณ์ ได้มีคำสั่งให้รื้อพื้นคดีในวันที่ 20 พย. 2559 โจทย์คือพนักงานอัยการจังหวัดนครพนม และจำเลยคือ คุณครูจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร และศาลชั้นต้นได้นัดในวันจันทร์ที่ 16 มค. 2560

**************

*** ความยุติธรรมที่ล่าช้าก็คือความไม่ยุติธรรม ( justice delayed is justice denied) ***

ผมขออวยพรและเอาใจช่วยให้ คุณครูจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร เรียกคืนเกียรติ์และศักดิ์ศรี รวมถึงชีวิตที่เสียไปกลับคืนมา
ถ้าสิ่งเหล่านั้นสูญเสียไปจากระบบยุติธรรมที่บกพร่อง ก็เหมาะสมแล้วที่ระบบยุติธรรมต้องคืนสิ่งเหล่านี้กับมาให้คุณครูอย่างครบถ้วน